เหตุใดจึงไม่มีธนาคารพาณิชย์ คิดทำโครงการเช่นธนาคารประชาชน?

โดย ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง    สมาชิกวุฒิสภา     ประจำวันที่  6 มิถุนายน พ.ศ. 2545 

หลังจากที่ได้ศึกษา และอภิปรายเรื่อง ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ โครงการธนาคารประชาชน ธนาคารออมสิน สมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่งตั้งคำถามว่า "เหตุใดจึงไม่มีธนาคารพาณิชย์ คิดทำโครงการ เช่นธนาคารประชาชน?"  ข้อเขียนชิ้นนี้ พยายามจะตอบคำถามดังกล่าว

"ธนาคารประชาชน" เป็นโครงการ ตามนโยบายของรัฐบาล โดยให้ธนาคารออมสิน เป็นผู้ดำเนินการ นำเสนอสู่สาธารณะว่า เป็นโครงการเพื่อคนจน ภายใต้สโลแกน "เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ธนาคารประชาชน" โดยประกาศว่า คิดดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 1 ต่อเดือน ทำให้คนทั่วไป เข้าใจว่าคิดอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 12 ต่อปี แต่ในความเป็นจริง มิได้เป็นเช่นนั้น เพราะกรรมาธิการ การมีส่วนร่วม ของประชาชน วุฒิสภา ได้ตรวจสอบ พบว่า เมื่อชาวบ้านผ่อนส่งเงินต้น และดอกเบี้ยทุกเดือน จะไม่มีการหักลดยอดเงินต้น ที่ใช้ในการคำนวณดอกเบี้ย ของเดือนถัดๆ ไป โดยยังคงคำนวณ อัตราดอกเบี้ยจากเงินต้น เต็มจำนวนตลอดไป ทำให้ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง สูงถึงร้อยละ 22.15 ต่อปี

นอกจากนี้ โครงการนี้ยังกำหนดให้ผู้กู้ ต้องมีเงินฝาก กับธนาคารอีกจำนวนหนึ่ง โดยคิดดอกเบี้ย เงินฝากให้เพียงร้อยละ 2  ต่อปี และยังให้พนักงานสินเชื่อ ตามเก็บเงินต้น และดอกเบี้ย เป็นรายวัน วันละประมาณ 47 บาท เพื่อนำมาฝาก ในบัญชีออมทรัพย์ ที่ได้ให้ดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี จึงทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ของโครงการนี้สูงเกิน ร้อยละ 24 ต่อปี (เกินร้อยละ 2 ต่อเดือน)

"เหตุใดจึงไม่มีธนาคารพาณิชย์ คิดทำโครงการเช่นธนาคารประชาชน?" มาก่อน ที่รัฐบาลนี้ สั่งให้ธนาคารออมสิน ดำเนินการ จึงเป็นคำถามที่น่าสนใจ เพราะโครงการใดก็ตาม ที่ไม่เคยอุบัติขึ้นมาก่อน เราสามารถสันนิษฐานได้ว่า มีสาเหตุจากสาเหตุใดใน 3 ประการ ต่อไปนี้

1) เป็นโครงการที่ดี แต่ผู้คนนึกไม่ถึง จึงยังไม่มีใครทำมาก่อน

2) เป็นโครงการไม่ดี มีปัญหา ผู้ดำเนินโครงการไม่กล้าทำ เพราะเกรงจะขัดมโนสำนึก และขัดต่อจริยธรรม

3) เป็นโครงการฉาบฉวย ไม่มีพื้นฐานความเป็นไปได้ในระยะยาว

โครงการนี้ดี แต่ธนาคารพาณิชย์ยังคิดไม่ถึง? เป็นที่รู้กันดีว่า นักลงทุน เจ้าของ และผู้บริหารธนาคาร พาณิชย์ เป็นผู้ที่มีความฉลาด ช่องทางการปล่อยสินเชื่อใด ที่เป็นไปได้ ผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ จะมีสัญชาติญาณ ทางธุรกิจที่จะดำเนินการ  โดยเฉพาะในสภาวะที่ ธนาคารพาณิชย์ มีเงินฝากล้นระบบธนาคาร เช่นทุกวันนี้

การคิดอัตราดอกเบี้ยแบบ "ดอกเบี้ยคงที่" หรือ Flat Rate เช่นที่โครงการ ธนาคารประชาชนใช้ เป็นวิธีคิด ที่ธนาคารพาณิชย์ทั้งหลาย น่าจะรู้จักกันดี เพราะเป็นวิธี ที่สถาบันการเงิน ประเภทบริษัทเงินทุน ระบบผ่อนส่ง หรือพวกลีสซิ่ง และพ่อค้านายทุนบางประเภท นิยมทำกันอยู่ทั่วไป

เหตุผล 2 ข้อข้างต้นจึงยืนยันได้ว่า ผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ รู้จักการคิดดอกเบี้ยอย่างโครงการนี้ดี

แล้วทำไมธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายไม่คิดจะทำ?

