หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
คิดเป็น เห็นต่าง เรื่อง สิ่งที่หายไปจากสังคมเศรษฐกิจไทย

คอลัมน์ ระดมสมอง โดย ดร.บัณฑิต นิจถาวร ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4290

จะว่าช็อกกันทั้งเมืองก็ว่าได้ เมื่ออ่านข่าวผลสำรวจของเอแบคโพลล์ ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 6 เดือนนี้ ที่สำรวจ จากกลุ่มตัวอย่าง 3,971 คน จาก 28 จังหวัดทั่วประเทศที่สรุปว่า สังคมยอมรับรัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่น แต่ทำให้ประเทศชาติรุ่งเรือง ประชาชนกินดีอยู่ดี ตัวเองได้ประโยชน์ ทัศนคติดังกล่าว เป็นอันตรายต่อการสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศชาติในอนาคต แต่ที่น่าเป็นห่วงมากกว่า ก็คือทัศนคตินี้เป็นทัศนคติส่วนใหญ่ คือกว่าร้อยละ 64 ของผู้ตอบคำถาม และเป็นทัศนคติ ส่วนใหญ่ของผู้ตอบคำถามที่อยู่ในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ควรจะชี้นำให้สังคมทำในสิ่งที่ถูกต้องได้

ในทางกฎหมาย คอร์รัปชั่นเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย แต่ที่ปัญหารุนแรงขึ้นก็เพราะเรามีระบบการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เข้มแข็งพอ ในทางเศรษฐศาสตร์ การบังคับใช้กฎหมาย เป็นแรงจูงใจ ทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด ทำให้คนในประเทศเก็บออม และลงทุน เพราะมั่นใจว่า สิ่งที่หามาได้จากการลงทุน จะไม่ถูกแย่งชิงไปอย่างไม่ถูกต้อง อันนี้เป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ดังนั้น ความเข้มแข็งของการบังคับใช้กฎหมาย จึงเป็นปัจจัยสำคัญ ในการสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับระบบเศรษฐกิจและประเทศ

ปัญหาคอร์รัปชั่นในประเทศเราที่มีมากขึ้นนั้น ผมมีข้อสรุปว่า เป็นผลส่วนหนึ่งจากสิ่งที่เคยเป็นความเข้มแข็งของสังคมไทยในอดีตที่ได้ขาดหายไป โดยเฉพาะในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ทำให้คอร์รัปชั่นในสังคมมีมากขึ้น และการแก้ไขทางหนึ่ง ก็คือการนำความเข้มแข็งในอดีตที่หายไปนั้นกลับคืนมา

เมื่อคิดเป็น เห็นต่าง ก็คงต้องอธิบาย อยากจะเริ่ม โดยย้อนไปดูเศรษฐกิจไทยในช่วงห้าสิบปีที่ผ่านมาว่า อะไรเป็น ส่วนที่หายไปในสังคมเศรษฐกิจไทย

ประเทศไทยเข้าสู่การพัฒนาสมัยใหม่ตั้งแต่ปี 2503 ที่เรามีแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรก ในช่วงยี่สิบปีแรก ของการพัฒนา ต้องถือว่าเป็นยุคทองของเศรษฐกิจ เพราะเศรษฐกิจขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ขับเคลื่อนโดยการส่งออก และการลงทุนด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานของภาครัฐ ความสำเร็จของเศรษฐกิจในช่วงนี้ เป็นผล อย่างสำคัญของความเข้มแข็งในสังคมเศรษฐกิจไทยที่เรามีพร้อมในขณะนั้น ทั้งสามด้าน คือความมีเสถียรภาพ ทางการเมือง ระบบข้าราชการประจำที่เข้มแข็ง และภาคเอกชนที่มีความสามารถ ความเข้มแข็ง

