ภูมิคุ้มกันโลกาภิวัตน์บกพร่อง

โดย บัณฑิต หลิมสกุล        เลขานุการเอก คณะผู้แทนไทย   ประจำองค์การสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก

'...เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ประเทศไทยซึ่งสามารถรอดพ้นจากการเป็นโดมิโนตัวสุดท้ายในยุคสงครามเย็น กลับกลายเป็นโดมิโนทางเศรษฐกิจตัวแรกที่ล้มในยุคโลกาภิวัตน์...'

1.การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจในบริบทของกระบวนการโลกาภิวัตน์

การปรับเปลี่ยนโครงสร้าง ความสัมพันธ์ทางการเมือง ระหว่างประเทศ การพัฒนาเทคโนโลยีสื่อสาร และสารสนเทศ และการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านการค้าและการเงิน ล้วนแต่เป็นปัจจัยสำคัญ ที่ส่งผลให้โลกในยุคปัจจุบัน พัฒนาเปลี่ยนแปลง ในลักษณะที่เปิดเสรีมากขึ้นเรื่อยๆ จนพรมแดนระหว่างประเทศค่อยๆ ลดความสำคัญลง เสมือนว่าประเทศต่างๆ ในโลกจะประสานเป็นตลาดเดียว ระบบเศรษฐกิจในปัจจุบัน จึงเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีผลกระทบในวงกว้าง ( systemic and dynamism ) ทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค และคู่แข่งอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการ โลกาภิวัฒน์ ที่กลายเป็นศัพท์ติดปาก ของคนในสหัสวรรษที่ 21

ได้มีความพยายาม จะสืบค้นว่าใครเป็นผู้บัญญัติศัพท์คำว่า Globalization ขึ้นเป็นคนแรก โดยอาจารย์ Aart Scholte ซึ่งเป็นผู้บรรยาย วิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่มหาวิทยาลัย Sussex ระบุว่า O.L.Reiser และ B.Davies เป็นผู้ใช้คำว่า globalize และ globalism ครั้งแรกในหนังสือ 'Planetary Democracy : An introduction to Scientific Humanism and Applled Semantics' ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1944 และต่อมาในปี ค.ศ.1961 พจนานุกรม Webster จึงได้บัญญัติศัพท์คำว่า globalization ขึ้นเป็นครั้งแรก ในขณะที่ Prof. Theodore Levitt หัวหน้าสาขาวิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจของมหาวิทยาลัย Harvard ได้ใช้คำว่า Globalization ในบทความเรื่อง 'The Globalization of Markets' ซึ่งลงพิมพ์ในวารสาร Harvard Business Review ในปี ค.ศ.1985 โดยในบทความดังกล่าว Prof.Levitt ได้ใช้คำว่าโลกาภิวัตน์เป็นบริบทของ 'การขยายตัวของตลาด ครอบคลุมโลก ในลักษณะของโลกาภิวัตน์'

ในความเห็นของผู้เขียน โลกาภิวัตน์เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม (phenomenon) ที่เกิดจากหลากหลายปัจจัย ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ในลักษณะของกระบวนการ (process) เริ่มจากการเปลี่ยนแปลง ในลักษณะพัฒนา แบบค่อยเป็นค่อยไปในช่วงต้น แล้วต่อมากลับเพิ่มอัตราความเร็ว ของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากขึ้น จนกลายเป็น ปรากฏการณ์ของโลกาภิวัตน์ที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังไม่ยุติ และคงจะมีการพัฒนา ในลักษณะของกระบวนการต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่สามารถคาดเดา ในขณะนี้ได้ว่า จะมีจุดจบอย่างใด

2.การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจการค้า และปัญหาโรคภูมิคุ้มกัน ในยุคโลกาภิวัตน์บกพร่อง ในปัจจุบันอาจกล่าวสรุปได้ว่า โดยภาพรวมแล้ว โลกาภิวัตน์มีลักษณะสำคัญสี่ประการดังนี้

2.1 การค้า การเงิน การลงทุน และการผลิตภายใต้เศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัตน์ จะเชื่อมโยงต่อเนื่องกัน ในลักษณะของเครือข่าย (network of network หรือที่เรียกว่า networked economy) จนเสมือน ไม่มีพรมแดนทางเศรษฐกิจ (econmic borderless)

