หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
รถคันแรก บ้านหลังแรก ภาระของใคร?

หน้าต่างความคิด : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว  กรุงเทพธุรกิจ  23 กันยายน 2554

ฮือฮากันเหลือเกินสำหรับนโยบายรถคันแรกและนโยบายบ้านหลังแรกของรัฐบาล หากไม่นับภาคธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้โดยตรง ผู้ที่ได้ประโยชน์จากนโยบายสองนี้มากที่สุด คือ ผู้ที่มีรายได้ปานกลาง ซึ่งเป็นเรื่องน่าสนใจมาก เพราะคะแนนเสียงหลักที่ค้ำจุนรัฐบาลอยู่ เป็นคะแนนเสียงจากผู้มีรายได้น้อย ตอนจะคลอดเรื่องค่าแรงขั้นต่ำออกมา ยังต้องปรับกันอยู่ตั้งหลายรอบ แต่พอเป็นนโยบายสองเรื่องนี้ กลับผ่านฉลุย

เห็นนโยบายทั้งสองเรื่องนี้แล้ว ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ออกมาเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยตรงไหน และชวนให้สงสัยต่อไปอีกว่า ใครกันที่ต้องบอกรับภาระทางการเงินที่เกิดขึ้น โดยไม่ได้รับประโยชน์อะไรตอบแทนเลย

เนื่องจากนโยบายสองเรื่องนี้ เกี่ยวข้องกับรายได้ การจะประเมินว่าใครได้ประโยชน์ เราต้องรู้ก่อนว่า รายได้ขั้นต่ำที่จะทำให้ได้รับประโยชน์จากนโยบายสองเรื่องนี้เป็นเท่าใด

รถยนต์ราคา 500,000 บาท หากซื้อเงินผ่อนโดยไม่ต้องดาวน์ ดอกเบี้ย 7% ผ่อน 84 เดือน ยอดผ่อนต่อเดือนตกประมาณ 8,900 บาท การจะซื้อบ้านชั้นเดียวหลังเล็กๆ แถบชานเมือง ราคา 1,000,000 บาท ดอกเบี้ย 7% ระยะเวลาผ่อนชำระ 25 ปี ยอดผ่อนต่อเดือนตกประมาณ 7,000 บาท หากธนาคารหรือไฟแนนซ์ใจดี ไม่เข้มงวดเรื่องการปล่อยกู้มากนัก เพราะต้องการทำยอด รายได้แค่ประมาณ 15,000 บาทต่อเดือน ก็มีสิทธิกู้ซื้อรถใหม่หรือบ้านใหม่ตามราคาที่สมมติขึ้นได้แล้ว ดังนั้น จากนี้ไปเราจะใช้รายได้ 15,000 บาทต่อเดือนเป็นเกณฑ์ในการวิเคราะห์

หากเราสมมติว่า เงินที่ใช้มาจากภาษีของประชาชน ก็แสดงว่า ใครที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มก็เป็นผู้ร่วมรับภาระของนโยบายนี้ไปโดยปริยาย คนไทยเกือบทั้งหมดต้องเคยเข้าไปซื้อของในร้านสะดวกซื้อกันมาบ้าง นั่นแสดงว่า คนไทยเกือบทุกคนเป็นผู้รับภาระทางการที่เกิดขึ้น สำหรับคนที่มีรายได้สูง ภาระอาจจะไม่หนักหนานัก แถมบางคนอาจได้ประโยชน์จากนโยบายนี้เสียด้วยซ้ำ ที่น่าสนใจ คือ คนที่มีรายได้น้อยกว่า 15,000 บาท ที่ต้องรับภาระ แต่ไม่มีโอกาสได้รับประโยชน์อะไรเลย มีอยู่สักเท่าใด

เนื่องจากในประเทศไทย การกู้เพื่อซื้อรถหรือบ้าน สามารถกู้ร่วมได้ การวิเคราะห์จึงควรใช้รายได้ของครัวเรือนเป็นหลัก โดยข้อมูลรายได้ต่อครัวเรือนที่ใช้ ได้มาจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. 2552 ทั่วราชอาณาจักร ซึ่งจัดทำโดย สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

จากรูป ถ้าเราใช้รายได้ต่อเดือนของครัวเรือนเท่ากับ 15,000 บาท มาเป็นเกณฑ์ จะเห็นว่าโดยภาพรวมของประเทศ ครัวเรือนที่มีรายได้ประมาณ 15,000 ถึง 30,000 บาทต่อเดือน ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายของนโยบายสองเรื่องนี้ มีอยู่ประมาณ 27% อย่างไรก็ตาม สัดส่วนของครัวเรือนที่ได้ประโยชน์จากนโยบายนี้จริงๆ น่าจะต่ำกว่านี้ เพราะบางส่วนอาจมีรถ มีบ้านอยู่แล้ว