ในทั้งสามด้านนี้ มีบทบาทต่อเนื่อง ในการผลักดันเศรษฐกิจในช่วงอีกยี่สิบปีต่อมา ซึ่งเป็นช่วงที่ เศรษฐกิจต้องปรับตัวมากต่อระบบเศรษฐกิจการเงินโลก ในยุคโลกาภิวัตน์ ทั้งในแง่การค้า การลงทุน และการไหลเข้าออกของเงินทุนต่างประเทศ ในช่วงนี้ถึงแม้การขยายตัวของเศรษฐกิจจะน่าพอใจ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ความเข้มแข็งในทั้งสามด้าน เริ่มถูกท้าทายจากกระแสโลกาภิวัตน์ และจากระบบการเมืองในประเทศที่เปิดกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะหลัง ปี 2530 ทำให้เศรษฐกิจขาดความพร้อมที่จะปรับตัว ต่อกระแสโลกาภิวัตน์ ทั้งในแง่ความเข้มแข็งของสถาบันเศรษฐกิจ และความยืดหยุ่นของกลไกนโยบาย ผลที่ตามมาก็คือการเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจที่รุนแรงในปี 2540 เมื่อเงินทุนต่างประเทศที่เคยไหลเข้า และช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตเปลี่ยนเป็นการไหลออกอย่างฉับพลันและรุนแรง

แต่ปัญหาคอร์รัปชั่นและปัญหาการบังคับใช้กฎหมายได้เพิ่มมากขึ้นในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้เอง คือตั้งแต่ปี 2543 ที่ข้อมูลเศรษฐกิจชี้ชัดว่า คอร์รัปชั่นมีแนวโน้มสูงขึ้น ความเหลื่อมล้ำในระบบเศรษฐกิจทรงตัวในระดับสูง ความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง ในขณะที่ความสามารถของประชาชนที่จะปรับตัว หรือดูแลตัวเองจากปัญหาเศรษฐกิจก็ลดลง เห็นได้จากสัดส่วนเงินอุดหนุน และเงินโอนที่รัฐบาลจัดสรรให้แก่ภาคเอกชนในงบประมาณประจำปีได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12.4 ในปี 2543 เป็นร้อยละ 19.9 ในปี 2553 สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2543 จนถึงปัจจุบัน

แต่ที่สำคัญและเป็นสิ่งที่ผมเขียนถึงวันนี้ก็คือ ความเข้มแข็งในทั้งสามด้านที่เคยเป็นปัจจัยสนับสนุนความสำเร็จทางเศรษฐกิจของไทยในอดีต ก็ได้หายไปเช่นกันในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เปลี่ยนเป็นประเทศที่ไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง และระบบราชการที่เข้มแข็ง และภาคธุรกิจที่มีความสามารถ บางส่วนได้ถูกทดแทนโดยวงจรเกื้อหนุน และพึ่งพากันระหว่างภาคการเมือง ภาคราชการ และภาคธุรกิจ ที่ภาคการเมืองพึ่งพาภาคธุรกิจ ในแง่ทุนทรัพย์ ภาคธุรกิจพึ่งพาภาคราชการในแง่งาน และการบังคับใช้กฎหมาย ในขณะที่ภาคราชการพึ่งพาภาคการเมืองในแง่งบประมาณ และตำแหน่งหน้าที่ การทำงานของวงจร นี้ ไม่เจาะจงเฉพาะตัวบุคคล หรือพรรคการเมือง แต่ได้กลายเป็นระบบปกติใหม่ของสังคมไทย ที่นับวันจะเป็นอันตราย ต่ออนาคตเศรษฐกิจของประเทศ

มองในแง่นี้ ผลสำรวจของเอแบคโพลล์ที่ออกมาก็ได้ช่วยชี้ว่า ความรุนแรงของปัญหาได้พัฒนามาถึงจุดที่ คนไทยเริ่มถอดใจในเรื่องความถูกต้อง และหันมามองประโยชน์ของตนเป็น ที่ตั้ง

ที่ผมเขียนเรื่องนี้วันนี้ ก็เพราะไม่อยากให้เราถอดใจ การสร้างความเข้มแข็งที่เคยมีอยู่ในสังคมไทยในทั้ง สามด้านให้กลับคืนมา ยังอยู่ในวิสัยที่เราสามารถทำได้ เพราะเป็นสิ่งที่เราเคยมีมาก่อนในอดีต และจุดเริ่มต้นที่ทุกคนจะทำได้ในเรื่องนี้ ก็คือทำหน้าที่ของ ตัวเองให้ดีที่สุด จึงขอให้กำลังใจกับคนที่ท้อแท้ ว่าอย่าหมดใจ ผมมั่นใจว่ามีคนไทยอีกจำนวนมากที่ไม่ท้อแท้ และกำลังพยายามแก้ไขปัญหาอยู่

หน้า 36