การเปิดเสรีทางด้านการเมือง ข้อมูลข่าวสาร และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลดอุปสรรค ทางเศรษฐกิจทั้งด้านการค้า การเงิน และการลงทุน ทำให้โลกมีสภาพ เหมือนเป็นตลาดเดียว (integrated global economy) นั้น ได้ส่งผล ให้ระบบเศรษฐกิจ ในยุคโลกาภิวัตน์เชื่อมโยงประสาน จนเสมือนไม่มีพรมแดนระหว่างประเทศ

ในด้านการค้า การลงทุน และการผลิตนั้น ภาคเอกชนเป็นแรงผลักดันสำคัญ ให้กิจกรรมทางธุรกิจระหว่างประเทศ เชื่อมโยงในลักษณะของระบบเครือข่าย โดยมีบรรษัทข้ามชาติ (MNC หรือ TNC ปัจจุบันเรียกว่า corporate globalization) เป็นกลไกสำคัญ ซึ่งแม้ว่าบรรษัทข้ามชาติ จะเกิดเมื่อมีการจัดตั้งบริษัท East India ตั้งแต่ปี ค.ศ.1600 แต่โครงสร้างเศรษฐกิจ ที่ไร้พรมแดนในปัจจุบัน ทำให้บรรษัทข้ามชาติเหล่านี้ มีบทบาทอย่างมากในระบบเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะ การกำหนดทิศทาง การลงทุนในประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจาก MNC เหล่านั้นสามารถ เลือกที่จะผลิตส่วนประกอบของสินค้าที่จุดใดๆ ในโลกก็ได้ โดยพิจารณาจาก ต้นทุนการผลิตโดยเปรียบเทียบ ประกอบกับทางสำนักงานใหญ่ สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ในการควบคุมสายการผลิต ซึ่งถือว่าเป็นรูปแบบใหม่ของ 'new international division of labor' จึงทำให้ สินค้าในปัจจุบัน ยากที่จะระบุแหล่งที่มา หรือแหล่งกำเนิดของสินค้า

ดังนั้น การผลิตของโลกในปัจจุบัน จึงมีลักษณะเป็น global production จะส่งผลให้การค้าภายในบริษัท (intra - firm tradce) มีมูลค่าถึงหนึ่งในสาม ของการค้าของโลกในปัจจุบัน ประกอบกับประเทศกำลังพัฒนา และประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (NICs) ต่างเร่งดำเนินการเปิดเสรีการลงทุนเพื่อชักจูง MNC ให้มาลงทุนในประเทศมากขึ้น เนื่องจากการลงทุนของ MNC เหล่านั้น นอกจากจะหมายถึงเงินทุนจำนวนมหาศาล ที่จะช่วยสร้างงานภายในแล้ว ยังเป็นโอกาสสำคัญ ในการถ่ายโอนเทคโนโลยี และโอกาสของการเรียนรู้ การบริหาร / การจัดการใหม ๆ ตลอดจนการช่วยหาตลาดส่งออกสินค้าด้วย

ด้วยเหตุนี้เครือข่ายของบรรษัทข้ามชาติ จึงมีบทบาทสำคัญ ในการกำหนดทิศทางการลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งจะมีนัยสำคัญ ต่อทิศทางการค้า ที่ผ่านเครือข่ายของบรรษัทเหล่านั้นด้วย ซึ่งเป็นปัจจัยนอกเหนืออำนาจ และการควบคุมของรัฐในปัจจุบัน

สำหรับการเปิดเสรีทางการเงินนั้น ถือว่าเป็นปัจจัยที่มีนัยสำคัญ ต่อกระบวนการโลกาภิวัตน์อย่างมาก โดยในช่วงปี ค.ศ.1990 รัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนา ส่วนมากต่างดำเนินนโยบายเปิดเสรีทางด้านการเงิน อาทิ การผ่อนคลาย กฎเกณฑ์ควบคุม การซื้อขาย และการโอนเงินตราต่างประเทศ (financial deregulation) เพื่อให้ภาคเอกชน สามารถเข้าถึง และใช้ประโยชน์ จากตลาดเงินของโลก (global financial market) รวมทั้งได้เร่งดำเนินการเปิดเสรี ในตลาดตราสารทุน และตลาดตราสารหนี้ ให้กับผู้มีถิ่นฐานนอกประเทศมากขึ้น (โดยเฉพาะในด้าน capital account liberatization) ดังจะเห็นได้จาก จำนวนประเทศ ที่ประกาศรับพันธะตามมาตรา 8 ของ IMF เพิ่มจาก 35 ประเทศในปี ค.ศ.1970 เป็น 137 ประเทศในปี ค.ศ.1997 หรือ ร้อยละ 76 ของประเทศสมาชิก IMF ทั้งหมด 