มีผู้อ้างกันอยู่มากว่า มีนายทุนปล่อยเงินกู้นอกระบบ คิดอัตราดอกเบี้ย ถึงร้อยละ 5 ถึงร้อยละ 10 ต่อเดือน และก็คิดดอกเบี้ย ด้วยวิธีฉ้อฉล เหมือนดังโครงการธนาคารประชาชนนี่เอง

งานศึกษาวิจัยระบบสินเชื่อนอกระบบ ที่ผู้เขียน เคยศึกษามาก่อนก็พบว่า มีจริง แต่การกู้เงินดังกล่าว เป็นการกู้เงินระยะสั้น ประเภทที่ร้อนรน ต้องการ ใช้เงิน ระยะสั้นจริงๆ แต่ขณะนั้นยังหมุนไม่เข้า การยอมกู้ดอกเบี้ยแพง ๆ ดังกล่าว ก็เพื่อขัดตาทัพชั่วคราว 1 เดือนบ้าง 2 เดือนบ้าง จนเรียกกัน ติดปากของชาวบ้านว่า ยืมเงินมาเพื่อเป็นการ "ผลัดผ้าขาวม้า" (คือเงินกู้ระยะสั้นนี้ เป็นเสมือนผ้าขาวม้า ที่ใช้ชั่วคราว ในการผลัดเปลี่ยนกางเกง) ผู้กู้จะเล็งเห็นว่า กู้เพียงระยะสั้น หากกู้สัก 1 หมื่นบาท เสียดอกเบี้ยไป 500 บาทหรือ 1,000 บาท ก็ยังพอจะทนได้

การกู้ดอกแพงๆ ดังกล่าวก็มีจริง แต่ไม่สามารถ จะนำอัตราดอกเบี้ยต่อเดือนดังกล่าว มาคำนวณยืด เป็นอัตราต่อปีได้ ผู้ที่ชอบคำนวณว่าเป็นดอกเบี้ยร้อยละ 60 หรือร้อยละ 120 ต่อปี หรือหากคิดแบบ ดอกเบี้ยคงที่ (ผ่อนต้นไม่ลดดอก) จะเท่ากับร้อยละ 240 ต่อปี จึงเป็นการคำนวณที่เกินจริง

สภาวะการลงทุน เพื่อผลิตสินค้า และบริการ หรือค้าขายเป็นพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน นับเป็นความยากลำบาก ที่จะค้นหาการลงทุน เพื่อให้ได้อัตรา ผลตอบแทนการลงทุน ที่เกินร้อยละ 24 ต่อปี ดังนั้น การที่ธนาคาร จะปล่อยกู้เงินเพื่อการลงทุน ในระยะ 12 เดือน เพื่อให้ผู้กู้นำไปลงทุน จึงเป็นการสุ่มเสี่ยง ต่อการได้เงินคืน เพราะผู้กู้เอง ก็อาจเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว

ยิ่งผู้กู้ตามโครงการ ธนาคารประชาชน เป็นผู้กู้รายย่อย ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (ใช้เพียงผู้กู้ 2-3 คน ค้ำประกันกันเอง) ทำให้มีต้นทุนค่าใช้จ่าย ในการดำเนินงานสูง เพราะนอกจากจะเสี่ยง ที่จะไม่ได้รับดอกเบี้ย เป็นผลตอบแทน การดำเนินงานแล้ว ยังอาจจะไม่ได้รับเงินต้นคืนอีกด้วย

โครงการนี้ จึงเป็นโครงการฉาบฉวย ไม่มีพื้นฐานเป็นไปได้ในระยะยาว และผู้บริหาร จำเป็นต้อง ดำเนินการ ที่ขัดต่อจริยธรรม เพราะไม่ได้ประกาศความจริง ของการคำนวณ อัตราดอกเบี้ย อย่างตรงไปตรงมา ทำให้ผู้กู้หลงผิดคิดว่า กู้ได้ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือร้อยละ 1 ต่อปี ก็พอจะคุ้มค่า กับการลงทุน

