เขตการค้าเสรี : ไทยจะได้อะไร เสียอะไร ?

มติชนสุดสัปดาห์  วันที่ 15-22 กรกฏาคม 2545  ฉบับที่ 1143

ประภัสสร์ เทพชาตรี  ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษานโยบายต่างประเทศ    คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เขตการค้าเสรีคือ การทำความตกลงที่จะลดภาษี และลดมาตรการกีดกันทางการค้า ระหว่างกัน อาจจะเป็น สินค้าอุตสาหกรรม สินค้าเกษตร รวมไปถึง ในเรื่องการค้าภาคบริการด้วย

สิ่งที่ผมอยากจะวิเคราะห์ ในเบื้องต้น คือ วิเคราะห์ในแง่ผลดี - ผลเสีย ของเขตการค้าเสรี

1. ผลดี

1.1 ตามหลักเศรษฐศาสตร์ ถ้ามีการค้าเสรีระหว่างกัน  จะก่อให้เกิดความมีประสิทธิภาพ และหลักการ ในเรื่องของ comparative advantage การได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ การแบ่งงาน การผลิตสินค้า รวมถึงในเรื่องของ  Economy of Scale การประหยัดโดยขนาด เมื่อผลิตจำนวนมาก  จะทำให้ต้นทุนถูกลง หลักการต่างๆ เหล่านี้ จะเกิดประโยชน์จากการจัดทำเขตการค้าเสรี

1.2 ถ้ามีการเปิดการค้าเสรี การส่งออกจะง่ายขึ้น จะสะดวกมากขึ้น ตลาดจะเปิดกว้างขึ้น การส่งออกจะเพิ่มมากขึ้น การค้าระหว่างกันก็จะเพิ่มมากขึ้น

1.3 จะเป็นผลพลอยได้ มาจากการจัดทำเขตการค้าเสรีคือ จะกระตุ้นให้เป็นตลาดที่ใหญ่ขึ้น ก็จะส่งเสริมการลงทุน จากต่างประเทศ และเมื่อมีประเทศใดประเทศหนึ่ง  จัดทำเขตการค้าเสรีแล้ว จำเป็นที่จะต้องลดภาษีลงมา หมายความว่า อุตสาหกรรมนั้นๆ ที่ก่อนหน้านั้น  รัฐบาลอาจจะต้องปกป้อง จะต้องพยายามปรับตัว  เพื่อที่จะให้มีความสามารถที่จะต่อสู้แข่งขันได้ อันนี้จะเป็นผลดีทางอ้อม คือ ทำให้อุตสาหกรรมต่างๆ   ของเขตการค้าเสรีนั้น  มีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น

1.4 เมื่อมีการจัดทำเขตการค้าเสรี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นการจัดทำเขตการค้าเสรี  ในลักษณะพหุภาคี คือเป็นกลุ่ม อย่างเช่น กลุ่มอาเซียน หรือกลุ่มของสหภาพยุโรป   มีผลที่ทำให้กลุ่มนั้นๆ   มีอำนาจการต่อรอง   อำนาจการเจรจา  ระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น

1.5 ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปรากฏว่า องค์การการค้าโลก WTO ประสบปัญหา สะดุดอยู่หลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความล้มเหลว ของการเจรจาที่  Seattle เพราะฉะนั้น ก็เป็นแรงกดดัน  ให้ประเทศต่างๆ หันไปหาทางเลือกอื่น  หรือช่องทางอื่น ในการกระตุ้นการค้าระหว่างกัน หลายๆ ประเทศ  หันมาหาทางเลือก  ในการจัดทำเขตการค้าเสรี ทั้งทวิภาคี และในระดับภูมิภาค เพราะถ้ารอ WTO หรือจะหวังพึ่ง WTO ที่จะมาเป็นกลไก  ในการเปิดตลาดการค้าเสรี คงจะต้องอีกนาน คงจะรอไม่ได้แน่

1.6 การที่ประเทศใด จัดทำเขตการค้าเสรี  กับอีกประเทศหนึ่งนั้น มีนัยทางด้านการเมือง ระหว่างประเทศด้วย คือ จะเป็นการเข้าไปใกล้ชิด  กับอีกประเทศหนึ่ง ในขณะที่ เท่ากับว่า เป็นการถ่วงดุลอำนาจ  กับอีกประเทศหนึ่ง

ยกตัวอย่างเช่น จีนในขณะนั้น กำลังเข้ามาใกล้ชิด กับอาเซียนมากขึ้น อันนี้มีนัยทางการเมืองคือ จีนจะมีบทบาท มีอิทธิพล ทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านการเมือง และถ้าอเมริกา  ต้องการจะถ่วงดุลอำนาจจีน ก็ต้องเข้ามา ทำเขตการค้าเสรี  กับประเทศในภูมิภาคนี้ด้วย อะไรทำนองนี้

อันนี้ก็เป็นเหตุผล ทางการเมืองที่แทรกอยู่  ในเรื่องของการจัดทำเขตการค้าเสรี ซึ่งเราจะต้องพิจารณาด้วย