นอกจากนั้นได้มีการพัฒนา เครื่องมือทางการเงิน ให้มีรูปแบบหลากหลาย และซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งส่งผลซึ่งตลาดทุน และตลาดการเงินโลกขยายตัวอย่างรวดเร็ว ประกอบกับ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้ระบบการเงินโลก ถูกกระแสโลกาภิวัตน์ประสาน เป็นตลาดเดียว (fully integrated) จนเสมือนไม่มีพรมแดน ทางการเงินระหว่างประเทศอีกต่อไป (financial borderless) ดังจะเห็นได้จากการประมาณว่า ในขณะนี้มีการค้าเงินตราต่างประเทศ ถึงวันละ $1.5 trillion ซึ่งถือว่า มีมูลค่ามหาศาล เกินกว่าที่จะมีประเทศใดควบคุมได้ ส่งผลให้ตลาดการเงินของโลก เชื่อมโยงเสมือนเห็นหน่วยเดียว (globalization of financial market) 

2.2 การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รุนแรง และมีผลกระทบในทุกๆ มิติของสังคมมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ ความไม่แน่นอน และแปรผันจึงเป็นสิ่งที่เป็นปกติธรรมชาติ ของกระบวนการโลกาภิวัตน์

การที่ประเทศต่างๆ เปิดเสรีตามกระบวนการโลกาภิวัตน์มากขึ้น นอกจากจะส่งผลให้ เศรษฐกิจของประเทศต่างๆ เชื่อมโยงต่อกันมากขึ้นแล้ว ยังมีผลให้การเปลี่ยนแปลงต่างๆ จากเศรษฐกิจภายนอกเข้ามามีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจภายในมากขึ้น ประกอบกับความรวดเร็ว ของระบบข้อมูลข่าวสาร ที่ผ่านเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้เศรษฐกิจของโลกในยุคโลกาภิวัตน์ เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ที่จะมีผลกระทบต่อประเทศต่างๆ อย่างรวดเร็ว รุนแรง และกว้างขวาง (systemic volatility and instability) ซึ่ง Prof.Castells แห่งมหาวิทยาลัย Berkeley เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า 'ยุคที่เต็มไปด้วยความปั่นป่วน โกลาหลของข้อมูลข่าวสาร' (information turbulence)

ความเปลี่ยนแปลง และความไม่แน่นอน ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ การที่จะหวังว่าระบบเศรษฐกิจในปัจจุบัน และอนาคตจะมีลักษณะที่สมดุล (equilibrium) เหมือนในอดีตนั้น คงไม่สอดคล้อง กับสภาวะของโลกาภิวัตน์อีกต่อไปแล้ว (ซึ่ง Prot.Castells บอกให้ทราบเป็นนัยว่า 'well, say goodbye to equilibrium notion') และ 'เรา' จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้วิธีการ ที่จะดำรงชีพอยู่ในภาวะดังกล่าว 

ภาวะที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง และความไม่มั่นคงข้างต้น จะมีผลต่อระบบการเงินของโลกมากที่สุด เพราะในภาวะของการตลาดการเงินโลก ที่เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดเสมือนเป็นหน่วยเดียว ทำให้วิกฤตการณ์การทางเศรษฐกิจ / การเงินอาจขึ้นกับประเทศใด หรือแพร่กระจายไปยังภูมิภาคหนึ่งใดก็ได้ หากผู้บริหารทั้งภาครัฐ และเอกชนของประเทศนั้น ไม่ได้ปรับตัวให้อยู่ในสภาพพร้อมที่จะรับมือ กับภาวะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ในบริบทของโลกาภิวัตน์ ดังเช่นที่ Prot. Jeffrey Sachs ได้ตั้งคำถามที่น่าสนใจว่าวิกฤตการณ์ ที่เกิดขึ้นในเม็กซิโกในปี ค.ศ.1994 และในเอเชียในปี ค.ศ.1997 เป็นผลจากการเปิดเสรีทางการเงิน ภายใต้กระบวนการโลกาภิวัตน์มากเกินไปหรือไม่ (เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า Prot. Sachs ไม่สนับสนุนการเปิดเสรีทางการเงินอย่างไม่มีขอบเขต) 

