หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ธุรกิจขนาดย่อย (ยับ)

ดร.ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2553

แนวคิดด้านการพัฒนาเศรษฐกิจแนวคิดหนึ่ง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสังคมโลกส่วนใหญ่ ได้แก่ การส่งเสริมการทำธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งอาจเรียกว่าขนาดย่อยก็ได้ มูหัมหมัด ยูนุส ชาวบังกลาเทศ ผู้เป็นหัวหอกของความเคลื่อนไหวในการสนับสนุนทางเงินทุนแก่ผู้ต้องการทำธุรกิจขนาดเล็กได้รับการยอมรับนับถือทั่วโลกถึงกับได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปี 2549

ธุรกิจขนาดย่อยได้รับการสนับสนุนด้วยเหตุปัจจัยหลายอย่าง รวมทั้ง 1. การทำธุรกิจจำพวกนี้มีความสามารถในการบ่มเพาะผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นฐานสำคัญยิ่งของเศรษฐกิจระบบตลาดเสรี เนื่องจากผู้ประกอบการจะต้องทำงานด้านต่างๆ เองเป็นส่วนใหญ่ มันจึงทำให้เขาฝึกฝนงานหลายด้าน ซึ่งผู้ประกอบการควรมีความเชี่ยวชาญในระดับหนึ่ง 2. เนื่องจากธุรกิจขนาดเล็กใช้ทุนและทรัพยากรไม่มากนัก หากมันล้มละลาย ความเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวมย่อมอยู่ในวงจำกัด 3 การเป็นผู้ประกอบการมีความเป็นอิสระสูง ซึ่งอาจเหมาะสมกับสภาพของสังคมบางแห่งและอาชีพบางอย่าง 4. ปัจจัยนี้อาจไม่ค่อยมีผู้นึกถึงกันมากนัก นั่นคือ หากธุรกิจอยู่ได้ มันให้ความยืดหยุ่นแก่ผู้ประกอบการว่าจะขยายต่อไป หรือหยุดไว้ ณ จุดใดจุดหนึ่งเมื่อเขารู้สึกว่าน่าจะมีรายได้เพียงพอแก่ความจำเป็นของเขาแล้ว 5. การที่ผู้ประกอบการเป็นเจ้าของกิจการมักนำไปสู่ความความทุ่มเท ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพของสังคม และ 6. การทำธุรกิจจำพวกนี้มีผลพลอยได้ในการดูดซับแรงงาน และป้องกันการว่างงานในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม การทำธุรกิจขนาดย่อยมีความเสี่ยงต่อความล้มเหลวสูงมาก แม้จะเป็นธุรกิจที่มักเริ่มง่ายและใช้เงินลงทุนเพียงเล็กน้อย ในสหรัฐอเมริกา ข้อมูลบ่งว่าเกินกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจจำพวกนี้ต้องล้มเลิกไปภายใน 4 ปี และราว 65 เปอร์เซ็นต์อยู่ได้ไม่ครบ 7 ปี ยกเว้นในกรณีของกลุ่มอามิช ซึ่งเป็นชาวอเมริกันกลุ่มเล็กๆ ที่ไม่ยอมใช้เทคโนโลยีร่วมสมัย อาทิเช่น พวกเขาไม่ใช้ไฟฟ้าและโทรศัพท์ในบ้าน ไม่ใช้เครื่องจักรกลจำพวกรถยนต์และรถไถนา หากยังใช้ม้าลากรถและลากไถ ยิ่งกว่านั้นพวกเขายังไม่ยอมให้ลูกหลานมีการศึกษาในโรงเรียนเกินระดับชั้นมัธยมปีที่ 2 ของเมืองไทยอีกด้วย ข้อมูลบ่งว่า ธุรกิจของกลุ่มอามิชถึง 95% อยู่ได้หลังเวลาผ่านไป 5 ปี (เรื่องการดำเนินชีวิตของชาวอามิชมีอยู่ในหนังสือชื่อ "อเมริกาที่ยังใช้ม้าเทียมไถ" ส่วนเคล็ดลับในการทำธุรกิจของพวกเขามีอยู่ใน Success Made Simple : An Inside Look at Why Amish Businesses Thrive โดย Erik Wesner)

สำหรับในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมีความก้าวหน้าในระดับกลางเช่นเมืองไทย ธุรกิจขนาดย่อยมักมีอยู่ทั่วไปมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่อยู่แล้ว ตัวอย่างมีหลากหลาย จากการค้าหาบเร่และบนรถใสไปจนถึงร้านทำผม ร้านตัดเย็บเสื้อผ้า ร้านอาหาร การทำไร่ทำนามาตั้งแต่ดั้งเดิม และธุรกิจในครอบครัวจำพวกร้านค้าคูหาเดียว รัฐบาลมีนโยบายในการสนับสนุนธุรกิจขนาดย่อยมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะหลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปี 2540 และปี 2551 รัฐบาลได้ใช้มาตรการกระตุ้นอย่างเข้มข้น จนเป็นที่น่าสังเกตสองครั้งใหญ่ๆ ได้แก่ โครงการหนึ่งผลิตตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ซึ่งรวมทั้งกองทุนหมู่บ้านและการแปลงทรัพย์สินเป็นทุนเริ่มจากปี 2544 และการสนับสนุนต้นกล้าอาชีพเริ่มจากปี 2552

โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ทำกันอย่างเอิกเกริก แต่ผลได้ไม่คุ้มต้นทุนที่รัฐบาลลงไปเพราะกิจการใหม่ส่วนใหญ่ล้มเหลวไปในเวลาอันสั้น ส่วนผลิตภัณฑ์และผู้ประกอบการที่อยู่ได้มักมาจากธุรกิจที่มีอยู่ก่อนแล้ว ความล้มเหลวเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง อาทิเช่น คุณภาพของผลิตภัณฑ์ไม่ได้มาตรฐาน การขาดการศึกษาว่ามีตลาดรองรับหรือไม่และการขาดการสนับสนุนด้านเทคนิคจากผู้ที่มีความรู้ความสามารถจริงๆ ส่วนเรื่องกองทุนหมู่บ้านนั้น แม้จะเป็นโครงการที่ดีแต่ก็มีปัญหาจากการเล็งผลเลิศทางการเมือง การแฝงประโยชน์ทางธุรกิจของผู้นำทางการเมือง การขาดการสนับสนุนการประเมินโครงการในการนำเงินไปลงทุน และความฉ้อฉลของคนที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการ สำหรับการแปลงทรัพย์เป็นทุนล้มเหลวอย่างน่าอดสู เพราะฐานความคิดวางอยู่บนหลักเศรษฐกิจที่ง่อนแง่น (บทที่ 9 ของหนังสือเรื่อง "คิดนอกคอก ทำนอกคัมภีร์" มีคำอธิบาย หรือจะดูเรื่อง "จับความลี้ลับของทุน" ในเว็บไซต์ www.sawaiboonma.com ก็ได้)

สำหรับการสนับสนุนต้นกล้าอาชีพหลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกปี 2551 นั้น อาจมองได้ว่าเป็นโครงการในแนวเดียวกันกับการสนับสนุนให้เกิดผู้ประกอบการใหม่หลังปี 2544 โครงการนี้อาจมีผลดีอยู่บ้างโดยเฉพาะในด้านการลดการว่างงานเฉพาะหน้า แต่มันกำลังสร้างปัญหาใหญ่หลวง อาทิเช่น การลดการว่างงานนั้นเป็นภาพลวงตามากกว่าจะเป็นการลดอย่างแท้จริง เนื่องจากผู้ประกอบการใหม่จะคล้ายผู้ที่กระโดดเข้าไปร่วมโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์จำพวกการทำน้ำพริก สุราพื้นบ้านและร้านอาหารตามเพิงข้างถนน นั่นคือ ไม่ได้ศึกษาเรื่องตลาดมาก่อน

การตั้งร้านค้าชั่วคราวตามหน้าศูนย์การค้าและตามทางเท้าทั่วไปมองได้ว่าเป็นการบ่มเพาะความมักง่ายและความไร้ระเบียบในสังคม ธุรกิจจำพวกนี้ส่วนใหญ่จะล้มเหลวส่งผลร้ายตามมารวมทั้งปัญหาหนี้นอกระบบด้วย ยิ่งกว่านั้น ผู้ทำร้านค้าจำพวกนี้มักไม่ยินดีที่จะรับงานตามโรงงานเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว เพราะยังหลงผิดคิดว่าตัวเองจะประสบผลสำเร็จ เมื่อโรงงานและธุรกิจขนาดใหญ่ไม่สามารถจ้างแรงงานไทยได้อย่างเพียงพอ พวกเขาก็จ้างคนงานจากต่างประเทศ ซึ่งสร้างปัญหาตามมาไม่ว่าจะเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นแก่ระบบการรักษาพยาบาลที่มีทรัพยากรจำกัดอยู่แล้ว หรือปฏิกูลอันเกิดจากการบริโภคของพวกเขาที่สังคมเราจะต้องเสียทรัพย์เพื่อกำจัด ผลสุดท้ายต้นกล้าอาชีพก็จะตาย และกลายเป็นปัญหาของสังคม ฉะนั้น รัฐบาลที่มีความรับผิดชอบจะต้องมองให้เห็นประเด็นนี้ และมีมาตรการแก้ปัญหาอย่างเหมาะสมก่อนที่สังคมจะพลอยย่อยยับไปกับธุรกิจขนาดย่อยเหล่านั้นด้วย