เดอโซโต้ ว่าด้วยทุนเปิดเผยและทุนซ่อนเร้น (1)

มองมุมใหม่ : ดร.สมชัย จิตสุชน  กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 14 พฤศจิกายน 2545

ในแวดวงนักวิชาการ และนักพัฒนาในเมืองไทยเวลานี้ ถ้าไม่พูดถึง นายเฮอร์นานโด เดอโซโต้ นักเศรษฐศาสตร์ชาวเปรู ที่อยู่ระหว่างเยือนไทยในเวลานี้ ก็คงจะ 'เชย' เหมือนกับที่คนไทยไม่พูดถึง 'เจ้าบอล' ภราดร ศรีชาพันธุ์ ความเหมือนกันของทั้งคู่อย่างหนึ่งคือ การให้ 'ความหวัง' กับคนไทย ขณะที่ภราดรให้ความหวังกับวงการกีฬาไทย และเยาวชนไทยที่ใฝ่ดี เดอโซโต้ก็ให้ความหวังกับนักพัฒนา องค์กรประชาชน

ที่สำคัญ คือให้ความหวังกับรัฐบาลไทย โดยนายกฯ ทักษิณ และที่ปรึกษาคนสำคัญคือ คุณพันธุ์ศักดิ์ ว่าเป็นผู้ให้แนวคิดที่เฉียบคมและ 'แปลกใหม่' อันจะเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จในการแก้ปัญหาความยากจน

เพื่อให้ทันสมัย ผมจึงอยากจะเขียนถึงนายเดอโซโต้กับเขาบ้าง โดยจะแยกเขียนสองตอนคือ ตอนแรก เป็นการวิพากษ์ความคิด ของนายคนนี้ในทางทฤษฎี และ ตอนที่สอง จะประเมินคุณูปการของแนวคิดนี้ในทางปฏิบัติ โดยการวิเคราะห์แนวคิด ของเดอโซโต้นี้จะใช้เนื้อหาจากการฟังการบรรยาย ที่จัดโดยสถาบันพระปกเกล้า เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมาเป็นหลัก

ในทางทฤษฎี แนวคิดนายเดอโซโต้เฉียบคม และแปลกใหม่จริงหรือ? ก่อนจะตอบคำถามนี้ เรามาลองดูสาระสำคัญใน 'ทฤษฎี' ของเขาก่อน

เดอโซโต้เริ่มด้วยการให้ความสำคัญของ 'ทุน' ในระบบทุนนิยม โดยถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ในกระบวนการผลิต หรือกระบวนการสร้างเสริมความมั่งคั่ง ตลอดจนความผาสุกของผู้คนในระบบ ทั้งนี้ เพราะทุนคือสิ่งที่ระบบเศรษฐกิจแปลงจากการออม (ซึ่งก็คือมูลค่าจากการผลิตในปัจจุบัน ส่วนที่เหลือจากการใช้หมดไปในการบริโภค) นำมาใส่ไว้ในรูปแบบ ที่สามารถเอื้ออำนวย ต่อกระบวนการผลิต ในรอบต่อๆ ไปได้ ทุนจึงทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อม หรือสานต่อกระบวนการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว

ผู้ที่ได้ครอบครองทุนมาก และสามารถใช้ประโยชน์จากทุนที่ครอบครองได้มากที่สุด ย่อมเป็นผู้ที่สร้างความมั่งคั่งให้ตนเองได้มาก และอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเรื่องนี้เป็นที่รู้กันมานมนาน ตั้งแต่สมัย อดัม สมิทธิ์ และคาร์ล มาร์กซ์ ความมั่งคั่งที่ได้จากทุนจะผูกพันโดยตรงกับ 'มูลค่า' หรือ 'ราคา' ของทุนนั้น โดยมูลค่าหรือราคาของทุน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ตั้งแต่ปัจจัยพื้นฐาน เช่น อุปสงค์ อุปทานของทุนแต่ละประเภท สภาพคล่องหรือความสามารถในการเปลี่ยนมือ (กรณีที่เปลี่ยนมือได้) เป็นต้น

ประเด็นเรื่องมูลค่าของทุนนี่เอง ที่เป็นจุดขายสำคัญของนายเดอโซโต้ โดยเขาบอกว่า ทุนที่มองดูเหมือนๆ กันด้วยตานั้น สามารถมีมูลค่าที่แตกต่างกันได้ขึ้นอยู่กับว่าทุนนั้นได้รับการ 'นำเสนอ' อย่างไรต่อ 'ตลาด' ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเช่นหุ้นของบริษัทสามารถ มีราคาแตกต่างกันได้อย่างมากก่อน และหลังการนำเข้ามาซื้อขายในตลาดหุ้น ซึ่งความต่างในที่นี้คือตลาดหลักทรัพย์ทำให้หุ้นนั้นๆ เป็นที่รับรู้ต่อสายตาของนักลงทุนในวงกว้าง และกระบวนการซื้อขายหุ้นก็เป็นไปสะดวกและง่ายดายยิ่งขึ้น