Prot. Sachs ได้ตั้งสมมติฐาน ของสาเหตุวิกฤตทางการเงินทั้งที่เกิดในเม็กซิโก และในเอเชียว่าเป็นผลจาก (1) การเปิดเสรีทางการเงิน โดยขาดมาตรการรองรับที่มีประสิทธิภาพ และขาดการกำกับดูแล ธุรกรรมทางการเงินอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้มีเงินทุนจากต่างประเทศ ไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก และทำให้มีการขยายตัวของสินเชื่อในอัตราที่สูง แต่เป็นเรื่องน่าเสียดาย ที่ส่วนใหญ่ของเงินทุนดังกล่าว เป็นการลงทุนในลักษณะของการเก็งกำไร (2) การลงทุนจากต่างประเทศ ส่วนมากเป็นเงินทุนระยะสั้น ซึ่งมีความไม่มั่นคงสูง(volatility)

ดังนั้น เมื่อเกิดข่าวในเชิงลบขึ้น ก็จะสร้างความตระหนก ต่อนักลงทุนจากต่างชาติเหล่านั้นได้ง่าย (เกิด financia panic หรือที่เรียกว่า moral hazard) จึงทำให้นักลงทุนเหล่านั้น ต่างเร่งถอนเงินลงทุนหนีให้เร็วที่สุด ซึ่งปัญหานี้จะทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะเทคโนโลยีสารสนเทศที่เชื่อมโยงต่อเนื่องกันทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม มีนักวิชาการอีกกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับ Prot. Sachs แต่กลับมองว่า ปัญหาวิกฤตของเอเชียครั้งนี้ เป็นผลมาจากระบบธุรกิจแบบเครือญาติ (crony capitalism) ซึ่งเป็นลักษณะประจำชาติของเอเชีย ที่ส่งผลให้ เกิดการทุจริตขึ้นอย่างกว้างขวาง จนกลายเป็นโรคร้าย ที่แฝงอยู่ภายในระบบเศรษฐกิจสังคมเอเชีย (sceds of its own destruction) และเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า 'ความสำเร็จของเอเชียที่มหัศจรรย์' นั้นจริงๆ แล้วเป็นเพียงความเชื่อที่ผิดๆ (myths of Asia Miracle) 

ในขณะที่ Prot. Bhagwati จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียกลับมองว่า วิกฤตทางเศรษฐกิจครั้งนี้ เป็นผลจากความร่วมมือ ระหว่างกระทรวงการคลังของสหรัฐ กับนักลงทุนในตลาดหุ้น Wall Street (ซึ่งเรียกว่า Wall street-Treasury Complcx) ที่กดดันให้กลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชีย ยอมเปิดเสรีตลาดการเงิน เพื่อการแสวงหาประโยชน์ ของนักลงทุนสหรัฐ ในตลาดตราสารทางการเงิน ทั้งๆ ที่ประเทศเหล่านี้ ยังไม่มีความพร้อม ในการควบคุมกำกับดูแลตลาดทางการเงินใหม่ ที่มีความสลับซับซ้อน และเชื่อมโยงกับตลาดเงินทุนโลก

แม้แนวคิดเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ข้างต้น จะมีความแตกต่าง ในรายละเอียด และระดับความสำคัญ ของแต่ละปัจจัย ที่ก่อให้เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจของเอเชีย แต่อาจกล่าวได้ว่า ปัจจัยการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ ภายใต้กระบวนการโลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะการเปิดเสรี ด้านการเงินจะส่งผลกระทบ ต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวมด้วยเหตุนี้ หากไม่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง และปรับปรุงการบริหารภายใน ให้มีประสิทธิภาพ ในการควบคุมกำกับดูแล ปัญหาทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ทั้งนี้ หากใช้สมมติฐานของ Prot. Sachs ข้างต้น อาจกล่าวได้ว่า วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ของเอเชียครั้งนี้ ถือว่าเป็นวิกฤตการณ์ครั้งแรก ในยุคโลกาภิวัตน์ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก 