และหาก พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน ที่ปัจจุบัน กำลังพิจารณาอยู่ในรัฐสภา ออกมาประกาศบังคับใช้ การประกาศเพียง อัตราดอกเบี้ยต่อเดือน แล้วคำนวณอัตราดอกเบี้ย โดยไม่ทำยอดผ่อนส่งเงินต้น ก็เป็นการกระทำที่ขัดต่อ พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน มาตรา 39 ที่ว่า

"ให้สถาบันการเงิน แจ้ง และแสดง วิธีการคำนวณ ให้ประชาชน และลูกค้า ผู้มาขอสินเชื่อทราบ ถึงอัตรา ค่าบริการรายปีอันได้แก่ ค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ที่สถาบันการเงินเรียกเก็บ จากประชาชนลูกค้าต่อปี ในการให้สินเชื่อ ซึ่งรวมถึงค่าดอกเบี้ย ค่าบริการ หรือค่าอื่นๆ ด้วย

ธนาคารแห่งประเทศไทย มีอำนาจประกาศกำหนด วิธีการคำนวณ อัตราค่าบริการรายป ีให้สถาบันการเงิน ถือปฏิบัติได้"

โครงการธนาคารประชาชน มีเจตนาที่ดี ช่วยคนจน?

แนวคิดของ โครงการอาจเป็นแนวคิดที่ดี ที่ช่วยคนจน ให้เข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ แต่เป็นแนวคิด ที่ไม่สามารถดำเนินการได้ ้ในระยะยาว เพราะผู้กู้เอง ก็คงประสบความยากลำบาก ที่จะทำมาหากิน ให้ได้กำไรเกินร้อยละ 24 ต่อปี เพื่อนำมาจ่ายดอกเบี้ย ให้ธนาคารออมสิน ธนาคารเอง ก็มีต้นทุน และความเสี่ยงสูง

ความคิดที่รัฐบาล พยายามอธิบายว่า เมื่อโครงการนี่มีต้นทุน การดำเนินงานสูง ความเสี่ยงสูง จึงต้องคิดอัตราดอกเบี้ย (ที่แท้จริง) สูง เป็นคำอธิบายที่ฟังไม่ได้ และแนวคิดอย่างนี้ อาจทำให้ธนาคารออมสิน ต้องประสบปัญหาในระยะยาว

นาย ก. เป็นผู้ที่ปล่อยสินเชื่อ ในอัตราดอกเบี้ยไม่สูงเกินไป แต่คัดเลือกลูกค้าอย่างดี ให้มั่นใจว่า ผู้กู้สามารถนำเงินกู้ไปลงทุน แล้วสามารถก่อให้เกิดรายได้ พอจะจ่ายเงินต้น และดอกเบี้ยได้ และผู้กู้เป็นคนดี ไม่มีนิสัยการบริโภคฟุ่มเฟือย หรือชอบเล่นการพนัน

นาย ข. ปล่อยสินเชื่อ ในอัตราดอกเบี้ยสูง และเปิดกว้าง ให้ลูกค้าเร่เข้าขอกู้ โดยคิดว่า การคัดเลือกลูกค้า วงกว้างย่อมมีต้นทุนความเสี่ยงสูง เพราะคงได้ผู้กู้ดีบ้างไม่ดีบ้าง คงเอาดอกเบี้ยสูงๆ ไว้คุ้มกับต้นทุน

ผลปรากฏว่า หากนาย ข. ปล่อยกู้ระยะยาว ( และไม่มีอิทธิพลมืด ที่จะบังคับยึดทรัพย์ผู้กู้ได้ จะขาดทุน และหายหน้าไปจากวงการ ในระยะยาว แต่ผู้ให้กู้ประเภทนาย ก. จะยังคงอยู่ ดำเนินธุรกิจสถาบันการเงินต่อไป

ดังนั้น เมื่อแนวคิดโครงการ ธนาคารประชาชนนี้ ไม่สามารถอยู่ได้ยืนยาว ผู้กู้ก็ไม่สามารถ ได้ประโยชน์ระยะยาว การขยายตัวของโครงการก็จำกัด

การแจกเงินผู้กู้ที่ยากจน ดูจะเป็นวิธีการ ที่เหมาะสมกว่า เพราะไม่เป็นการทำลายสถาบันการเงิน (ธนาคารออมสินในกรณีนี้)

ถ้าเช่นนั้นจะช่วยคนจนให้กู้ไปทำมาค้าขายอย่างไร?

