หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ทฤษฎีราคา และโครงสร้างตลาดว่าด้วย การจัดการเงินเฟ้อ และสินค้าขาดแคลน

อนุสรณ์ ธรรมใจ กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 04 มีนาคม พ.ศ. 2554

เป้าหมายสำคัญประการหนึ่งของการบริหารเศรษฐกิจ คือ การรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจด้วยการดูแลให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับเหมาะสม และเสถียรภาพราคาไม่ผันผวนมากเกินไป

เสถียรภาพราคาโดยเฉพาะราคาอาหารนั้น ส่งผลอย่างยิ่งต่อ ความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมือง

อาหารแพง แต่รายได้ไม่เพิ่มขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อครอบครัวของผู้มีรายได้น้อยอย่างยิ่ง เพราะกลุ่มคนผู้มีรายได้น้อยมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายทางด้านอาหารมากกว่า 70% ของรายได้

รัฐบาลส่วนใหญ่มักแก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้วยการควบคุมราคาหรือตรึงราคาเอาไว้ หากการตรึงราคาฝืนกลไกราคาหรือตลาดมากเกินไป ก็จะเกิดภาวะสินค้าขาดแคลนเพราะไม่มีพ่อค้าคนไหนต้องการผลิตหรือขายสินค้าต่ำกว่าต้นทุน สร้างแรงจูงใจให้เกิดการกักตุนและเก็งกำไร เพราะทุกคนจะเก็งว่า ราคาจะปรับขึ้นในอนาคตราคาที่กำหนดอยู่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง พฤติกรรมเหล่านี้จะเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายเพราะมีผลประโยชน์ (กำไรเกินปรกติ) อันเกิดจากความผิดพลาดในการจัดการเงินเฟ้อของรัฐบาล (ไม่เกี่ยวกับบทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย) รัฐบาลจะใช้วิธีสั่งการให้กรมการค้าภายใน หรือดีเอสไอ ไปไล่จับพ่อค้าอย่างไรก็จับกันไม่หมด แถมจะยังก่อให้เกิดการทุจริตอันเนื่องจากการใช้ดุลยพินิจเพื่อให้ปฏิบัติตามกฎหมายอีก ต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมก็เกิดขึ้นโดยไม่จำเป็น

เมื่อแทรกแซงกลไกตลาดหนักเข้าด้วยการกดราคาให้ต่ำ (หวังดีเพื่อบรรเทาค่าครองชีพให้ประชาชน) ขณะที่ในตลาดโลกราคาสูงกว่ามาก ย่อมเกิดแรงจูงใจในการส่งออก (กรณีไม่มีโควตา) พอส่งออกมากเกินไปก็ไม่เพียงพอต่อการใช้หรือการบริโภคภายในประเทศ สิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นกับสินค้าเกษตรบางตัวและอีกหลายตัวในอนาคตอันใกล้ เพราะปัญหาอัตราเงินเฟ้อสูงนั้นเกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ได้เกิดขึ้นในไทยเท่านั้น กรณีของไทยนั้น เรามีแรงกดดันเงินเฟ้อน้อยกว่าหลายประเทศเพราะเราเป็นประเทศผลิตอาหาร กรณีสินค้าที่มีโควตา หากกำหนดราคาและปริมาณไม่สอดคล้องกับกลไกอุปสงค์อุปทาน ก็จะเกิดพฤติกรรมเลี่ยงกฎหมายลักลอบนำเข้าหรือส่งออก

พอแทรกแซงกลไกราคามากๆ เข้า ผู้ผลิตหรือผู้ขายก็ไม่ผลิตและไม่ขายในประเทศตามกฎของอุปทาน สินค้าก็เริ่มขาดแคลน อุปทานของสินค้า หมายถึง ปริมาณต่างๆ ของสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งที่ผู้ผลิตเต็มใจขายและขายได้ ณ ระดับราคาต่างๆ ของสินค้าชนิดนั้นๆ ส่วนกฎของอุปทาน อันเป็น กฎวิทยาศาสตร์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ ปริมาณสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งที่ผู้ผลิตเสนอขายแปรผันโดยตรงกับราคาสินค้าชนิดนั้นเสมอเมื่อกำหนดให้สิ่งอื่นคงที่ จึงไม่มีผู้ผลิตหรือผู้ขายรายใดขายของต่ำกว่าต้นทุน เกิดปัญหาการขาดแคลนสินค้าติดตามมา จนต้องหาทางแก้ด้วยการที่รัฐต้องไปหาเงินงบประมาณ เงินกองทุน มาชดเชยราคา ปัญหาการขาดแคลนจึงลดลงบ้าง แต่ก็จะสร้างภาระทางการคลังในระยะยาว

มาตราควบคุมราคาจะได้ผลก็ต่อเมื่อต้องไปบริหารจัดการต้นทุนการผลิต มากกว่า ตรึงราคาขายปลีก อันเป็นเรื่องปลายเหตุ

มาตราตรึงราคาที่ฝืนกลไกตลาดมากๆ ยังทำให้กฎแห่งอุปสงค์ไม่ทำงานตามปกติ การปรับตัวเข้าสู่ดุลยภาพทั้งราคาและปริมาณไม่เกิดขึ้น