ผมอยากจะสรุปแนวคิดของนายเดอโซโต้ ในเรื่องปัจจัยกำหนดมูลค่าของทุนแบบง่ายๆ ว่า ทุนสามารถแบ่งออกได้เป็น 'ทุนเปิดเผย' และ 'ทุนซ่อนเร้น' โดยทุนเปิดเผยคือทุนถูก 'รับรู้' หรือได้รับการ 'รับรอง' ในวงกว้างและเป็นทางการด้วยต้นทุนที่ต่ำ ส่วนทุนซ่อนเร้นคือ ทุนที่ถูกจำกัดในวงแคบและไม่เป็นทางการ

ในตัวอย่างเรื่องหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ความต่างที่สำคัญอยู่ที่การรับรู้ ส่วนเรื่องการรับรองอย่างเป็นทางการนั้น ไม่มีปัญหาเพราะหุ้น ได้รับการรับรองทั้งตามกฎหมายและในเชิงธุรกิจอยู่แล้ว

ในขณะที่แนวคิดเรื่อง การแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ที่พูดกันมากในขณะนี้นั้น ความต่างอยู่ที่กระบวนการรับรองทุน โดยเชื่อว่ามูลค่าของทุนจะเพิ่มขึ้นได้ ถ้าสินทรัพย์หรือทุน (สองอย่างนี้อาจเป็นหรือไม่เป็นสิ่งเดียวกันก็ได้ เพราะอยู่คนละด้านของบัญชี) ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ ซึ่งก็พูดกันมากว่าหมายถึง การรับรองทางกฎหมายว่า ใครเป็นเจ้าของทุนหรือทรัพย์สิน จนทำให้ทุนที่เคยซ่อนเร้นกลับกลายเป็นทุนเปิดเผย

และก็มีการคาดหวังกันว่า การกลายเป็นทุนเปิดเผยผ่านการรับรองอย่างเป็นทางการจะทำให้เกิดการรับรู้ในวงกว้างตามมา จนทำให้เกิดตลาดสำหรับสินทรัพย์หรือทุนประเภทนั้นๆ ซึ่งอาจทำให้มูลค่าเพิ่มขึ้นได้ แต่ที่คาดหวังที่สุดคือช่วยให้ทุนมี 'สภาพคล่อง' เกิดการตีมูลค่า การแลกเปลี่ยน การค้ำประกันสินเชื่อ เป็นต้น ผู้เป็นเจ้าของทุน ก็จะได้อานิสงส์ในแง่ของความสามารถเข้าถึง แหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้นและต้นทุนต่ำลง

กล่าวอีกนัยหนึ่งนี่เป็นกระบวนการดึง 'เศรษฐกิจนอกระบบ' ให้เข้ามาอยู่ในระบบ ซึ่งมีระเบียบที่ชัดเจนกว่าและมีความโปร่งใสมากกว่า อันจะมีส่วนช่วยในเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย อาทิเช่น การลดปัญหาเรื่องการคอรัปชั่น การให้สินบน การใช้อำนาจมืด การละเมิดสิทธิมนุษยชนต่างๆ เป็นต้น

ผมคิดว่าในทางทฤษฎีแล้ว นายเดอโซโต้ไม่ได้นำเสนออะไรมากไปกว่านี้ในสาระสำคัญ แม้หนังสือของเขาจะอ่านสนุก (เช่นเดียวกับการบรรยายของเขาที่ฟังสนุกและโน้มน้าวผู้ฟังได้เป็นอย่างดี) ในแง่มุมเชิงประวัติศาสตร์ ตลอดจนการบรรยาย การทำงานของระบบเศรษฐกิจนอกระบบได้อย่างชวนติดตาม

เนื้อแท้ของทฤษฎีนายเดอโซโต้ ไม่แตกต่างมากนักกับแนวคิดที่เรียกกันว่า 'เศรษฐศาสตร์สถาบัน' ซึ่งกล่าวถึงความสำคัญ ของกลไกทางสถาบันที่นอกเหนือไปจากกลไกตลาด เช่น ระเบียบราชการ กฎหมาย ข้อปฏิบัติทางธุรกิจ การจัดการและบริหารองค์กร ตลอดจนประเพณีและวัฒนธรรม เป็นต้น ว่ามีส่วนสำคัญในการจัดสรรทรัพยากร ซึ่งก็ย่อมสะท้อนผ่านมูลค่า และสภาพคล่องของปัจจัยการผลิตทุกชนิดรวมทั้งทุนด้วย

