หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
สุดปลายทางของยูโร

โดย : ดร.บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ boontham.r@ku.ac.th  กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2554

ช่วงนี้ มีข่าวในแง่ลบของประเทศต่างๆ ในยูโรออกมาเป็นระยะ จึงทำให้หลายท่านคงอยากทราบว่า ถึงที่สุดแล้ว วิกฤติยูโรน่าจะจบลงอย่างไร และในรูปแบบใดได้บ้าง แต่ก่อนอื่นผมขอมองวิกฤติยูโรในอีกลักษณะหนึ่งว่าสามารถแยกการแก้ปัญหาได้เป็น 2 ส่วน ส่วนแรก คือการแก้ปัญหาเดิมที่ยังคาราคาซังอยู่ และส่วนที่สอง คือการไม่ให้เกิดมวลหนี้ใหม่ก่อตัวขึ้นมาอีก ทั้งนี้ นโยบายที่ผ่านมาของยูโรเพื่อขจัดปัญหาในส่วนแรกนั้น มีอยู่ด้วยกัน 3 ประการ

หนึ่ง การลดปริมาณหนี้ให้เหลือครึ่งหนึ่งในทันที ได้แก่ การลดมูลหนี้หรือแฮร์คัตหนี้สินภาครัฐในมือของเอกชนลงเหลือครึ่งหนึ่งของกรีซนั่นเอง

สอง การอัดฉีดเงินกองทุนให้กับสถาบันการเงินต่างๆ หรือ ถ้าเป็นภาษาของนักเศรษฐศาสตร์ในบ้านเรา คือ จะจ่ายเท่าไรก็ต้องจ่ายเพื่อไม่ให้น้ำเข้ากรุงอีก

สาม บางประเทศที่อาจจะจ่ายหนี้ได้ไม่ทันหรือเกิดปัญหาสภาพคล่อง ก็ต้องมีเงินกันไว้ให้ประเทศเหล่านี้

โจทย์ในส่วนที่สองซึ่งน่าจะสำคัญกว่า คือ หากไม่อยากให้มวลหนี้ใหม่เกิดขึ้นอีก ต้องทำอย่างไร คำตอบ คือ ต้องมีมาตรการอย่างน้อย 2 ประการ

มาตรการแรก ต้องไม่ให้มีปริมาณหนี้เพิ่ม โดยการลดการขาดดุลงบประมาณของภาครัฐ และลดการก่อหนี้ของภาคเอกชน รวมถึงการเพิ่มเม็ดเงินไหลเข้าจากภาคต่างประเทศ

ทั้งนี้ ข้อดีของการมีระเบียบวินัยทางการคลัง มีอยู่ด้วยกัน 3 ข้อ คือ หนึ่ง เป็นการลดขนาดของมูลหนี้ สอง ลดอัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย เนื่องจากประเทศมีอันดับความน่าเชื่อถือสูงขึ้น และ ท้ายสุด ระดับค่าเงินก็มิต้องลดลงมากเพื่อลดการขาดดุลทางการค้า อย่างไรก็ดี การมีวินัยทางการคลัง แม้จะเป็นเงื่อนไขที่จำเป็น ทว่าก็ไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหายูโร เนื่องจากปริมาณหนี้จะไม่สามารถลดลงได้มากถ้าไม่มีรายได้เข้าประเทศ อันนำมาซึ่งมาตรการถัดไป

มาตรการที่สอง การทำให้เศรษฐกิจของยูโร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม PIIGS เจริญเติบโต ด้วยการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เพราะหากยิ่งเศรษฐกิจโตมากเท่าไร ณ ปริมาณหนี้ของประเทศที่ระดับเดียวกัน อัตราส่วนหนี้ต่อจีดีพีของประเทศก็จะลดลง ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยของหนี้ที่ต้องจ่ายลดลงตามไปด้วย ซึ่งเท่ากับไปลดมูลหนี้เดิมได้รวดเร็วขึ้นนั่นเอง

คำถามคือ แล้วจะทำได้อย่างไร คำตอบคือ ต้องแก้ไขสาเหตุที่ทำให้ประเทศเหล่านี้ขาดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว 3 ประการ ได้แก่ หนึ่ง การเสียส่วนแบ่งตลาดส่งออกในเซคเตอร์ ที่มีปัจจัยแรงงานเป็นองค์ประกอบหลักให้กับประเทศเกิดใหม่ สอง การแข็งค่าขึ้นของอัตราแลกเปลี่ยน ที่แท้จริง หรือ ค่าแรงขึ้นเร็วกว่าประสิทธิภาพ และสาม การแข็งตัวของค่าเงินยูโร

หรืออาจกล่าวง่ายๆ คือ ในระยะสั้น ต้องทำให้ประสิทธิภาพการผลิตสูงเร็วกว่าการเพิ่มขึ้นของค่าแรง ซึ่งถ้าเป็นประเทศนอกยูโร ก็สามารถใช้ตัวช่วยโดยลดค่าเงิน แต่สำหรับประเทศในยูโรก็อาจต้องใช้การลดค่าแรง ซึ่งตรงนี้อยู่ที่ฝีมือของรัฐบาลใหม่ของอิตาลี สเปนและกรีซในการบริหารจัดการต่อไป