2. ผลเสีย

ตอนนี้เรามาดูในแง่ของผลเสีย ผลเสียมีอยู่หลายประการเหมือนกัน ซึ่งประเทศไทย  ในเวลาจะทำการเขตการค้าเสรี  กับใคร เราจะต้องดูให้รอบด้านทั้งผลดี-ผลเสีย

2.1 สำหรับผลเสียประการแรก จะกระทบต่ออุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรม ที่เราเรียกว่า อุตสาหกรรมทารก (Infant industries) คืออุตสาหกรรม  ที่ยังต้องการ ให้รัฐบาลปกป้องอยู่ เป็นอุตสาหกรรมที่เพิ่งเกิดใหม่ ไม่มีความสามารถ  ในการที่จะไปแข่งขันในเวทีโลก  อย่างเพียงพอ เพราะฉะนั้น ถ้าเปิดเสรี อุตสาหกรรมเหล่านี้  จะถูกกระทบจากสินค้าราคาถูก จากอีกประเทศหนึ่ง

2.2 ผลเสียประการที่สอง คือว่าถ้าเราจัดทำเขตการค้าเสรี  กับประเทศใดประเทศหนึ่ง ซึ่งมีโครงสร้าง  มีการส่งออกสินค้าเหมือนกัน จะกลายเป็นมาแข่งกัน และสินค้าของประเทศนั้น  จะเข้ามาตีตลาดสินค้า ในประเทศเรา เพราะฉะนั้น ต้องดูกันให้ดี ในเรื่องของโครงสร้างการผลิต แข่งกันหรือไม่ หรือว่าเกื้อหนุนกัน

2.3 การจัดทำเขตการค้าเสรี แบบทวิภาคี หรือแบบภูมิภาค จะเป็นการทำลาย ระบบการค้าโลก เป็นการทำลาย WTO เป็นการทำลายระบบ  พหุภาคีนิยม ซึ่งจริงๆ แล้วตามหลักของนักเศรษฐศาสตร์ ระบบที่ดีที่สุดคือ WTO คือว่า ถ้าจะมีเขตการค้าเสรีนั้น ก็ควรจะเป็นเขตการค้าเสรี ของทั้งโลกรวมกัน ถ้ามีการจัดทำเขตการค้าเสรี แบบ FTA ตามหลักของนักเศรษฐศาสตร์ก็ถือว่าเป็น  second best option แต่ the best option คือ WTO

2.4 การจัดทำเขตการค้าเสรีคู่หนึ่ง จะไปกระตุ้นให้ประเทศอื่น ต้องแข่งที่จะจัดทำเขตการค้าเสรี เพิ่มขึ้นมาด้วย เพราะฉะนั้น FTA จะทำให้เกิด FTA มากขึ้นๆ จะนำไปสู่ความขัดแย้ง ทางการค้ามากขึ้น เพราะว่าการจัดทำเขตการค้าเสรี อย่างเช่น ประเทศ A กับ ประเทศ B สองประเทศจะได้ประโยชน์  แต่ทว่า ประเทศนอกกลุ่ม ประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิก  เขตการค้าเสรีนั้นจะถูกกีดกัน เรียกว่าเป็นการกีดกันทางการค้า

2.5 ในการเจรจาจัดทำเขตการค้าเสรี ระหว่างกัน ส่วนใหญ่แล้วประเทศที่ใหญ่ จะได้เปรียบ ประเทศเล็กจะเสียเปรียบ เพราะว่าจะไม่มีอำนาจ ในการต่อรอง อันนี้เราคงต้องระมัดระวัง ในการที่จะไปเจรจา กับสหรัฐก็ดี กับญี่ปุ่นก็ดี

2.6 ที่เกี่ยวข้องกันก็คือ การไปจัดทำเขตการค้าเสรีนั้น อาจจะทำให้ประเทศเรา ไปสู่สภาวะ การพึ่งพา ประเทศที่เราไปจัดทำ เขตการค้าเสรีด้วย ที่เราเรียกในภาษาอังกฤษว่า over dependency เกิดการพึ่งพิงทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจจะมากเกินไป

2.7 ผลเสียประการสุดท้าย ที่ผมอยากจะกล่าว โดยเฉพาะในแง่ของไทย คือว่า รัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ ยังขาดนักเจรจา ทางการค้าระหว่างประเทศ  ที่มีความเชี่ยวชาญ ในการจัดทำเขตการค้าเสรี เพราะฉะนั้น ในสภาวะเช่นนี้ ที่เราขาดนักเจรจา อาจจะทำให้เราตกเป็นรอง

นอกจากนั้น ผมอยากจะพูดเลยไปด้วยว่า เราขาดนักกฎหมาย ที่จะเข้าไปมีบทบาท ไปมีส่วนร่วมในการเจรจา เพราะว่าข้อตกลงเขตการค้าเสรี ในลักษณะหนึ่งก็เป็นกฎหมาย ระหว่างประเทศ เป็นสนธิสัญญา ระหว่างประเทศ ข้อความต่างๆ ในนั้น มีผลผูกมัดกันอย่างไร อันนี้นักกฎหมาย จะต้องเข้ามาช่วย ซึ่งผมคิดว่าเรายังขาด

