หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
มอนเตนิโกร สวรรค์แห่งการแจกสัญชาติ

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มติชนรายวัน วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ประเทศมอนเตนิโกร (Montenegro) ที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้สัญชาติมานั้น เป็นที่รู้จักกันพอควรในบ้านเรา และเป็นที่รู้จักกันดีในโลกยิ่งขึ้นหลังจากหนังสือพิมพ์ International Herald Tribune ได้ตีพิมพ์เรื่องของประเทศนี้เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา

ความเป็นมาของประเทศนี้พอสรุปได้ว่าเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของดุลอำนาจในยุโรปตะวันออกที่มีสหภาพโซเวียตเป็นพี่ใหญ่ในปี 1989 อันเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงมากมายหลายอย่างนับตั้งแต่การพังทลายของกำแพงเบอร์ลิน การดิ้นรนเป็นอิสระของนานาประเทศ เช่น การเติบโตของ Solidarity ในโปแลนด์/ Velvet Revolution ในประเทศเช็กโกสโลวาเกีย ฯลฯ

มอนเตนิโกรเป็นดินแดนเก่าแก่แห่งหนึ่ง มีรัฐธรรมนูญเป็นของตนเองใน ค.ศ.1855 ในปี 1904 ประเทศนี้ก็หาญกล้าประกาศสงครามกับญี่ปุ่นที่ทำสงครามกับรัสเซีย

มอนเตนิโกรเป็นอาณาจักรอย่างแท้จริงใน ค.ศ.1910 และใน ค.ศ.1918 ถูกบังคับโดยมหาอำนาจเมื่อถูกบุกยึดครองโดย Austria-Hungary ให้ไปรวมกับ Serbia และในที่สุดก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Kingdom of Yugoslavia ในปี ค.ศ.1929

อาณาจักร Yugoslavia ก่อนปี 1992 ซึ่งมีชื่อว่า The Socialist Federal Republic of Yugoslavia (SFRY) ประกอบด้วย 6 สาธารณรัฐย่อย (Slovenia, Croatia, Bosnia and Herzegovina, Macedonia, Montenegro และ Serbia และ 2 เขตปกครองพิเศษ Kosovo และ Vojvodina โดยแบ่งพื้นที่การปกครองหยาบๆ ตามชาติพันธุ์

เมื่อปัญหาเศรษฐกิจภายใน SFRY ซึ่งคุกรุ่นมานานถูกกระหน่ำโดยคลื่นการดิ้นรนแยกออกเป็นเอกราชของหลายประเทศตามชาติพันธุ์ในยุโรปตะวันออกหลังการเปลี่ยนแปลงในปี 1989 ก็เกิดสงครามขึ้นระหว่างชาติพันธุ์เหล่านี้ หลายคู่ซัดกันนัวระหว่างปี 1991-1995 ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในบริเวณที่ไม่มีความแน่ชัดในการเป็นเจ้าของ เช่นใน Bosnia/ Croatia/ Serbia ฯลฯ

สงครามชาติพันธุ์คร่าวๆ ก็คือระหว่างชาว Serbia กับชาว Croatia (โดยมีชาว Bosnia เป็นพวก และระหว่างชาว Bosnia กับชาว Croatia ใน Bosnia อีกต่างหาก (กลุ่มย่อยของชาว Bosnia ใน Bosnia ก็ฆ่าฟันกันอีก)

ชาวมอนเตนิโกรโดยทั่วไปอยู่ข้างพวก Serbia และพวก Slovenia อยู่ข้างพวก Croatia และ Bosnia

สงครามฆ่ากันใน Yugoslavia ครั้งนั้นถือว่าดุเดือดและโหดร้ายที่สุดนับแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะเล่นกันแบบล้างเผ่าพันธุ์ เมื่อ UN เข้าแทรกแซงก็จบลงได้ในที่สุดโดยแตกแยกออกเป็นประเทศต่างๆ และมอนเตนิโกรก็เป็นหนึ่งในนั้น