ดังนั้น ถึงแม้แนวคิดนายเดอโซโต้อาจจะเฉียบคม แต่ไม่แปลกใหม่แน่นอน อันที่จริงแล้วในแวดวงวิชาการนายเดอโซโต้ ไม่ได้รับการกล่าวอ้างอิงถึงมากนัก งานเขียนและงานวิจัยของนายเดอโซโต้ หรือของสถาบันที่เขาเป็นหัวหน้าอยู่ ก็ได้รับการวิจารณ์อยู่เนืองๆ ถึงความถูกต้องตามหลักวิชา เช่น วิธีการประมาณการขนาดของเศรษฐกิจนอกระบบ ในประเทศเปรูก็ไม่ถูกต้องนัก เป็นต้น

ที่ผมกล่าวเช่นนั้น ไม่ได้ต้องการลดความสำคัญของแนวคิด นายเดอโซโต้ ตรงกันข้ามการที่เขาได้รับความสนใจอย่างสูงจากสื่อมวลชน (แม้กระทั่งในนิตยสาร The Economist ที่ทรงอิทธิพล) และผู้นำประเทศหลายประเทศ ย่อมแสดงว่า แนวคิดนี้มีความสำคัญในตัวเองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในสายตาของ 'ผู้ปฏิบัติ'

ดังนั้น คุณูปการของนายเดอโซโต้ จึงอยู่ที่การนำเอาแนวคิดที่ดูง่ายๆ นี้มาปฏิบัติให้เป็นจริงมากกว่า ซึ่งในบทความตอนหน้า ผมจะกล่าวในรายละเอียดเพิ่มเติม โดยใช้กรณีประเทศไทยเป็นหลักทั้งในเรื่องของการออกโฉนดที่ดิน ส.ป.ก. แผงลอยรถเข็น ตลอดจนว่านโยบายของรัฐบาลในปัจจุบันสอดคล้องเพียงไรกับแนวคิดนี้


มองมุมใหม่ : แนวคิดเดอโซโตกับคนจนไทย

ดร.สมชัย จิตสุชน   การปรับใช้ในเชิงปฏิบัติ (จบ)   กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 15 พฤศจิกายน 2545

ในระหว่างการพูดคุย ภายในทีดีอาร์ไอครั้งหนึ่ง อาจารย์อัมมาร เคยตั้งข้อสังเกตว่า นักเศรษฐศาสตร์ มีนิสัยชอบ 'ยิงนก' คือพอเวลามีความคิด หรือข้อเสนออะไรขึ้นมา นักเศรษฐศาสตร์ มักจะพยายามค้นหาจุดอ่อน แล้วก็บอกว่า ความคิดนั้นใช้ไม่ได้ แล้วก็จัดการยิง 'นกความคิด' นั้นให้ตกไปเสีย

ในแง่นี้นักเศรษฐศาสตร์ (รวมทั้งตัวผมเองด้วย) จึงมักไม่ใช่นักปฏิบัติที่ดี เพราะนักปฏิบัติที่ดี ต้องสามารถเลือกจุดแข็ง ของแนวคิดแล้วนำมาปฏิบัติ และเลี่ยงหรือจำกัดจุดอ่อน ให้เหลือน้อยที่สุด ดูเหมือนแนวคิดนายเดอโซโต ก็มีประสบการณ์คล้ายๆ กัน คือ ถูกวิจารณ์ถึงจุดอ่อนจากนักวิชาการไทยหลายท่าน 

เช่นว่า จะทำให้เกิดปัญหามากกว่าความสำเร็จ อาจก่อให้เกิดเอ็นพีแอล ระดับรากหญ้า ทำได้ยาก และใช้เวลานาน มีปัญหาความไม่จริงใจ ของผู้ออกกฎหมายรับรองสิทธิ ในสินทรัพย์ของคนจน หรือแม้ออกกฎหมายได้ก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะการบังคับใช้มีความลำเอียง เป็นต้น

ข้อวิจารณ์ข้างต้นล้วนแล้วแต่ควรจะรับฟัง เพราะมีความเป็นจริงอยู่ไม่น้อย แต่วันนี้ผมขออนุญาตทำตัว เป็นนักเศรษฐศาสตร์นอกคอกสักวัน ขอสวมวิญญาณนักปฏิบัติเคียงข้างรัฐบาล ในการผลักดันแนวความคิดนี้ให้เป็นจริง 