โดยภาพรวมของประเทศ สัดส่วนของครัวเรือนที่มีรายได้น้อยกว่า 15,000 บาทต่อเดือน มีอยู่ประมาณ 56 % นั่นแสดงว่า คนกว่าครึ่งประเทศ ซึ่งเป็นครัวเรือนที่มีรายได้น้อย ต้องแบกรับภาระของคนกลุ่มหนึ่งที่มีรายได้สูงกว่าตนเอง

หากพิจารณาเป็นรายภาค ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นภาคที่มีสัดส่วนของครัวเรือนที่รับภาระโดยไม่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้สูงที่สุด โดยมีอยู่ราว 70% ของครัวเรือนทั้งหมด ที่น่าสังเกต ก็คือ ครัวเรือนรายได้น้อยเหล่านี้ คือ ฐานเสียงสำคัญของรัฐบาล การทำแบบนี้จึงเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง

งบประมาณกว่า 3 หมื่นล้านที่ต้องใช้ ถ้าไม่ใช่เงินที่มาจากภาษีของประชาชน ก็เป็นเงินส่วนอื่นที่รัฐบาลมีอยู่ เมื่อนำมาใช้ เงินก้อนก็ไม่สามารถนำไปใช้กับนโยบายอื่นได้อีก ต้นทุนที่แท้จริงจึงไม่ใช่แค่เม็ดเงินที่ลงไปเท่านั้น แต่ต้องบวกค่าเสียโอกาสที่เกิดขึ้น จากที่ไม่สามารถนำเงินก้อนนี้ไปใช้ในเรื่องอื่นด้วย

มองในแง่เศรษฐศาสตร์การคลัง หน้าที่หลักของรัฐบาล คือ การสร้างความมั่นคงขั้นพื้นฐานในกับชีวิตของประชาชน โดยการเข้ามาแบกรับภาระค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงบางส่วน เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อย มีหลักประกันว่า ถึงอย่างไรเสีย ชีวิตก็จะไม่ตกต่ำจนถึงขั้นอับจนหนทาง การมีประกันสังคม 30 บาทรักษาทุกโรค การจัดหาที่พักราคาให้กับผู้มีรายได้น้อย การจัดให้บริการด้านการขนส่งสาธารณะในราคาที่ประชาชนสามารถจ่ายได้ หรือความช่วยเหลือเมื่อเจอกับปัญหาน้ำท่วม ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของบทบาทด้านนี้ของรัฐบาล

นโยบายที่ส่งเสริมให้คนมีรถส่วนตัว มีบ้านหลังโต มูลค่าสูงสุดถึง 5 ล้านบาทนั้น ไม่น่าจะเป็นเรื่องการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนที่รายได้น้อย เมื่อไม่ใช่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนกลุ่มที่ควรได้รับความช่วยเหลือมากที่สุด เงินที่ลงไปกับโครงการนี้ ต้องถือว่าเป็นการลงทุน ซึ่งจะสมเหตุสมผลก็ต่อเมื่อ ผลตอบแทนที่ได้รับสูงกว่าต้นทุนทางการเงินบวกต้นทุนค่าเสียโอกาสในการใช้เงิน

การปล่อยให้ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยต้องรับภาระเพิ่มขึ้น เพื่อให้คนที่มีคุณภาพชีวิตดีกว่าพวกเขาอยู่แล้ว มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไปอีก ก็คือ การปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน ซึ่งค้านกับหลักการของรัฐบาลที่ใช้ในช่วงหาเสียง

คณิตศาสตร์การเมืองเบื้องต้น บอกว่า ถ้าจะผลักดันนโยบายนี้จริง ต้องมั่นใจว่า ความนิยมที่ได้เพิ่มขึ้น ต้องไม่น้อยกว่าความนิยมที่เสียไป ไม่เช่นนั้น ก็จะถือว่าเป็นการขาดทุนทางการเมือง หนำซ้ำ หากฝ่ายค้านนำผลกระทบจากนโยบายสองเรื่องนี้ไปขยายผล จนทำให้ฐานเสียงของรัฐบาลเกิดความไม่พอใจขึ้นมา ก็จะกลายเป็นว่า รัฐบาลต้องรับศึกสองด้าน แม้จะประคองตัวไปได้ ก็ต้องเจ็บตัวมิใช่น้อย จะขยับทำอะไรต่อไป คงไม่ง่ายเหมือนใจคิด