สิ่งที่เราขาดอันสุดท้ายก็คือ นักเศรษฐศาสตร์ การเมืองระหว่างประเทศ  การมองผลดี-ผลเสีย ของการทำเขตการค้าเสรี ไม่ใช่มองแต่เฉพาะ ผลดี-ผลเสียทางด้านเศรษฐกิจ  หรือมุมมองทางด้านเศรษฐศาสตร์เท่านั้น เราน่าจะมองจากมุมมอง ทางด้านรัฐศาสตร์ ทางด้านการเมือง ระหว่างประเทศด้วย ซึ่งตรงนี้เรายังขาดอยู่เช่นกัน

3. ไทยกับเขตการค้าเสรี

ตามที่รัฐบาลทักษิณประกาศออกมา ก็ให้ความสำคัญ กับการจัดทำเขตการค้าเสรีทวิภาคี  กับ 6 ประเทศ คือ สหรัฐ ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้ จีน และออสเตรเลีย และนอกเหนือจาก 6 ประเทศแล้ว  ก็มีการเสนอการจัดทำเขตการค้าเสรี  แบบเป็นกลุ่มอีก อย่างเช่น กลุ่มของ อาเซียน อาฟต้า อาเซียนกับจีน หรือระหว่างประเทศ ในแถบเอเชียใต้ ด้วยกันที่เราเรียกว่า กลุ่ม BIMST-EC

ก่อนที่ผมจะลงไปในรายละเอียด ผมอยากจะให้ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าเราดูจากประเทศ ที่เป็นคู่ค้าสำคัญของเรา ที่เราค้าขายมากที่สุด ซึ่งอันดับหนึ่งคือ ญี่ปุ่น อันดับสองคือ สหรัฐ สองประเทศนี้เราพยายามจะทำเขตการค้าเสรี เรามีการยื่นข้อเสนอ แต่ว่าโดยสรุปแล้วคงจะยาก คงจะยืดเยื้อ และคงจะใช้เวลานานพอสมควร เพราะฉะนั้น จะกลายเป็นว่า ประเทศที่เราจะได้เนื้อได้หนังจริงๆ  จากการทำเขตการค้าเสรี เพราะว่าเราค้าขาย กับเขามาก กลับจะมี ความยากลำบากมาก  ในการเจรจาทำเขตการค้าเสรี

ในทางกลับกัน ประเทศที่เราค้าขาย กับเขาไม่เท่าไร อย่างเช่น ออสเตรเลีย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนแล้วแค่ 2% เท่านั้นเอง ของการค้าโดยรวม ของไทยซึ่งน้อยมาก แต่เพราะว่า ความที่ค้าขายกันน้อยนี่เอง จึงกระทบกันน้อย จึงค่อนข้างจะไปกันได้ง่าย

จึงกลายเป็นว่าเขตการค้าเสรี ระหว่างไทย และออสเตรเลีย ขณะนี้กำลังจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด

สำหรับประเทศอยู่ตรงกลางๆ  ก็มีปัญหาเหมือนกัน เช่นจีน ในปัจจุบันยังถือว่า ไม่มากนักในแง่ของ  ระดับการค้าไทยกับจีน แต่ว่าจีนเอง  ยังมีท่าทีที่ไม่ค่อยอยากทำเขตการค้าเสรี   ในระดับทวิภาคีกับไทย จะมุ่งไปที่อาเซียน เป็นหลักก่อน

ที่หายไปอันหนึ่งคือ สหภาพยุโรป ซึ่งถือว่า เป็นกลุ่มที่มีความสำคัญ ทางด้านการค้าต่อไทย แต่ว่าเรา ยังไม่มีการพูดถึง การจัดทำเขตการค้าเสรี ระหว่างไทย กับสหภาพยุโรป ซึ่งสหภาพยุโรป ตอนนี้ก็มุ่งไปที่ภูมิภาคละตินอเมริกา และกำลังจัดทำเขตการค้าเสรี กับเม็กซิโกอยู่

4. เขตการค้าเสรีไทย-ญี่ปุ่น

ตอนนี้จะเจาะเป็นรายประเทศ  ผมอยากจะเจาะ โดยเรียงลำดับความสำคัญ ของประเทศ ที่มีความสำคัญ ทางด้านการค้าต่อไทยมากที่สุด ประเทศที่สำคัญที่สุด ต่อไทยตอนนี้คือญี่ปุ่น ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย เรานำเข้า จากญี่ปุ่นเกือบๆ 30% ของยอดการนำเข้ารวม และส่งออกไปที่ตลาดญี่ปุ่นประมาณ 15-17% ของยอดการส่งออก ญี่ปุ่นเป็นประเทศ ที่มาลงทุนในไทย เป็นอันดับหนึ่ง ให้ความช่วยเหลือ ทางเศรษฐกิจ เงินกู้ ต่อไทยมากที่สุด เพราะฉะนั้น ในแง่ของความสำคัญ ทางเศรษฐกิจ ญี่ปุ่นมาอันดับหนึ่ง