ผมขอยกตัวอย่างของอิตาลี ด้วยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่จ่ายในขณะนี้ที่ร้อยละ 7.5 หากรัฐบาลสามารถทำให้ค่าใช้จ่ายภาครัฐน้อยกว่ามูลค่าภาษีที่เก็บได้ร้อยละ 3.6 ของจีดีพี เศรษฐกิจอิตาลียังต้องโตถึงร้อยละ 4.5 เพื่อให้อัตราส่วนหนี้ต่อจีดีพี ไม่สูงขึ้นเกินกว่าร้อยละ 120 ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ทีนี้ ย้อนกลับมาถึงคำถามหลักของบทความนี้ คือ แล้ววิกฤติยูโรเที่ยวนี้ จะจบลงได้อย่างไรบ้าง ผมคิดว่ายูโรกำลังต้องผ่านช่วงเวลาอย่างน้อย 3 ช่วงหลัก

ช่วงแรก เป็นการผลักภาระการปรับตัวให้กลุ่ม PIIGS และ ไซปรัส โดยเฉพาะอิตาลีและกรีซ หน้าที่ของรัฐบาลประเทศเหล่านี้ คือ ต้องสามารถทำให้ตลาดเชื่อว่า ภายในอีก 4-5 ปี พวกเขาจะสามารถชำระคืนหนี้ได้ด้วยตนเอง โดยดำเนินการลดค่าใช้จ่ายด้านปัจจัยการผลิต พัฒนาคุณภาพสินค้า รวมถึงลดการขาดดุลภาครัฐ หรืออาจกล่าวได้ว่า ถือเป็นช่วงของการทดสอบในการต่อสู้กัน ระหว่าง ความพยายามของยูโรที่จะให้ประเทศรัดเข็มขัดทางเศรษฐกิจ กับ การลุกฮือของมวลชนที่เสียผลประโยชน์จากนโยบายดังกล่าว

ผมคาดว่าช่วงนี้น่าจะกินเวลาประมาณ 6-12 เดือน สำหรับพิสูจน์ว่าจะผ่านบททดสอบนี้หรือไม่ ทั้งนี้ ความน่าจะเป็นที่อิตาลีและ กรีซ จะรอดจากการล้มละลายในตอนนี้นั้น คาดว่าน่าจะอยู่ที่ ร้อยละ 60 และ 40 ตามลำดับ

ช่วงสอง หากช่วงแรกไปไม่ไหว ทางเยอรมันต้องหาทางผ่อนคลายนโยบายการเงินและการคลัง เพื่อให้เศรษฐกิจของทั้งกลุ่มยูโรขยายตัว ซึ่งจะช่วยกระตุ้นตลาดส่งออกของประเทศยูโร รวมถึงผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นเพื่อให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลง น่าสนใจว่าตัวช่วยหนึ่งเพื่อแบ่งเบาภาระของรัฐบาลเยอรมัน คือ การหารายได้จากแหล่งอื่นมาเสริมความช่วยเหลือดังกล่าว อาทิ การเก็บภาษีกิจกรรมทางการเงินระหว่างประเทศ หรือ Tobin tax

ช่วงสุดท้าย หากยังไปไม่ไหวจริงๆ ยูโรก็คงต้องแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม หรืออาจต้องแตกออกจากกัน รวมระยะเวลาทั้งหมดแล้ว คาดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี

ในมุมของทิศทางตลาดหุ้นนั้น แบ่งออกได้เป็น 3 กรณี คือ หนึ่ง ถ้าตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ออกมาดีวันดีคืน หุ้นจะขยับขึ้น สอง ถ้าตัวเลขเศรษฐกิจของยูโร อย่างไรก็ออกมาไม่ดี แม้เยอรมันจะอัด นโยบายการเงินและการคลังช่วย รวมถึงให้เงินอุดหนุนทั้งภาคการเงินและภาครัฐก็ตาม หุ้นจะรูดลงตามความคาดหวังของตลาดว่ายูโรจะแตกเมื่อไร และ สาม หากยูโรต้องแยกเป็น 2 กลุ่ม หรือแตกสลาย หุ้นน่าจะร่วงในช่วงแรก แล้วค่อยๆ ขยับขึ้น ตามสภาพเศรษฐกิจของแต่ละประเทศที่ค่อยๆ ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

ผมขอสรุปสั้นๆ ว่า ความมีวินัยทางการคลังและความสามารถในการแข่งขันเท่านั้น ที่จะช่วยเลี่ยงการแตกสลายบางส่วนหรือทั้งหมดของยูโร ซึ่งดู ณ วันนี้แล้ว อาจจะเกิดขึ้นจริงในที่สุดครับ

หมายเหตุ สนใจอ่านเพิ่มเติมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้ที่ “Blog ดร.ธรรม” ที่ http://facebook.com/MacroView  และ http://www.econbizview.com  ครับ