ผมคิดว่า การแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน หรือที่ผมอยากเรียกว่า การทำทุนซ่อนเร้นให้เป็นทุนเปิดเผยนั้น หากจะให้ประสบความสำเร็จ ต้องเข้าใจถึงเงื่อนไขในทางปฏิบัติ ซึ่งประกอบด้วยข้อที่ควรทำและข้อที่ไม่ควรทำ

ผมจะขอเริ่มจากสิ่งที่ควรทำก่อน เงื่อนไขประการแรก สินทรัพย์หรือทุนซ่อนเร้นนั้น ต้องเป็นสิ่งที่คนจน ครอบครองอยู่จริง ผมใช้คำว่า ครอบครอง ในที่นี้อย่างเคร่งครัด เพราะไม่ใช่แค่การครอบครอง ตามเอกสารราชการเท่านั้น แต่หมายถึงการครอบครองจริงในทางปฏิบัต

ตัวอย่างเช่น เอกสารสิทธิ ส.ป.ก.นั้น เป็นที่รู้กันว่าในหลายๆ พื้นที่ คนที่ครอบครองตัวจริงคือนายทุนหรือผู้มีอิทธิพล ไม่ใช่เกษตรกร ที่มีชื่อปรากฏในเอกสาร กระบวนการบังคับกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงนี้ ก็ไม่ใช่กระบวนการทางกฎหมาย แต่เป็นกฎอิทธิพลท้องถิ่น ในกรณีเช่นนี้หากรัฐบาลต้องการแปลง ส.ป.ก.ให้เป็นโฉนด หรือส่งเสริมให้ใช้ ส.ป.ก.เป็นหลักประกันสินเชื่อได้ จำต้องเข้าใจความเป็นจริงข้อนี้ว่า จะมีผลอย่างไรในทางปฏิบัต

ประการที่สอง สินทรัพย์ของคนจน ที่จะกลายเป็นทุนเปิดเผย ต้องซื้อขายหรืออย่างน้อยเปลี่ยนมือได้ หากไม่มีคุณสมบัติข้อนี้ ทุนนั้นก็ไม่สามารถใช้เป็นหลักประกันสินเชื่อได้ เพราะธนาคารจะไม่ยอมรับ เนื่องจากหากสินเชื่อที่ให้แก่คนจนกลายเป็นหนี้เสีย ธนาคารก็จะไม่ได้อะไรเลย นี่เป็นความจริงที่ไม่ควรปฏิเสธ

ดังนั้น การกำหนดให้ ส.ป.ก.ค้ำประกันสินเชื่อได้ แต่ห้ามเปลี่ยนมือ จึงเป็นความคิดที่ไม่ตรงความเป็นจริง และจะไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ หากรัฐบาลต้องการป้องกันปัญหาการเสียที่ดิน ส.ป.ก.ของเกษตรกร ก็ต้องหาวิธีป้องกันแบบอื่นไม่ใช่การห้ามเปลี่ยนมือ

นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงต้นทุนและความยากลำบากในการเปลี่ยนมือด้วย ตัวอย่างเช่น ในกรณีหาบเร่ แผงลอย และร้านค้าริมทางนั้น ต่อให้กรรมสิทธิ์ใช้สอยมีความแน่นอนและถาวร ธนาคารก็อาจไม่อยากได้ไว้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพราะหากยึดมาแล้วก็อาจหา 'ผู้ซื้อ' กรรมสิทธิ์ในแผงลอยได้ยากหรือไม่คุ้มกับต้นทุนในการจัดการ

ประการที่สาม คือรัฐบาลยังคงต้องเร่งสร้างเสริม ความสามารถในการบริหารจัดการของคนจน หรืออีกนัยหนึ่งคือ การสร้างความเป็นผู้ประกอบการที่ดี แก่คนจน (และคนไม่จนด้วย) ต้องรู้ว่า การแปลงสินทรัพย์เป็นทุนนั้น ไม่ใช่สูตรสำเร็จที่จบในตัวเอง มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการสร้างความมั่งคั่งให้คนจน

