หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ความสำคัญของ นโยบายเศรษฐกิจ

เศรษฐศาสตร์บัณฑิต : ดร.บัณฑิต นิจถาวร bandid.econ@gmail.com กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 27 มิถุนายน 2554

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมได้ไปร่วมการประชุมทางวิชาการ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เกี่ยวกับเศรษฐกิจอาเซียน ปี 2030

คือ มองเศรษฐกิจอาเซียน ยี่สิบปีข้างหน้า การประชุมนี้จัดโดยสถาบันวิจัยของธนาคารพัฒนาเอเชีย ซึ่งผมได้เสนอบทความเกี่ยวกับโอกาสของการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในอาเซียนในช่วงยี่สิบปีข้างหน้า ตอนที่เตรียมบทความนี้ที่กรุงเทพฯ ก็ได้มีโอกาสทบทวนหลายเรื่อง ที่เกิดขึ้นในเอเชียในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา และบทสรุปอันหนึ่งที่ได้ ก็คือ ความสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจ ต่ออนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งในแง่ของการเป็นปัจจัยที่จะสร้างโอกาส สร้างอนาคต และสร้างความเสี่ยงให้กับเศรษฐกิจ วันนี้ก็เลยอยากจะแลกเปลี่ยนความเห็นกับท่านผู้อ่านเรื่องนี้

ช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา กลุ่มประเทศอาเซียน ได้ผ่านวิกฤติเศรษฐกิจที่สำคัญและรุนแรงมาแล้วอย่างน้อยสองครั้ง ครั้งแรกก็คือช่วงวิกฤติเศรษฐกิจเอเชียปี 1997-1998 ที่มีจุดเริ่มต้นที่อาเซียน และครั้งที่สอง ก็คือ ผลกระทบของวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นปี 2007 จากวิกฤติเศรษฐกิจทั้งสองครั้ง บทเรียนสำคัญ ก็คือ นโยบายเศรษฐกิจที่ดี และให้ความสำคัญกับเรื่องระยะยาว จะสามารถทำให้ประเทศเติบโตได้ต่อเนื่อง มีเสถียรภาพ และหลีกเลี่ยงความล่อแหลมของการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจได้ รวมทั้งทำให้ประเทศเข้มแข็งพอที่จะปรับตัวต่อผลกระทบวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากภายนอก ตรงกันข้าม ถ้านโยบายเศรษฐกิจไม่ดี หรือไม่ดีพอ ก็จะทำให้ประเทศเสียโอกาสและสร้างความเสี่ยงให้ประเทศเกิดวิกฤติเศรษฐกิจได้ รวมทั้งทำให้เศรษฐกิจต้องปรับตัวมาก หรืออาจมีปัญหาตามมาจากวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นภายนอก

ตัวอย่างที่เห็นชัดขณะนี้เกี่ยวกับความสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจและวิกฤติเศรษฐกิจ ก็คือ การแก้ไขปัญหาของประเทศกรีซ ปัญหาแท้จริงของกรีซ ก็คือ ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศกรีซที่ลดลง หลังจากกรีซเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป เพราะค่าเงินยูโรแข็งเกินความสามารถของเศรษฐกิจกรีซที่จะแข่งขันได้ เมื่อแข่งขันไม่ได้ การขยายตัวทางเศรษฐกิจกรีซก็ลดลง ทำให้รัฐบาลกรีซมีภาระมากที่จะต้องอุ้มเศรษฐกิจและดูแลความเป็นอยู่ของคนในประเทศ โดยเพิ่มการใช้จ่ายด้านการคลัง ทำให้กรีซต้องขาดดุลการคลังมาก และมีหนี้สาธารณะในระดับสูง