เพราะฉะนั้น เรามาดูว่า จะมีความเป็นไปได้ และมีผลดี-ผลเสียมากน้อยแค่ไหน จากการจัดทำ เขตการค้าเสรีระหว่างไทย กับญี่ปุ่น ซึ่งเริ่มมาจาก ตอนที่ท่านนายกฯ ทักษิณเดินทาง ไปเยือนประเทศญี่ปุ่น เมื่อปลายปีที่แล้ว และได้มีการเสนอ ที่จะให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ ในการจัดทำเขตการค้าเสรี ระหว่างไทย กับญี่ปุ่น แต่ว่าญี่ปุ่น ก็ยังแบ่งรับแบ่งสู้ เพียงแต่บอกว่า ให้มีการจัดตั้งคณะทำงาน ขึ้นมาศึกษาความเป็นไปได้ หลังจากนั้น มีการหารือ ในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส แต่ยังไม่คืบหน้าอะไร

แต่ว่าในช่วงต้นปีนี้ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเดินทางมาเยือนอาเซียน  ก็มาลงนามจัดทำเขตการค้าเสรี ระหว่างญี่ปุ่นกับสิงคโปร์ ทางฝ่ายไทย ก็พยายามที่จะผลักดัน โดยบอกว่า เราอยากจะใช้ความตกลงญี่ปุ่น กับสิงคโปร์เป็นแม่แบบ ในการจัดทำเขตการค้าเสรี ไทย-ญี่ปุ่น แต่สิงคโปร์นั้น ประเทศเกือบจะเป็นเสรีเต็มที่อยู่แล้ว ภาษีต่ำอยู่แล้ว และสิงคโปร์ ไม่มีภาคสินค้าเกษตร ที่จะเป็นปัญหา กับญี่ปุ่น พอได้รับการผลักดันจากไทย ญี่ปุ่นก็ค่อนข้างจะดึงเกมพอสมควร แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่น คงจะต้องคำนึงถึง บทบาทของจีน ที่เพิ่มมากขึ้นด้วย จีนในขณะนี้ ได้รุกคืบหน้าเข้ามามาก ในแง่ของอิทธิพล ทางด้านเศรษฐกิจ ในภูมิภาคนี้ เพราะฉะนั้น ญี่ปุ่น อาจจะมีความยากลำบากว่า จะเอาอย่างไรดี ในแง่หนึ่ง ก็ยังไม่ค่อยอยาก จะทำเขตการค้าเสรี กับไทยมากเท่าไร และกับประเทศในอาเซียนด้วย แต่ว่าในอีกลักษณะหนึ่ง ก็คงจะต้องตามเกมจีนให้ทัน

ตอนที่นายกฯ ญี่ปุ่นโคอิซูมิ เดินทางมาเยือนอาเซียน ก็ได้เสนอกรอบ ที่เราเรียกว่า Comprehensive Economic Partnership หรือว่า หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ แบบเบ็ดเสร็จ และเสนอว่า ความร่วมมือ หรือความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่น กับประเทศต่างๆ ในอาเซียน จะใช้กรอบความตกลง เขตการค้าเสรี ระหว่างสิงคโปร์กับญี่ปุ่นเป็นแม่แบบ

ตอนนี้เรามาดูว่า ไทยเราจะได้อะไร ถ้าเผื่อมีการจัดทำเขตการค้าเสรี ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น

สิ่งแรกที่เราจะได้ คือ ตลาดสินค้าเกษตร ถ้าจะมองในแง่ของความเป็นไปได้ คิดว่าคงจะยาก แต่ถ้ามองในแง่ทฤษฎี หมายถึง หากเรามีเขตการค้าเสรี ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ถ้าญี่ปุ่นเปิดตลาดสินค้าเกษตร เราจะได้ประโยชน์จากตรงนี้มากทีเดียว โดยเฉพาะสินค้าประมง และข้าว

เรื่องของอุปสรรคทางการค้า ที่ไม่ใช่ภาษีหรือที่เรียกว่า non-tariff barriers ซึ่งญี่ปุ่น มีมาตรการในเรื่องเหล่านี้ ที่ค่อนข้างจะเข้มงวดทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ มาตรฐานสินค้า ในเรื่องของคุณภาพ ความสะอาด มีความเป็นไปได้ว่า ถ้าเรามีการจัดทำเขตการค้าเสรี กับญี่ปุ่น มาตรการต่างๆ เหล่านี้ คงจะผ่อนปรนลงไป สินค้าเกษตรของเรา อาจจะเข้าไปได้ดีขึ้น

มาดูในแง่ของภาคอุตสาหกรรม ภาคอุตสาหกรรมนั้น คิดว่าคงจะถูกกระทบ ในทางลบ ถ้ามีการเปิดเสรีกัน ระหว่าง ไทยกับญี่ปุ่น สินค้าญี่ปุ่น คงจะเข้ามาตีตลาดสินค้าไทยมากขึ้น

ผลในแง่บวกอีกประการหนึ่งคือ มีความเป็นไปได้ว่า การลงทุน น่าจะเพิ่มมากขึ้น จากการจัดทำเขตการค้าเสรี ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น

โดยรวมแล้ว ไทยอาจจะได้ประโยชน์ มากกว่าญี่ปุ่นจะได้ จากการจัดทำเขตการค้าเสรีนี้ เพราะฉะนั้น จึงทำให้นำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า ญี่ปุ่นนั้น คงจะไม่ยอมทำกับไทย และอาจจะคงไปทำ ในกรอบใหญ่ คือกรอบของอาเซียนมากกว่า

5. เขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐ

ผมมองว่า คงเป็นเรื่องที่ค่อนข้าง จะยากลำบากพอสมควรทีเดียวในการที่จะเจรจาเขตการค้าเสรี ระหว่างไทยกับสหรัฐให้สำเร็จ

แต่ว่าแนวโน้ม คือว่า อเมริกานั้น ได้หันกลับมา ที่จะให้ความสำคัญ ต่อภูมิภาคนี้เพิ่มมากขึ้น ในอีกไม่นาน อเมริกา จะมีการจัดทำเขตการค้าเสรี กับสิงคโปร์ ซึ่งจะเป็นประเทศแรก ในเอเชียที่อเมริกาจะมีเขตการค้าเสรีทวิภาคีด้วย

นอกจากนั้นแล้ว ตอนที่ Robert Zoellick USTR ของสหรัฐมา พบกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ของอาเซียน ก็มีข้อเสนอของ ASEAN-US Business Council ว่าถึงเวลาแล้ว ที่จะได้มีการจัดทำเขตการค้าเสรี ระหว่างสหรัฐกับอาเซียน และทางภาครัฐบาลก็ได้ขอให้ทาง ASEAN-US Business Council ไปทำข้อเสนอ ให้เป็นรูปธรรม แล้วเสนอต่อการประชุม ระหว่าง USTR กับ AEM ในการประชุม ครั้งต่อไปในปลายปีนี้

พอถึงตอนที่มีการหารือทวิภาคี ระหว่างรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ไทย รัฐมนตรีอดิศัย กับ Robert Zoellick ทางฝ่ายไทยเรา ก็เสนอว่า น่าจะมีการทำเขตการค้าเสรีไทย กับสหรัฐด้วย ในแถลงการณ์ร่วมระหว่าง ไทยกับสหรัฐ ก็บอกว่า มีการจัดทำ กรอบความร่วมมือ ทางด้านการค้า กับการลงทุน ซึ่งเราเรียกว่า "Trade and Investment Framework" และกรอบความร่วมมือนี้ จะมีการร่วมมือกัน ทางด้านการค้า ซึ่งอาจจะนำไปสู่การค้าเสรีในอนาคตด้วย

ผมเห็นว่า ในแง่ของความเป็นไปได้ และความยากลำบาก และระยะเวลาในการเจรจา คงต้องใช้เวลาอีกยาวนานทีเดียว แต่ผมอยากจะตั้งเป็นตุ๊กตาไว้ ในการวิเคราะห์ว่า สมมุติว่า มีเขตการค้าเสรีไทย กับสหรัฐ เราน่าจะได้อะไรบ้าง

ผมคิดว่า ไทยจะได้ประโยชน์ จากการเปิดตลาดของอเมริกามากขึ้น และน่าจะได้ประโยชน์ ในเรื่องของการผ่อนปรน จากมาตรการกีดกัน ทางการค้าต่างๆ ที่อเมริกากำลังมีเพิ่มมากขึ้น

สมมุติว่าอเมริกา ยอมทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี กับไทย ประเด็นปัญหา การค้าขณะนี้ ซึ่งเรากำลังถูกเล่นงานหลายเรื่อง เราก็อาจจะผ่อนหนัก เป็นเบาไปได้ ยกตัวอย่างเช่น ขณะนี้ กำลังมีกฎหมายการค้า ที่จะผ่อนปรน ให้กับประเทศในแถบอเมริกาใต้ ในเรื่องของภาษีนำเข้าปลาทูน่ากระป๋อง ซึ่งจะลดภาษีให้เลย ซึ่งไทยเราก็กระเทือน ไทยจะถูกคิดภาษีเต็มที่ คือ ประมาณ 6-35% เป็นต้น

อเมริกากำลังออกกฎหมายใหม่  เรียกว่า Bio-Terrorism Law ซึ่งเป็นกฎหมาย ที่จะต่อต้านการก่อการร้าย ในเรื่องของอาวุธเชื้อโรค ซึ่งจะปะปน มากับอาหาร และอเมริกา จะมีความเข้มงวดขึ้น ในเรื่องของสินค้าอาหาร ที่จะส่งเข้าไป

อเมริกาเพิ่งจะมี การออกกฎหมายที่เรียกว่า Farm Act ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่ปี 2002-2012 Farm Act นี้ รัฐบาลสหรัฐ จะให้การอุดหนุนเกษตรกร ถึงหนึ่งแสนล้านเหรียญสหรัฐในช่วง 10 ปีข้างหน้า ซึ่งจะกระเทือน ต่อสินค้าเกษตรของเรา ไม่มากก็น้อย

สำหรับในส่วนที่สหรัฐ จะได้จากเขตการค้าเสรีนั้น สินค้าเกษตรก็ดี สินค้าที่เกี่ยวกับ รถยนต์ยานยนต์ต่างๆ ก็ดี อันนี้อเมริกา คงจะได้ประโยชน์ จากการที่ไทยต้องลดภาษีลง นอกจากนั้นแล้ว  ก็ยังมีเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับการค้าภาคบริการต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องของ การเงิน การธนาคาร การประกันภัย การโทรคมนาคมต่างๆ