ปัจจุบันมอนเตนิโกรมีประชากรประมาณ 670,000 คน มีพื้นที่ประมาณ 13,812 ตารางกิโลเมตร (1.8 เท่าของกรุงเทพฯและปริมณฑล) ตั้งอยู่ในทิศตะวันออกเฉียงใต้ของยุโรป โดยติดทะเล Adriatic มี Podgorica เมืองใหญ่ที่สุดเป็นเมืองหลวง ปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยเลือกตั้งประธานาธิบดีทุก 5 ปี สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีซึ่งเสนอชื่อโดยประธานาธิบดี

มอนเตนิโกรเป็นประเทศที่มีภูเขาสูงติดทะเล จึงมีความงดงามที่สุดแห่งหนึ่งจนทำให้นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันคือนาย Milo Djukanovic ฝันให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเศรษฐียุโรปและอาหรับ

เขาต้องการพัฒนาให้ Tivat เป็นเมืองท่าจอดเรือยอชต์ของเหล่าเศรษฐีเช่นเดียวกับ Porto Mantenegro ล่าสุดเขาได้ประกาศว่าใครก็ตามที่ลงทุนระหว่าง 500,000-645,000 ยูโร หรือ 20-25.8 ล้านบาท ก็จะได้สัญชาติของมอนเตนิโกร ซึ่งคุณทักษิณได้ไปก่อนหน้านี้แล้ว

ถึงแม้การเปิดให้คนทั่วไปมาลงทุนและใจถึงให้สัญชาติแบบนี้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการ "ขายประเทศ" โดย MANS หรือกลุ่มเฝ้าดูคอร์รัปชั่น (ซึ่งเป็นเครือข่ายกับ Transparency International กลุ่มเฝ้าติดตามคอร์รัปชั่นในระดับโลก) เพราะเป็นการเปิดช่องให้ผู้คนหลากหลายประเภทมาเป็นพลเมือง

แต่เขาก็ไม่สะทกสะท้านเพราะมีฐานการเมืองในประเทศหนุนอย่างมั่นคง

Djukanovic เป็นนักการเมืองหน้าเก่าที่เป็นคนสำคัญของประเทศมานานพอควรถึงแม้ว่าจะมีอายุในปัจจุบันเพียง 48 ปีก็ตาม เขาเป็นประธานาธิบดีมา 7 ปี เป็นนายกรัฐมนตรีมา 8 ปี ล่าสุดพรรคเขาได้รับเลือกตั้งในต้นปี 2009 ด้วยจำนวนที่นั่งเกินกว่าครึ่งจนได้อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งทั้งหมดรวมกันแล้วเขามีอำนาจอยู่รวม 6 สมัยด้วยกัน

Djukanovic เป็นคนอื้อฉาวพอควร เมื่อก่อนเป็นสมัครพรรคพวกใกล้ชิดกับนาย Slobodan Milosevic ผู้ร้ายฆาตกรของโลกชาว Serbia แต่ต่อมาในปี 1996 ก็โดดหนี และทิ้งระยะห่างของมอนเตนิโกรจาก Serbia

เขาถูกกล่าวหาว่าในทศวรรษ 1990 เป็นหัวเรือใหญ่ในการค้าบุหรี่เถื่อนระหว่างสงครามและมีเอี่ยวในธุรกิจหลายประการในชื่อของคนอื่น ถึงแม้จะมีเงินเดือนเพียง 1,256 ยูโรต่อเดือน (50,000 บาท) แต่เขาก็มีเงินลงทุนในบริษัทหลายแห่ง (คำชี้แจงก็คือในช่วงปี 2006 ที่ไม่ได้มีตำแหน่งใด เขาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จนรวยจึงมีเงินลงทุนได้)