พอวิกฤติเศรษฐกิจโลกเกิดขึ้นปี 2007 เศรษฐกิจกรีซก็ถูกกระทบ การขยายตัวลดลง กระทบความสามารถในการหารายได้ของรัฐบาล และกระทบความสามารถในการชำระหนี้ จนต้องเข้าโปรแกรมช่วยเหลือของไอเอ็มเอฟเมื่อปีที่แล้ว ผ่านมาหนึ่งปี ความสามารถในการชำระหนี้ของกรีซก็ไม่ดีขึ้น และถ้าไม่ให้เงินช่วยเหลือต่อ ประเทศกรีซก็อาจจะไม่มีเงินชำระหนี้ ทำให้หลายฝ่ายมองว่าถึงจุดนี้ อาจจำเป็นที่กรีซต้องปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้ภาระชำระหนี้ของรัฐบาลกรีกลดลงมาในระดับที่สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของประเทศที่ลดลง แต่ประเด็นนี้ ไม่เป็นที่ยอมรับจากผู้ทำนโยบายในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป โดยเฉพาะประเทศใหญ่ที่ไม่ต้องการให้มีการปรับโครงสร้างหนี้ เพราะเกรงจะกระทบฐานะทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ในประเทศของตน ที่ถือตราสารหนี้ของรัฐบาลกรีกไว้มาก จึงยืนยันที่จะให้กรีซลดการใช้จ่าย หรือประหยัดมากขึ้น เพื่อแลกกับการให้กู้เพิ่มเพื่อชำระหนี้ แต่เงื่อนไขดังกล่าวประชาชนชาวกรีกไม่เห็นด้วย เพราะต้องปรับตัวมาก จึงได้ออกมาต่อต้าน โดยมองว่า ที่ประเทศต้องเดือดร้อนมาก ก็เพราะประเทศใหญ่ในยุโรปไม่ยอมให้กรีซปรับโครงสร้างหนี้ เพราะไม่ต้องการให้สถาบันการเงินยุโรปขาดทุน และเกิดปัญหา

ดังนั้น สถานการณ์ในกรีซจะจบอย่างไร เป็นเรื่องของทางเลือกด้านนโยบายที่จะเกิดขึ้น ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์จำนวนไม่น้อยมองว่า การปรับโครงสร้างหนี้อาจเป็นทางเลือกที่หนีไม่ได้ แต่ถ้านโยบายยังยืนยันแนวทางเดิมต่อไป ปัญหาใหญ่กว่าก็อาจตามมา ถ้าประชาชนชาวกรีกเลิกที่จะเชื่อถือในระบบเงินยูโร

ในกรณีของประเทศไทย การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ ถือเป็นจุดแข็งของเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด โดยเฉพาะในช่วงแรกของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ช่วงปี 1960’s ซึ่งนโยบายเศรษฐกิจที่ออกมาดีขณะนั้น เป็นผลผลิตโดยตรงจากความเข้มแข็งของประเทศที่เรามีอยู่ขณะนั้นในสามด้าน นั่นก็คือ ความมีเสถียรภาพทางการเมือง ระบบข้าราชการประจำที่เข้มแข็ง และภาคเอกชนที่มีความสามารถ แต่ยี่สิบปีให้หลัง ความเข้มแข็งในทั้งสามด้านนี้ ได้อ่อนล้าลงเป็นลำดับ โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงปี 1980’s ที่กระแสโลกาภิวัตน์ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ในระบบเศรษฐกิจ ในการจัดสรรทรัพยากรเศรษฐกิจ พร้อมกับระบบการเมืองในประเทศเอง ที่เป็นระบบเปิดมากขึ้น ทำให้การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ เริ่มมีนัยของผลประโยชน์ระดับกลุ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง มากกว่าผลประโยชน์ระดับรวมของประเทศ และแนวโน้มลักษณะนี้ก็ได้รุนแรงขึ้นเป็นลำดับจนถึงปัจจุบัน