1. รัฐบาล ต้องกลับไปเรียนรู้ จากงานศึกษาวิจัยที่ทำกันมายาวนาน ไม่ใช่นึกจะกำหนดนโยบาย ตอนหาเสียงก็ทำ แล้วเมื่อเป็นรัฐบาล ก็บังคับให้ธนาคารออมสิน สุ่มเสี่ยงดำเนินการ โดยใช้เล่ห์ ทางการตลาด ไม่บอกความจริง และโฆษณาชวนเชื่ออย่างในปัจจุบัน

2. งานศึกษาวิจัยระบบสินเชื่อนอกระบบ ชี้ทางเลือกที่เป็นไปได้ทางเลือกหนึ่งว่า

ก) ต้องส่งเสริมให้ผู้กู้ รวมตัวกัน 7-15 คน เป็นกลุ่มที่สนิทสนม ไว้ใจพอจะค้ำประกันร่วมกัน และมีการควบคุมพฤติกรรม ของคนในกลุ่มกันเอง ในลักษณะของการควบคุมทางสังคม

ข) คิดอัตราดอกเบี้ยไม่สูงเกินไป แต่ให้อยู่ในระดับที่ผู้กู้นำไปลงทุนได้ ต้องเรียนรู้ผู้กู้ ให้เข้าใจพฤติกรรม การลงทุน และการบริโภคอย่างแท้จริง

ค) หากมั่นใจว่า กลุ่มหรือชุมชนใด มีหนทางการลงทุน ที่เป็นไปได้ และพฤติกรรมการบริโภค อยู่ในระดับที่เหมาะสม แต่สถาบันการเงินไม่สนใจ เพราะอาจไม่รู้จัก หรือไม่มั่นใจในพฤติกรรม รัฐบาล ควรค้ำประกันเงินกู้ให้ส่วนหนึ่ง อาจจะเป็น 50-90% ลดหลั่น ตามระดับการเป็นที่ยอมรับ ของกลุ่ม และให้กลุ่มค้ำประกันกันเอง เป็นเปอร์เซ็นต์แรก ๆ ของความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และเมื่อกลุ่ม หรือชุมชน ได้พิสูจน์ตัวแล้วว่า เป็นผู้มีเครดิต สัมพันธ์กับสถาบันการเงินได้ดี ก็ค่อยๆ ลดอัตรา การค้ำประกันเงินกู้ ของรัฐบาลลง

3.รัฐบาลต้องเข้าใจ ความจริงข้อสำคัญว่า "เงินกู้" เฉยๆ ไม่ได้ช่วยชาวบ้านมากนัก เพราะหากชาวบ้านกู้ ไปทำการผลิตแบบเก่า ที่เคยไม่ได้ผล ก็อาจ ไม่เป็นผลดี กับใครเลย แต่ "เงินกู้" ต้องไปพร้อมความรู้ ด้านเทคโนโลยี การผลิต การจัดการ หรือการตลาด แล้วแต่กลุ่ม หรือชุมชนนั้นจะขาด หรือด้อยอยู่

อย่าลืมว่า "เงินกู้" เป็นเพียงการ ให้โอกาสผู้กู้ขอยืมเงิน ตัวของเขาเองที่จะมี ในอนาคตมาใช้ก่อน ในปัจจุบัน โดยยืมเงินผ่าน สถาบันการเงิน และสัญญาว่า ในอนาคตจะนำเงินรายได้ พร้อมดอกเบี้ย ไปใช้คืน สถาบันการเงิน ดังนั้น การให้สินเชื่อเฉย ๆ จึงไม่ได้ช่วยชาวบ้านมากนัก

สินเชื่อต้องไปพร้อม โอกาสในการลงทุน เทคโนโลยีการประกอบการ ที่จะทำให้ เขามั่นใจว่า จะมีรายได้ในอนาคต งอกเงยพอที่จะจ่ายดอกเบี้ย แล้วยังเหลือ เป็นรายได้ของเขา อีกส่วนหนึ่ง

โครงการธนาคารประชาชน โดยธนาคารออมสิน จึงยังไม่ได้ช่วยประชาชน ช่วยชาวบ้านจริง มีข้อบกพร่องมากมาย ที่ต้องแก้ไข การประชาสัมพันธ์ การตลาด

คงช่วยสร้างชื่อเสียง ให้โครงการได้เพียงระยะสั้นเท่านั้น และก็คงไม่มี สถาบันการเงินใด คิดจะดำเนินการตาม โครงการนี้โดยความสมัครใจ

 

กลับหน้าแรก