หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
คะแนน PISA กับความไม่เท่าเทียมกันของคุณภาพการศึกษาไทย

เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

อีกสองอาทิตย์องค์กรความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ เรียกกันย่อๆ ว่า OECD จะเผยแพร่ผลการประเมินความสามารถของนักเรียนในช่วงอายุ 15 ปี ของประเทศสมาชิกของ OECD และประเทศที่ไม่ใช่สมาชิก แต่เข้าร่วมโครงการนี้ ซึ่งรวมถึงประเทศไทย

การทดสอบนี้ชื่อว่า PISA ย่อมาจาก Programme for International Student Assessment มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินว่าระบบการศึกษาของแต่ละประเทศสามารถเตรียมความพร้อมด้านการศึกษาให้กับเยาวชนในประเทศมากน้อยแค่ไหน โดยวัดจากทักษะสามด้าน คือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจและเกี่ยวพันกับทิศทางการปฏิรูปการศึกษาในบ้านเรา คือ ความแตกต่างของคุณภาพการศึกษา การปฏิรูปการศึกษาที่สำเร็จสมบูรณ์โดยแท้จริง ไม่ได้ประเมินจากคะแนนเฉลี่ยที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่ต้องประเมินจากความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนที่อยู่ในเขตที่ได้คะแนนสูงที่สุดเทียบกับค่าเฉลี่ยของประเทศ และค่าเฉลี่ยของเขตที่ได้คะแนนเฉลี่ยต่ำที่สุดควบคู่ไปด้วย

การเก็บข้อมูลของ PISA ในปี 2006 มีการแบ่งประเทศไทยออกเป็น 12 เขตด้วย ตอนที่เขียนบทความนี้ ผู้เขียนไม่สามารถหาข้อมูลได้ ว่า การแบ่งเขตในการเก็บข้อมูลของประเทศไทยเป็นอย่างไร เพราะข้อมูลดิบที่ผู้เขียนใช้ บอกแค่รหัสของเขตทั้ง 12 เขตนี้ แต่ในบางประเทศ การแบ่งเขตจะมีการระบุชัดเจน เช่น ข้อมูลของประเทศออสเตรเลีย มีการแย่งเขตตามรัฐ รหัสของเขตจึงเป็นชื่อย่อของรัฐ ทำให้สามารถเปรียบเทียบได้ง่าย อย่างไรก็ตาม สำหรับบทความนี้ รายละเอียดของเขตไม่ใช่สาระสำคัญ ประเด็นอยู่ที่คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนในแต่ละเขต

จากรูปที่แสดงไว้ ทำการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนในเขตที่ได้รับคะแนนสูงสุด กับคะแนนเฉลี่ยของประเทศ และคะแนนเฉลี่ยของเขตที่ได้คะแนนต่ำสุด โดยภาพรวมแล้ว ค่าเฉลี่ยของคะแนน PISA ทั้งสามด้านของนักเรียนในเขตที่ได้คะแนนสูงสุด สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนในเขตที่ได้คะแนนต่ำสุดถึงร้อยละ 60-70 ซึ่งถือว่าแตกต่างกันค่อนข้างมาก ความแตกต่างเหล่านี้ เกิดจากสาเหตุหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นพื้นเพของครอบครัว ความพร้อมของโรงเรียน แรงจูงใจในการเรียนของนักเรียนเอง คุณภาพของครูผู้สอน ระบบการบริหารจัดการ ระบบการประเมินการทำงานที่เป็นธรรม และโครงสร้างแรงจูงใจที่เอื้อให้ครูทุ่มเทกับการสอนอย่างเต็มที่

ประเทศที่ระบบการศึกษาของเขามีความก้าวหน้า และตั้งใจจะปฏิรูปการศึกษากันอย่างจริงจัง จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเก็บข้อมูลเหล่านี้อย่างต่อเนื่องเป็นระบบ ผู้กำหนดนโยบาย และนักวิชาการ สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ง่าย ไม่มีค่าใช้จ่ายในการใช้ข้อมูล เพื่อให้เกิดการวิจัยค้นคว้ากันอย่างเข้มข้น กลายเป็นองค์ความรู้พื้นฐานที่จะนำไปใช้ในการกำหนดนโยบายต่อไป

การปฏิรูปการศึกษาที่กำลังดำเนินการกันอยู่ในบ้านเรา ไม่เคยมีการเก็บข้อมูลในระดับตัวนักเรียนและโรงเรียนอย่างครอบคลุม ต่อเนื่อง และเป็นระบบเหมือนกับที่ PISA ทำ เพื่อมาค้นคว้าทำความเข้าใจ ว่า ปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อนักเรียนและโรงเรียนแต่ละแห่งเหมือนหรือแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน

ข่าวที่ออกมา ได้ยินแต่คำว่างบประมาณกับการประเมิน ไม่เห็นมีใครออกมาพูดถึง ผลการศึกษาวิจัยโดยใช้ข้อมูลที่ดีว่า ได้ผลอย่างไร และผลการศึกษาเหล่านี้สอดคล้องกับแผนการใช้งบประมาณกับแนวทางการประเมินความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน

งานวิจัยด้านการศึกษาในหลายประเทศ ให้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่า การจะพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยใช้นโยบายชุดเดียวสำหรับโรงเรียนทั้งหมดในประเทศนั้น มีแต่จะจบลงด้วยการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เพราะโรงเรียนแต่ละแห่งแตกต่างกัน นักเรียนในแต่ละพื้นที่ก็ไม่เหมือนกัน

การกำหนดนโยบายพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ดี เปรียบได้กับการตัดเสื้อให้เหมาะสมกับรูปร่างและฐานะผู้ใส่ สอดคล้องกับสภาพอากาศ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมในชุมชนนั้น ไม่ใช้การตัดเสื้อผ้าชุดเดียวขนาดเดียวแล้วนำไปแจกให้ทุกคนใส่

ยกตัวอย่างเช่น การส่งเสริมให้โรงเรียนในชนบทมีคอมพิวเตอร์ใช้ ทั้งๆ ที่เด็กนักเรียนยังต้องช่วยพ่อแม่ทำนาทำไร่ ที่บ้านไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้ ไม่มีอินเทอร์เน็ต ผลที่ได้ก็มีไม่มากนัก เพราะสำหรับนักเรียนเหล่านี้ คอมพิวเตอร์ไม่ใช่สิ่งจำเป็นเร่งด่วน แทนที่จะเอาเงินเป็นหมื่นไปซื้อคอมพิวเตอร์ สู้เอาเงินไปซื้อหนังสือเข้าห้องสมุด เพิ่มค่าตอบแทนให้กับครู หรือไม่ก็จัดสอนพิเศษเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มทักษะด้านการอ่าน การคำนวณ ให้กับเด็กเหล่านี้ให้ช่วงที่ไม่ใช่ฤดูเก็บเกี่ยวน่าจะคุ้มค่ากว่าเยอะ

หนำซ้ำ ถ้าโรงเรียนเหล่านี้อยู่ห่างไกลตัวเมืองมาก คอมพิวเตอร์เกิดเสียขึ้นมา กว่าจะตามช่างมาซ่อมได้ก็ต้องใช้เวลามากโข ดีไม่ดี เด็กอาจไม่มีโอกาสใช้คอมพิวเตอร์ทั้งเทอมเลยก็ได้

ความเหลื่อมล้ำของคุณภาพของการศึกษา ที่สะท้อนออกมาจากความแตกต่างของคะแนน PISA น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นให้เราตระหนัก ว่า การปฏิรูปการศึกษาต้องไปไกลกว่าแค่คำว่า "งบประมาณ" และ "การประเมิน" นโยบายแต่ละเรื่อง กลยุทธ์แต่ละอย่างที่นำมาใช้ ต้องตั้งอยู่บนฐานความรู้ที่ได้มาจากการค้นคว้าวิจัยรองรับอย่างหนักแน่น มีการติดตามเก็บข้อมูล และประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ

หากเอาข้อมูลนี้มาเปรียบเทียบกับข้อมูลคะแนน PISA ชุดใหม่ที่จะเผยแพร่ในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้า เราจะเห็นภาพรวมได้ชัดเจนขึ้น ว่า ช่วงสามปีที่ผ่านมานี้ ระบบการศึกษาด้านเรามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่อย่างไร ถ้าผลการประเมินออกมาว่า คะแนนเฉลี่ยของประเทศไม่ได้เปลี่ยนแปลง หรือเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย แต่ความเหลื่อมล้ำระหว่างเขตที่ได้คะแนนสูงสุดกับเขตที่ได้คะแนนต่ำสุดลดลง ก็ถือได้ว่าระบบการศึกษาบ้านเราดีขึ้นอีกระดับหนึ่งแล้ว

ถ้าต้องการประเมินผลงานการปฏิรูปการศึกษาของรัฐบาลชุดนี้ คงต้องจนกว่าจะมีข้อมูล PISA ปี 2012 ซึ่งถ้า OECD จัดทำจริง กว่าเราจะได้ข้อมูลมาใช้ ก็ต้องร้องเพลงรอไปอีก 4 ปี ก็ได้แต่หวังว่า ผลที่ออกมาจะเป็นบวก คนไทยจะได้ชื่นใจว่า เงินภาษีที่ถูกนำไปใช้ไม่ได้สูญหายไปกับสายลม