ในการเจรจาทวิภาคี ระหว่างไทยกับอเมริกานั้น เราน่าจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เพราะว่า อำนาจในการเจรจาต่อรองของเรา กับอเมริกานั้น ต่างกันมากทีเดียว อเมริกาจะกดดันเราได้หลายๆ เรื่อง ไม่แน่ใจว่า เจรจาในเรื่องเกี่ยวกับ เขตการค้าเสรีแบบทวิภาคีนั้น ประเทศเล็กๆ อย่างเรา เมื่อไปเจรจากับประเทศใหญ่ เราจะได้ประโยชน์มากขนาดไหน ในเรื่องของการเจรจา เราคงจะเป็นรอง ในเรื่องของอำนาจการต่อรอง เพราะฉะนั้น อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ ในเรื่องของผลลบ ที่จะเกิดขึ้น หรือผลเสียที่จะเกิดขึ้น ในที่สุดแล้วอาจจะได้ไม่เท่าเสีย

ผมคิดว่า สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ทำคือ การวิเคราะห์ ศึกษาถึงผลดี-ผลเสียทางด้านเศรษฐกิจ ผมคิดว่า เป็นมุมมอง ที่ค่อนข้างจะแคบเกินไป  คือมองในแง่ของเศรษฐศาสตร์เท่านั้น ซึ่งผมก็กล่าวในตอนต้นแล้วว่า  เราต้องมองในแง่ของกฎหมาย ในแง่ของทางด้านรัฐศาสตร์ด้วย จะทำให้เห็นถึงผลดี-ผลเสียในภาพรวมทั้งหมด

6. เขตการค้าเสรีไทย-จีน

สําหรับจีนนั้น ในช่วงปลายปีที่แล้ว ก็มีข้อตกลงที่จะจัดทำเขตการค้าเสรี ระหว่างอาเซียนกับจีน ภายในระยะเวลา 10 ปี และขณะนี้ ก็มีการดำเนินการ มีการหารือกัน ที่จะวางกรอบ ซึ่งมีพัฒนาการไปอย่างรวดเร็ว

แต่เราจะ focus มาที่ไทย คือไทยกับจีน ในลักษณะที่เป็นเขตการค้าเสรีทวิภาคี  คงจะต้องมาดูกันว่า เราจะได้อะไรและเราจะเสียอะไร

สำหรับในแง่ของโครงสร้าง ทางด้านเศรษฐกิจนั้น จีนกับไทยนั้นคล้ายกัน คือมีสินค้าอุตสาหกรรม ที่ผลิตเหมือนกัน แล้วแข่งขันกัน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าสิ่งทอ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ รองเท้า ของเล่น เครื่องหนัง ฯลฯ เพราะฉะนั้น การจัดทำเขตการค้าเสรี ระหว่างไทย กับจีนนั้นจะทำให้ไทยเราเสียเปรียบ เพราะว่าจีนนั้น ผลิตสินค้าเหมือนเรา แต่ว่าจีนมีวัตถุดิบมากกว่าเรา  แรงงานมากกว่าเรา ต้นทุนต่ำกว่าเรา และเทคโนโลยีจริงๆ แล้ว ตอนนี้ก็ไม่ได้ต่ำกว่าเรามากมายนัก เพราะฉะนั้น สินค้าเหล่านี้ส่งไปขายในเมืองจีนคงไม่ได้ และถ้าหากว่าจะส่งไปขายแข่งขัน ในประเทศที่สาม นั้นก็คงจะลำบาก เพราะว่าจีนเขาต้นทุนถูกกว่า

อันนั้นเป็นสินค้า ทางด้านอุตสาหกรรม แต่ว่าในแง่ของภาคเกษตร ดูเหมือนกับว่าจะเกื้อกูลกัน เพราะว่าจีนนั้น นำเข้าจากไทย เป็นพวกข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา สินค้าประมง น้ำตาล ฯลฯ ซึ่งไม่ได้มาแข่งอะไรกับเรา เรานำเข้า จากจีนส่วนใหญ่ ก็จะเป็นพวกผลไม้เมืองหนาว เช่น แอปเปิ้ล ข้าวโพด

นอกจากนี้แล้ว โดยภาพรวมแล้ว จีนมีอัตราภาษีศุลกากร สูงกว่าไทย และมีมาตรการกีดกัน ทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTB) มากกว่าเรา เพราะฉะนั้น ถ้ามีการจัดทำเขตการค้าเสรีนั้น เราน่าจะได้เปรียบตรงนี้