Djukanovic ผู้มีความสูงถึง 1.9 เมตร ถูกกล่าวหาว่าช่วยเหลือนาย Stanko Subotic ชาว Serb ผู้เกี่ยวพันกับการลักลอบนำบุหรี่หนีภาษีให้มาทำธุรกิจในประเทศอย่างเปิดเผย นอกจากนี้รัฐบาลช่วยเหลือทางการเงินแก่ธนาคาร First Bank ของประเทศ ซึ่งน้องชายของเขาถือหุ้นร้อยละ 46 และตัวเขาถือร้อยละ 2.8 โดยเป็นธนาคารเดียวเท่านั้นที่ได้รับเงินช่วยเหลือฉุกเฉิน 44 ล้านยูโร (1,760 ล้านบาท) จากรัฐบาล

การกระทำของนาย Djukanovic ในเรื่องการต้อนรับคนมีเงินให้ไปลงทุนอย่างไม่สนใจประวัติ ตลอดจนความอื้อฉาวในเรื่องคอร์รัปชั่นทำให้สั่นคลอนสถานภาพของมอนเตนิโกรในการสมัครเข้าเป็นสมาชิกของ EU

นอกจากนี้การลดภาษี VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) จากร้อยละ 17 เป็น 7 เป็นการพิเศษให้แก่การลงทุนในโครงการสร้าง Tivat ก็ทำให้ EU ไม่พอใจเนื่องจากถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ก่อให้เกิดการแข่งขัน

มีนักลงทุนคนสำคัญเช่นเจ้าของบริษัทเหมืองทองใหญ่ที่สุดในโลกชาวแคนาดา และนักลงทุนใหญ่อื่นๆ สนใจลงทุนในโครงการท่าเรือและการท่องเที่ยวต่างๆ แต่ปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับผลตอบแทนสูงดังที่ตั้งใจกันไว้จนถอนสมอกันไปหลายราย

ปัจจุบันมอนเตนิโกรมีปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำเช่นประเทศยุโรปทั้งหลาย ผลผลิตอะลูมิเนียมและเหล็กสร้างรายได้จากการส่งออกอย่างสำคัญ แต่ที่สำคัญก็คือภาคการท่องเที่ยว ในปี 2008 มีนักท่องเที่ยวประมาณ 1 ล้านคน จนรายได้จากการท่องเที่ยวควบคู่กับเงินลงทุนจากต่างประเทศเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ

ความจำเป็นในการอยู่รอดและการพยายามรักษาความกินดีอยู่ดีของประชาชน ให้อยู่ในระดับเดียวกับคนยุโรปอื่นๆ (รายได้ต่อหัวเป็นเพียงร้อยละ 47 ของรายได้ต่อหัวเฉลี่ยของ EU) และแข่งขันได้กับประเทศที่เคยเป็นสมาชิกของยูโกสลาเวียมาด้วยกัน ทำให้ประเทศเล็กอย่างมอนเตนิโกรต้องใช้กลยุทธ์ในการระดมทุนที่เสี่ยงต่อชื่อเสียงของประเทศและตัวนายกรัฐมนตรีเอง

ถึงแม้ Milo Djukanovic ในวัย 48 ปี จะเก๋าเกมส์การเมืองเพียงใด เช่นเดียวกับผู้นำประเทศในวัย 40 ปี คนอื่นๆ เช่น ประธานาธิบดี Obama และ Julia Galliard นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียวัยเดียวกัน คือ 49 ปี นาย David Cameron นายกรัฐมนตรีอังกฤษวัย 44 ปี แต่ทั้งหมดก็ไม่เคยผ่านประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นเท่านายกรัฐมนตรีวัย 46 ปีของไทย ผู้ซึ่งถูกรุมไล่ทุบรถ ฝ่าฟันความเป็นความตาย เลือดเทหน้าบ้าน ต้องตัดสินใจยามวิกฤตหน้าสิ่วหน้าขวานหลายครั้งหลายหน ถูกปองร้าย และที่สำคัญ.....ถูกเอาอึปาบ้านถึง สองครั้ง

มีประเทศไหนบ้างครับที่นายกรัฐมนตรีต้องเผชิญกับอะไรขนาดนี้