และโดยที่ปัญหาดังกล่าว เกิดจากความไม่พร้อม ทั้งในด้านระบบโครงสร้างภายใน รวมทั้งการปรับเปลี่ยนศักยภาพ และวิสัยทัศน์ของบุคลากรทั้งที่อยู่ในภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ผู้เขียนจึงขอเรียกภาวะของประเทศกำลังพัฒนานี้ว่า 'โรคภูมิคุ้มกันในยุคโลกาภิวัตน์บกพร่อง' (Globalization Acquired Immune Deficiency Syndrome : GAIDS) เพราะเมื่อใดก็ตามที่รัฐ และภาคเอกชนของประเทศใด ไม่ปรับเปลี่ยนโครงสร้าง และแนวการบริหาร ให้มีศักยภาพที่จะรับมือ กับกระแสการเปิดเสรีของโลก ที่มีความซับซ้อนที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยง และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จะได้รับผลกระทบ ในทางลบจากกระแสโลกาภิวัตน์ แต่ในทางตรงข้าม หากสามารถปรับศักยภาพ และโครงสร้างได้ทัน ก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากการเปิดเสรี เพื่อสร้างศักยภาพต่อการพัฒนาประเทศได้ 

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ไทย ซึ่งสามารถรอดพ้นจากการเป็นโดมิโนตัวสุดท้าย ในยุคสงครามเย็น กลับกลายเป็นโดมิโนทางเศรษฐกิจตัวแรก ที่ล้มในยุคโลกาภิวัตน์

2.3 รัฐจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนบทบาท ให้สอดคล้องกับสภาพของเศรษฐกิจที่ไร้พรมแดน ในขณะที่ภาคเอกชน ก็ต้องยกระดับศักยภาพ และความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจในยุคหลังสงครามเย็น ซึ่งเกิดจากการที่รัฐบาลของประเทศต่างๆ เร่งดำเนินการลดอุปสรรค ทางการค้า และการเงิน (ทั้งในด้าน deregulation-liberalization-privatization)  ส่งผลให้เป็นการลด และจำกัดบทบาทของรัฐ ในด้านความสัมพันธ์ ทางเศรษฐกิจ ระหว่างประเทศ จนอาจกล่าวได้ว่า การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจภายในประเทศ ได้รับผลกระทบโดยตรง จากตลาดโลก ในลักษณะที่รัฐเข้ามามีบทบาทน้อยมาก โดยเฉพาะในกรณีของผลกระทบ จากตลาดการเงินโลก (global financial & market) ซึ่งปัจจุบัน มีมูลค่ามหาศาลเกินกว่าที่รัฐบาล ของประเทศใดจะเข้าไปแทรกแซงได้ หรือในกรณีของบรรษัทข้ามชาติ ที่สามารถย้ายฐานการผลิตไปยังจุดต่างๆ ทั่วทุกมุมโลกเสมือนไม่มีพรมแดนระหว่างประเทศ โดยคำนึงถึงต้นทุนการผลิตเป็นสำคัญ ประกอบกับ พัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ทำให้เงินทุนระยะสั้น จะไหลเข้าไปยังตลาดตราสาร ที่มีผลตอบแทนสูง และมีความเสี่ยงน้อยกว่าโดยเปรียบเทียบ ทำให้เงินทุนในยุคโลกาภิวัตน์ มีการเปลี่ยนแปลง เคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็ว (เพียงแค่กดเม้าส์ของคอมพิวเตอร์) เสมือนดังไม่มีพรมแดนทางเศรษฐกิจ 

นอกจากนี้นั้น เมื่อพิจารณาถึงความสำเร็จ ในการจัดทำกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศ ทางด้านเศรษฐกิจทั้งในกรอบการเงิน และการค้าระหว่างประเทศ ในช่วงทศวรรษที่ 1990-2000 ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า องค์กรระหว่างประเทศหลายองค์กร ประสบความสำเร็จในการจัดทำสนธิสัญญา ระหว่างประเทศด้านเศรษฐกิจหลายฉบับ อาทิ การที่ประเทศต่างๆ รับพันธกรณีตามมาตรา 8 ของ IMF มากขึ้น และความสำเร็จของการเจรจาแกตต์รอบอุรุกวัย ต่างส่งผลให้ อำนาจอธิปไตยของรัฐ ในการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจลดลงตามลำดับ

ประกอบกับเมื่อพิจารณา ถึงบทบาทขององค์กรที่ไม่ใช่ภาครัฐ ทั้งที่เป็นภาคเอกชน (โดยเฉพาะบรรษัทข้ามชาติ) และภาคประชาสังคม (ซึ่งหมายรวมถึง NGOs และ civil society) ยิ่งทำให้บทบาทของรัฐ ด้านเศรษฐกิจลดลงตามลำดับ ดังที่มีนักวิชาการหลายท่านได้สรุปว่ารัฐ กลายเป็นสถาบัน ที่ไม่มีบทบาทในปัจจุบัน (anachronistic)

อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ มิได้หมายความอย่างง่ายๆ ว่าภาครัฐจะหมดบทบาทไปเลย แต่ในทางตรงข้าม รัฐจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนบทบาท และโครงสร้างใหม่ ให้สอดคล้องกับสภาวะ ของระบบเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัตน์ที่ไร้พรมแดน ซึ่งคำว่า 'สอดคล้อง' นี้มิได้หมายความอย่างง่ายๆ ว่าเปลี่ยนไปตามกระแสของโลกาภิวัตน์อย่างที่ นาย Thomas Fricdman แนะนำให้หนังสือ 'The Lexus and the Olive Tree' ซึ่งคำแนะนำดังกล่าว เป็นเพียงเสนอให้ ลอกมาตรฐานของประเทศอุตสาหกรรมมาใช้เป็นมาตรฐานภายใน ทั้งๆ ที่ประเทศกำลังพัฒนา มีความแตกต่างในมิติ ของระดับการพัฒนาทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี 

ดังนั้น การปรับเปลี่ยนโครงสร้าง และบทบาทของรัฐในประเทศเหล่านี้ จะต้องคำนึงถึงพื้นฐานความพร้อม และศักยภาพของภาครัฐ และเอกชนในแต่ละประเทศ นอกจากนั้นการที่จะรับมาตรฐานระหว่างประเทศ มาปรับใช้ภายในจะต้องเป็นการ 'เลือกรับ' อย่างมีวิจารณญาณ คือการรับในสิ่งที่ดี และสอดคล้องกับโครงสร้างพื้นฐานของตน โดยไม่ทำลายวัฒนธรรม และศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ และการพิจารณาเปิดเสรี ก็ควรมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป อย่างสอดคล้องกับศักยภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ เปิดตามกระแสโดยไม่ดูความพร้อมของภาครัฐ และเอกชนเหมือนที่เคยเกิดในอดีต  

2.4 ปัญหาความรู้เป็นปัจจัยทางการผลิตที่มีนัยสำคัญในยุคเศรษฐกิจใหม่ (New Economy)

พัฒนาการ และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) ในปัจจุบันทำให้คนงาน และบุคลากรที่มีความรัก กลายเป็นปัจจัยการผลิต ที่มีนัยสำคัญของระบบเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งต้องอาศัยความรู้ และนวัตกรรมใหม่ (innovation) เป็นพลังผลักดัน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับความสามารถในการแข่งขัน โดยความรู้ได้มีนัยสำคัญ ต่อการผลิตในปัจจุบันมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับระบบเศรษฐกิจในอดีต เนื่องจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวาง ตั้งแต่กระบวนการผลิต การค้า การตลาดและการจัดจำหน่าย การบริการรวมทั้งการบริหารการจัดการ และการวางแผน ด้วยเหตุนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมในปัจจุบัน กำลังพัฒนาเข้าสู่ การเป็นระบบเศรษฐกิจที่มีความรู้ และทรัพย์สินทางปัญญา เป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ 

โดยที่ปัญญา และความรู้มีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจในปัจจุบัน จึงได้มีการนำคำว่า 'ปัญญาและความรู้' ไปเชื่อมโยง กับการเรียกชื่อ ระบบเศรษฐกิจในขณะนี้ อาทิ ระบบเศรษฐกิจที่วางอยู่บนฐานแห่งปัญญา และความรู้ (knowledge-based economy) เศรษฐกิจในยุคสารสนเทศ (information economy) เศรษฐกิจพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ (electronic commerce หรือ e-commerce และรวมทั้งที่เรียกว่า digital economy และ internet economy) หรือแม้แต่ระบบเศรษฐกิจแบบเครือข่าย (network economy) ซึ่งทุกชื่อ ต่างสะท้อนความสำคัญของปัญญา และความรู้ตลอดจนเทคโนโลยี ที่มีต่อระบบเศรษฐกิจ-ธุรกิจ การบริหาร และการจัดการในยุคโลกาภิวัตน์ทั้งสิ้น 

ด้วยเหตุนี้จึงอาจสรุปได้ว่า การแข่งขันทางธุรกิจในปัจจุบัน และอนาคตจะไม่ใช่ เป็นการแข่งว่าใครจะขายถูกกว่า แต่เป็นการปรับศักยภาพ ของการแข่งขันทางธุรกิจ โดยการนำความรู้ และปัญญาเป็นเครื่องยกระดับความสามารถ ในการแข่งขันทางการค้าทั้งตลาดภายใน และตลาดโลก

 

กลับหน้าแรก