สรุปว่า ในแง่ของสินค้าเกษตรนั้น โดยภาพรวมแล้ว ถ้ามีการจัดทำเขตการค้าเสรีไทย-จีน เราน่าจะได้ประโยชน์ ในแง่ของอุตสาหกรรม ในบางเรื่องเราอาจจะ ได้ประโยชน์เหมือนกันคือ การนำเข้าวัตถุดิบ จากจีนอาจจะถูกลง ทำให้ต้นทุนการผลิตนั้นต่ำลง อันนี้เราอาจจะได้ประโยชน์ทางอ้อม แต่ว่าในแง่ของสินค้าอุตสาหกรรมนั้น เราคงจะต้องเจรจา กับจีนเพื่อที่จะให้มีความยืดหยุ่น ที่จะปกป้องผลกระทบ ในทางลบอันนี้ แต่ว่าในที่สุดแล้วก็จะมาสู่คำถามที่ว่า แล้วจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ที่จีนเขาจะยอมทำเขตการค้าเสรีทวิภาคีกับไทย คำตอบก็คือว่า ขณะนี้คงยาก เพราะว่าจีนนั้น ยังไม่มีท่าที หรือเผยออกมาเลย ว่าอยากจะทำเขตการค้าเสรีทวิภาคี กับไทย

จีนสนใจทำเขตการค้าเสรี แบบพหุภาคี จีนต้องการจะอาศัยเขตการค้าเสรี เป็นการสร้างมิตร การสร้างแนวร่วม กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะฉะนั้น แนวโน้มก็คึอ จีนคงจะให้ความสำคัญ กับกรอบของจีน-อาเซียนมากกว่า และคงยังไม่สนใจ ในเรื่องของไทยกับจีน  

7. เขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย

ออสเตรเลีย เป็นตลาดที่มีศักยภาพ และเป็นตลาดที่กำลังขยายตัวด้วย แล้วก็อยู่ไม่ไกล จากประเทศเราเท่าไรนัก ไทยกับออสเตรเลีย การค้าในขณะนี้ยังไม่มากนัก มีโอกาสที่จะขยายตัวได้อีก ไปๆ มาๆ แล้ว กลายเป็นว่า ที่เราวิเคราะห์กัน ตั้งแต่แรกไม่ว่าเขตการค้าเสรีไทย กับสหรัฐก็ดี กับญี่ปุ่นก็ดี กับจีนก็ดีนั้น ดูค่อนข้างจะยาก แต่ว่าในขณะเดียวกัน ก็เป็นประเทศคู่ค้าสำคัญ กลายเป็นว่า ประเทศที่ไม่ใช่คู่ค้าสำคัญ กลับมีความเป็นไปได้มากกว่า

เพราะฉะนั้น ขณะนี้ข่าวที่ออกมาล่าสุดก็คือว่า เขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย คงจะมีการตกลงกัน และอาจจะเป็นไปได้ ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี และในช่วงที่ท่านนายกฯ ทักษิณ จะเดินทางไปเยือนออสเตรเลียนั้น ก็คงจะมีการหารือกัน ในรายละเอียด อันนี้คงจะมีความเป็นไปได้สูงทีเดียว

จึงอยากจะวิเคราะห์ ในแง่ของผลดี-ผลเสีย ของเขตการค้าเสรีระหว่างไทย กับออสเตรเลีย

การค้าระหว่างไทย กับออสเตรเลีย ขณะนี้ถือว่าน้อยมาก เพียงแค่ 2% อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการผลิตสินค้านั้น เกื้อกูลกัน คือแตกต่างกัน และไม่แข่งขันกันเท่าไรนัก โดยไทยเรานั้น นำเข้าวัตถุดิบเพื่อผลิต เพื่อการส่งออก อย่างเช่น ฝ้าย นมผง แร่ธาตุ หนังดิบจากออสเตรเลีย ในขณะที่เราก็ส่งออก สินค้ายานยนต์ ของเล่น สินค้าเกษตร

ผลดีอีกประการหนึ่ง ซึ่งอาจจะมองดูเหมือนกับ เป็นการเอาเปรียบ ประเทศอื่นเหมือนกัน คือว่า ก่อนหน้านี้ ทางอาเซียนก็มีการเจรจา กับออสเตรเลียอยู่เหมือนกัน ที่จะจัดทำเขตการค้าเสรี ระหว่างอาเซียน อาฟต้า กับออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ แต่ว่า ก็ยังไม่ค่อยคืบหน้า เท่าไรนัก จึงกลายเป็นว่า ถ้าเรารีบ ไปทำเขตการค้าเสรีทวิภาคี กับออสเตรเลียก่อน เราจะได้เปรียบอาเซียนอื่น

ก่อนหน้านี้ มีการจัดตึ้งคณะทำงาน ระหว่างไทย กับออสเตรเลีย วิเคราะห์ถึงผลดี-ผลเสีย ผลกระทบต่างๆ ผลการศึกษาออกมา ในลักษณะที่เป็นบวกเสียเยอะ  คือมีกาคคาดการณ์ เป็นตัวเลขที่สวยหรูมากเลยว่า ถ้ามีเขตการค้าเสรี ระหว่างไทยกับออสเตรเลียนั้น GDP ของไทยจะเพิ่มขึ้นถึง 25,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่ออสเตรเลียจะได้ GDP เพิ่มขึ้นถึง 6,600 ล้านเหรียญ

ในแง่ของภาษีนั้น ทั้งไทย และออสเตรเลีย คงจะได้ประโยชน์ จากการลดภาษี ไม่ว่าจะเป็นสินค้ารถยนต์ หรือสินค้าเกษตร