ผลที่ตามมาจากความเข้มแข็งของนโยบายเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง ก็คือ การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ที่ขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 4.1 ต่อปี เป็นอัตราที่ต่ำกว่าศักยภาพที่เศรษฐกิจไทยสามารถทำได้ ขณะที่ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และปัญหาการกระจายรายได้ในประเทศ ไม่มีแนวโน้มดีขึ้น ในปี 2009 รายได้ประชาชาติของเรา เฉลี่ยต่อคนต่อปี ยังต่ำกว่าสี่พันดอลลาร์ ซึ่งเป็นเส้นแบ่งระหว่างประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำ กับประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง ทำให้ประเทศไทยในปี 2009 ยังเป็นประเทศเดียวในบรรดาเศรษฐกิจสี่เสือเอเชียเดิม คือ เกาหลี ไต้หวัน มาเลเซีย และไทย ที่ยังเป็นประเทศในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำ ขณะที่อีกสามประเทศได้ก้าวข้ามไปเป็นประเทศรายได้สูง หรือประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงแล้ว

ที่สำคัญ ถ้าเรามองเฉพาะกรุงเทพฯ และจังหวัดชายฝั่งทะเลตะวันออก รายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีของเราในพื้นที่เหล่านี้ได้ก้าวไปสู่ระดับของประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง หรือประเทศรายได้สูงแล้ว แต่ที่ระดับรวมของทั้งประเทศยังไปไม่ถึงสี่พันดอลลาร์ต่อคนต่อปี ก็เพราะเรามีปัญหามากในเรื่องการกระจายรายได้ และโอกาสทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับ และควรต้องมีนโยบายแก้ไข เพราะถ้าไม่แก้ไข เศรษฐกิจไทยก็จะไม่สามารถก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงได้

ดังนั้น การนำพาประเทศให้เดินผ่านจากจุดปัจจุบันไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง เทียบเคียงได้กับเกาหลี ไต้หวัน และสิงคโปร์ จึงเป็นโจทย์เศรษฐกิจที่สำคัญของเราในระยะสิบ ยี่สิบปีข้างหน้า เพื่อให้คนในประเทศมีโอกาส และมีความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจดี ทัดเทียมกับประเทศอื่นๆ สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ แต่ต้องการความจริงจังของผู้ทำนโยบายที่จะผลักดันการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น ที่ผ่านมา ความจริงจังยังไม่ปรากฏ สะท้อนได้จาก ปัญหาการกระจายรายได้ ปัญหาคอร์รัปชัน และความไม่เข้มแข็งของการบังคับใช้ระบบกฎหมาย ที่นับวันจะเป็นข้อจำกัดมากขึ้น จนเป็นความปกติใหม่ของสังคมเศรษฐกิจไทย สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่แก้ไขก็จะลดทอนโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ และลดทอนโอกาสของคนไทยทุกคนในระยะยาว

ดังนั้น อนาคตเศรษฐกิจไทยในช่วงยี่สิบปีข้างหน้า จะขึ้นอยู่อย่างสำคัญกับนโยบายเศรษฐกิจที่เราทำวันนี้ และข้อมูลอันหนึ่งที่ผมได้รับรู้จากการประชุม เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ก็คือ ในช่วงสิบปีข้างหน้า มีโอกาสสูงมากที่อัตราการเติบโตสุทธิของประชากรประเทศไทยจะเท่ากับศูนย์ คือ ไม่มีการขยายเพิ่ม ซึ่งหมายความว่า เราจะแปรสภาพจากประเทศที่เคยมีแรงงานส่วนเกิน เป็นประเทศที่ขาดแรงงาน ประเด็นนี้จะทำให้โจทย์ของการก้าวข้ามไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูง จะยิ่งยากมากขึ้น เพราะปัญหาเรื่องคุณภาพของแรงงาน และภาระของประชากรสูงวัยที่จะตามมา ดังนั้น นโยบายเศรษฐกิจวันนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมองไปข้างหน้าและมองยาว

วันนี้ขอแค่นี้ก่อน พบกันใหม่วันจันทร์หน้าครับ