คนย่อมมีอุปสงค์หรือความต้องการที่จะซื้อลดลงเมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้น เมื่อตัวแปรอื่นๆ คงที่ นี่คือ กฎของอุปสงค์

เมื่อตรึงราคาไว้ พฤติกรรมของคนจึงไม่เปลี่ยน ไม่มีการปรับพฤติกรรมจากกลไกราคา เช่น ราคาน้ำมันแพงมาก หรือราคาก๊าซหุงต้มแพงมาก แต่รัฐบาลอุดหนุนราคาไว้ ผู้บริโภคก็จะยังใช้โดยไม่รู้ร้อนรู้หนาวว่า ราคาน้ำมันมันแพงมาก ก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ

หากสถานการณ์น้ำมันแพงยังทอดยาวออกไป ในที่สุด รัฐจะไม่มีเงินมากพออุดหนุนชดเชยไปตลอดอาจต้องปล่อยลอยตัวแบบกะทันหัน ย่อมสร้างปัญหามากกว่า การค่อยๆ ส่งสัญญาณให้ผู้คนในระบบเศรษฐกิจรู้ว่า ราคาจะเพิ่มขึ้นในอนาคต ทุกคนก็จะเตรียมการรับมือทัน การแทรกแซงราคายังมีปัญหาอีกด้านหนึ่ง คือ การบิดเบือนการใช้ทรัพยากรซึ่ง เราก็เห็นการนำก๊าซหุงต้มมาขับเคลื่อนยานยนต์กันอยู่ มีกองทัพมดลักลอบนำ ก๊าซแอลพีจี ไปขายประเทศเพื่อนบ้านที่มีราคาสูงกว่าสามเท่าตัว

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนไม่ได้เชื่อว่า กลไกราคาหรือตลาดจะทำงานได้โดยสมบูรณ์แบบ โดยรัฐบาลไม่ต้องเข้าไปแทรกแซงหรือบริหารจัดการเลย ความล้มเหลวของกลไกตลาดเกิดขึ้นได้เสมอและมักเกิดขึ้นในตลาดสินค้าที่มีอำนาจผูกขาดหรือกึ่งผูกขาดเสมอ ในภาวะดังกล่าว บทบาทการแทรกแซงโดยรัฐ หรือการควบคุมราคามีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด

การจะใช้มาตรการแบบไหนกับสินค้าประเภทไหน จึงต้องวิเคราะห์หาข้อเท็จจริงว่า จริงๆ แล้ว สินค้าประเภทนั้นหรือธุรกิจอุตสาหกรรมนั้นมีโครงสร้างตลาดแบบไหนกันแน่

การที่มีข่าวว่า มีกลุ่มคนหาประโยชน์จากการกักตุนหรือการเก็งกำไรได้ ก็เพราะโครงสร้างตลาดมันไม่มีการแข่งขันโดยสมบูรณ์ เพราะในตลาดแข่งขันสมบูรณ์มันจะเกิดสภาพที่เรียกว่า Price Taker คือ ผู้ซื้อผู้ขายกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะกำหนดราคาและปริมาณ เพื่อแสวงกำไรส่วนเกินไม่ได้ ราคาจะขึ้นกับกลไกตลาดอันเป็นผลจากการทำงานของกฎแห่งอุปสงค์และอุปทาน

โครงสร้างตลาดมีหลายประเภท เริ่มตั้งแต่โครงสร้างตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (Perfect Competition Market) ตลาดผู้ขายน้อยราย (Oligopoly) ตลาดกึ่งแข่งกึ่งผูกขาด (Monopolistic Competition) และตลาดผูกขาด (Monopoly Market)

ความจริงแล้ว ตลาดของสินค้าเกษตรและอาหาร ต้องมีโครงสร้างตลาดแบบแข่งขันสมบูรณ์ เพราะเป็นสินค้าจำเป็นพื้นฐานของทุกชีวิต ลักษณะสำคัญของตลาดแข่งขันสมบูรณ์นั้นมี 4 ประการ คือ 1. จำนวนผู้ซื้อและผู้ขายมากรายและมีขนาดเล็ก (Many Buyers and Sellers) ตลาดประเภทนี้มีผู้ซื้อจำนวนมากซึ่งผู้ซื้อแต่ละรายเป็นเพียงผู้ซื้อรายย่อยๆ เมื่อเทียบกับปริมาณซื้อสินค้าทั้งหมดในตลาด ในขณะเดียวกัน ผู้ขายแต่ละรายก็เป็นผู้ขายรายเล็กๆ เช่นเดียวกัน ที่มียอดขายเป็นสัดส่วนเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปริมาณขายสินค้าทั้งหมดในตลาด