เพราะถึงแม้จะทำให้สินทรัพย์กลายเป็นทุนเปิดเผยที่มีการรับรองและรับรู้ทั้งในเชิงกฎหมายและในเชิงธุรกิจแล้วก็ตาม แต่อย่าลืมว่า ทุนยังคงเป็นเพียงปัจจัยการผลิต (input) หนึ่งเท่านั้น ยังต้องพึ่งผู้ประกอบการมาทำให้งอกเงยออกดอกออกผล (output) เหมือนกับที่หากมองในแง่มุมของธนาคารที่วิเคราะห์ cash flows และแนวโน้มความสำเร็จของธุรกิจ จะให้ความสำคัญกับความสามารถในการจัดการของผู้กู้ มากกว่าปัจจัยการผลิตที่ผู้กู้มีอยู่ในมือ การกำหนดสิทธิความเป็นเจ้าของที่ชัดเจน ไม่ได้ช่วยให้ความเสี่ยงจากการทำธุรกิจลดลงไปมากนัก

ประการที่สี่ ซึ่งสำคัญมาก รัฐบาลยังจำเป็นต้องดำเนินมาตรการแก้ความยากจนอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เพราะในความเป็นจริง คนจนที่แท้จริงจำนวนมาก (ผมคิดว่าส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ) ไม่มีสินทรัพย์เป็นชิ้นเป็นอันที่จะแปลงเป็นทุนได้ ตัวอย่างเช่น คนจนในชนบทส่วนใหญ่ไม่มีที่ดินทำกินอยู่แล้ว และคนจนในเมืองอีกมากหลายก็ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ใดๆ เลย ไม่ว่าจะซ่อนเร้นหรือเปิดเผย ก็เหมือนกับที่นายเดอโซโตกล่าวไว้ว่า การทำระบบกรรมสิทธิ์ให้ชัดเจนนั้น เป็นกระบวนการสร้างความมั่งคั่ง (wealth building) ของชาติโดยรวม มากกว่าการแก้ปัญหาความยากจน

สิ่งที่ไม่ควรทำข้อแรกคือ รัฐบาลไม่ควรบังคับธนาคารของรัฐปล่อยกู้ให้กับคนจน เพียงเพราะว่าคนจนมีสินทรัพย์ที่ได้รับการ 'แปลง' เป็นทุนตามกฎหมาย แต่ควรปล่อยให้เป็นการตัดสินใจทางธุรกิจของธนาคารรัฐและธนาคารเอกชนเองว่า ต้องการปล่อยกู้หรือไม่ ในที่สุดความต้องการปล่อยกู้ของธนาคารโดยปราศจากการบังคับนั้น คือดัชนีชี้วัดความสำเร็จที่แม่นยำที่สุดว่า รัฐบาลได้ทำการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนอย่างถูกต้องหรือไม

ข้อที่สอง ไม่ควรให้หน่วยงานของรัฐเป็นผู้ประเมินมูลค่า 'ทุน' ไม่ว่าจะเป็นกรมทรัพย์สินทางปัญญาหรือหน่วยงานอื่นๆ มูลค่าของทุนนั้นควรถูกกำหนดด้วยตลาดมากกว่า หน่วยงานของรัฐมักจะกำหนดมูลค่าแบบหยาบๆ และค่อนข้างตายตัว ซึ่งกลับจะเป็นการทำลายกระบวนสร้างความมั่งคั่ง เพราะหากมูลค่าที่กำหนดไม่สะท้อนความจริงในตลาด ก็จะทำให้ไม่เกิดธุรกรรมทางเศรษฐกิจใดๆ ตามมา ความพยายามที่ทำมาแต่ต้นก็จะสูญเปล่าไปอย่างน่าเสียดาย 

ข้อที่สาม ไม่ควรใช้แนวทางเดียวกันในการแก้ปัญหาคนจนในเมืองและคนจนในชนบท ประสบการณ์ของนายเดอโซโต ใช้ได้ดีกับคนจนในเมืองมากกว่า เพราะเขาเป็นชาวเปรู ซึ่งความยากจนในชนบท ไม่มีความสำคัญเท่ากับในกรณีของไทย ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องปรับใช้แนวคิดของเขา กับกรณีคนจนในชนบทอย่างรอบคอบและระมัดระวัง

กล่าวโดยสรุป ผมค่อนข้างสนับสนุนแนวคิดนายเดอโซโต และคิดว่า ควรเร่งศึกษาแล้วนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์โดยเร็ว ถึงแม้นักวิจารณ์หลายท่านจะเตือนในเรื่องการรีบนำมาใช้ว่าจะทำให้เกิดผลเสีย แต่ผมคิดว่าไม่ว่ากระบวนการใดๆ ที่อาจช่วยเพิ่มอำนาจให้คนจนควรจะรีบทำ ยิ่งทำเร็วเท่าไร การเรียนรู้ก็จะตามมา และทำให้เราประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้นในที่สุด

 

กลับหน้าแรก