ออสเตรเลียมองว่า คงจะได้ประโยชน์ จากการจัดทำเขตการค้าเสรี ซึ่งอาจจะเลยเข้าไปถึง ภาคบริการด้วย เขาจ้องมองเรา ไม่ว่าจะเป็น ภาคธนาคาร หรือในเรื่องของการประกันภัย เขาคงจะได้ประโยชน์จากตรงนี้ และมองไปด้วยว่า การลงทุนก็คงจะเพิ่มมากขึ้น

ทางด้านสินค้าเกษตร ผลของการศึกษาร่วมมองว่า ถ้ามีการลดภาษี ในเรื่องของสินค้าเกษตร ไทยเราน่าจะได้ประโยชน์ เราน่าจะส่งออกไปได้มากขึ้น และผู้บริโภคจะบริโภคสินค้าถูกลง อุตสาหกรรมการผลิตสินค้าของไทย การแปรรูปอาหารต่างๆ จะมีวัตถุดิบนำเข้าต่ำลง น่าจะเป็นผลดีในแง่ภาพรวม สินค้าเกษตรของไทยกับออสเตรเลียนั้นเกื้อกูลกัน ในแง่ของตัวสินค้าต่างกัน อย่างเช่น ไทยเราส่งออกข้าว ของออสเตรเลีย ก็จะเป็นข้าวสาลี สินค้าอาหารทะเล ของไทยเราจะเป็นอาหารสด ออสเตรเลียจะเป็นแปรรูป หรือว่าอย่างผลไม้ของไทย จะเป็นผลไม้เมืองร้อน ออสเตรเลียก็จะเป็นผลไม้ในเขตอบอุ่น อะไรทำนองนี้ ซึ่งจะเกื้อกูลกันไป

ในแง่ของสินค้าอุตสาหกรรมรถยนต์ ก็เกื้อกูลกันคือ ไทยเราเน้นในเรื่องของรถขนาดเล็ก กับรถปิกอัพ ส่วนออสเตรเลีย เขาเน้นเรื่องการผลิตรถขนาดใหญ่

นอกจากนั้น ยังมีการวิเคราะห์ว่า ไทยเราน่าจะได้ประโยชน์จากการส่งออกสินค้าสิ่งทอด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อเรามองผลการศึกษาร่วมนี้อะไรก็ดูดีไปหมด แต่ว่าถ้าเราจะมาดู ข่าวที่ทางกระทรวงพาณิชย์ ได้มีการจัดการประชุมหารือกัน กับภาคเอกชน ซึ่งภาคเอกชนเขา ก็กล่าวเตือนมา อย่างคุณพรศิลป์ ซึ่งเป็นประธาน ของกลุ่มสินค้าอาหาร ของสภาอุตสาหกรรม ก็เตือนว่า ภาคเกษตรของเรา จะถูกกระทบจากเขตการค้าเสรีระหว่าง ไทย กับออสเตรเลีย เพราะว่าเรายังมีความสามารถ ในการแข่งขันต่ำกว่าออสเตรเลีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินค้าที่เกี่ยวกับเรื่อง ของนม เนย เนื้อสัตว์ (daily products) นอกจากนั้นแล้ว ก็ยังมีข้อวิจารณ์ ของนายกสมาคมสิ่งทอของไทย กล่าวเตือนว่า จะมีผลกระทบในทางลบ จากการที่ออสเตรเลีย จะส่งออกสินค้าสิ่งทอ มายังประเทศไทย อันนี้เป็นมุมมอง ของภาคเอกชนไทย ซึ่งมองต่างจาก ผลของการศึกษาร่วม ซึ่งผลของการศึกษา จะออกมาในแง่ที่เป็นแง่บวกเสียเยอะ แต่ในแง่ของภาคเอกชนไทยเองแล้ว เขาค่อนข้างที่จะกังวลอยู่เหมือนกัน

sector อื่นๆ ที่ผมคิดว่า ออสเตรเลียเขาคงจะได้ประโยชน์ จะเป็นสาขาที่เกี่ยวกับ ภาคบริการ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง ของการศึกษา เป็นไปได้ว่า ถ้ามีเขตการค้าเสรีระหว่างไทย กับออสเตรเลีย สถาบันการศึกษา ของออสเตรเลีย อาจจะย้ายฐาน หรือว่าเข้ามาเปิดสาขา ได้สะดวกมากขึ้นในเมืองไทย

นอกจากนั้นแล้ว ในด้านการท่องเที่ยว ทั้งสองฝ่ายคงจะได้ประโยชน์ร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม ผลสรุปของการศึกษา บอกว่า การที่อุตสาหกรรม จะต้องปรับตัวนั้น จะมาอยู่ที่ไทย มากกว่าออสเตรเลีย คือออสเตรเลีย น่าจะได้ประโยชน์มากกว่าเรา เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็น sector ในเรื่องของการคมนาคมขนส่ง ในเรื่องของการเงิน ในเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา ในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ อะไรเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ออสเตรเลียเขามองว่า เขาจะได้ประโยชน์ จากการจัดทำเขตการค้าเสรีดังกล่าว

 

กลับหน้าแรก