2. สินค้าที่ซื้อขายกันมีลักษณะและคุณภาพเหมือนกันทุกประการ (Identical Product) สินค้าประเภทต่างๆ ในสายตาของผู้ซื้อ ไม่ว่าจะซื้อจากผู้ขายรายใดก็ไม่ทำให้เกิดความรู้สึกแตกต่างกันทั้งในแง่รูปร่างลักษณะและประโยชน์การใช้สอย ตราบใดที่ผู้ขายขายสินค้านั้นตามราคาตลาด แต่ถ้าผู้ขายรายใดขึ้นราคาสินค้าสูงกว่าราคาตลาด จะไม่มีผู้ซื้อสินค้านั้นเลยเนื่องจากผู้ซื้อจะไปซื้อจากผู้ขายรายอื่น เพราะสินค้าเหมือนกันทุกประการและทดแทนกันได้อย่างสมบูรณ์

3. ผู้ขายแต่ละรายมีอิสรเสรีในการเข้าหรือออกจากตลาด (Freely Enter or Exit) ตลาดประเภทนี้ไม่มีข้อจำกัดหรือข้อกีดขวางใดๆ ในการเข้ามาประกอบกิจการของผู้ขายรายใหม่ 4. ผู้ซื้อและผู้ขายมีความรอบรู้ข่าวสารและข้อมูลการตลาดอย่างสมบูรณ์ (Perfect Knowledge) ตลาดประเภทนี้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายทราบรายละเอียดเกี่ยวกับราคาสินค้า ต้นทุนการผลิต และคุณภาพสินค้าเท่าเทียมกันทุกประการ และไม่เสียค่าใช้จ่ายในการได้ข่าวสารข้อมูลแต่อย่างใด เช่น ผู้ขายรายใดรายหนึ่งขึ้นราคาสินค้าหรือขายสินค้าสูงกว่าผู้ขายรายอื่น ผู้ซื้อทุกคนจะทราบได้ทันทีและไม่ซื้อสินค้าจากผู้ขายรายนั้น หรือถ้าราคาสินค้าประเภทเดียวกันในตลาดแห่งหนึ่งสูงกว่าในตลาดอีกแห่งหนึ่ง ผู้ขายสินค้านั้นทุกคนก็จะทราบทันทีเช่นเดียวกัน และจะนำสินค้าของตนไปขายในตลาดแห่งนั้น

ในตลาดแข่งขันสมบูรณ์นั้น หน่วยผลิตมีการจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ หน่วยผลิตมีการจัดสรรทรัพยากรการผลิตด้วยวิธีการที่ดีที่สุด และมีต้นทุนการผลิตต่ำที่สุด ผู้ขายหรือผู้ผลิตสามารถกระจายสินค้าต่างๆ ไปยังผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีสินค้าให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อตามความต้องการของผู้บริโภค ตรงข้ามกับตลาดผูกขาดหรือตลาดกึ่งผูกขาดหรือผู้ขายน้อยราย หน่วยผลิตในตลาดผูกขาดสามารถกำหนดราคาขายสินค้าของตนเองได้ (Price Maker) โดยการเปลี่ยนแปลงปริมาณสินค้าตามลักษณะของเส้นอุปสงค์ที่หน่วยผลิตเผชิญอยู่ กล่าวคือ เมื่อหน่วยผลิตกำหนดราคาสินค้าตลาดจะเป็นตัวกำหนดปริมาณขายสินค้า และจะกำหนดราคาไว้สูงกว่า ต้นทุนเพิ่ม (Price > Marginal Cost) อีกทั้งกำหนดปริมาณขายเพื่อให้ได้รับกำไรสูงสุด ณ จุดที่ Marginal Cost = Marginal Revenue ตลาดผูกขาดมีข้อที่แตกต่างไปจากตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ก็คือ ราคาสินค้าในตลาดผูกขาดจะอยู่สูงกว่า Marginal Cost เสมอ (Price > Marginal Cost) ในขณะที่ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ Price = Marginal Cost ฉะนั้น เมื่อพิจารณาในด้านผู้บริโภค การที่ผู้ผูกขาดกำหนดราคาไว้สูงเป็นสิ่งที่ไม่ต้องการ แต่ในด้านผู้ผูกขาดการกำหนดราคาไว้สูงเป็นสิ่งที่ต้องการ ทำให้เกิดผลที่ตามมา คือ "ผลประโยชน์ของสังคมสูญเสียไป" (Deadweight Loss) กล่าวคือ ปริมาณขายสินค้าในตลาดน้อยกว่าปริมาณสินค้าที่สังคมต้องการ (ปริมาณขายสินค้าในตลาดผูกขาด น้อยกว่า ปริมาณขายสินค้าในตลาดแข่ง ขันสมบูรณ์ และราคาสินค้าในตลาดผูกขาด สูงกว่า ในตลาดแข่งขันสมบูรณ์)

สินค้าหลายตัวในระบบเศรษฐกิจดูเหมือนว่าอยู่ในตลาดที่มีการแข่งขันแต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น มีอำนาจการผูกขาดและกึ่งผูกขาดทั้งในโครงสร้างตลาดและการผลิต อย่างเช่น อำนาจกึ่งผูกขาดเกิดขึ้นในตลาดสินค้าเกษตรเพราะการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) รวมทั้งการรวมตัวฮั้วราคากันในบางกรณีตลอด

ระยะเวลาของการเติบโตและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การกระจายตัวของความมั่งคั่งและรายได้จึงไม่สูงนัก