หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
มธ.ชี้นโยบายทุกรัฐบาลล้มเหลว แนะใช้วิกฤตการเมืองเป็นโอกาสแก้ปัญหาจริงจัง

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4200

กลุ่มจับตานโยบายรัฐบาล หรือ Policy Watch ซึ่งมี คณะทำงานคือ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ออกมาแสดงความคิดเห็นและเสนอแนะหาทางออกของการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ในงานแถลงข่าวติดตามและวิจารณ์นโยบายรัฐบาล ในหัวข้อ "บทเรียนการดำเนินนโยบายภายใต้เศรษฐกิจ สังคมทวิลักษณ์" เมื่อวันที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมา

โดยมีความเห็นว่า จากที่หลายฝ่ายเสนอ "ยุบสภา" ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วนั้น เป็นเพียงตัวช่วยลดแรงกดดันทางการเมืองเท่านั้น แต่ไม่ใช่ "ทางออก" ของการแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคมได้ ตราบใดที่เรายังไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างไร

นางปัทมาวดี ซูซูกิ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานกลุ่มจับตานโยบายรัฐบาล กล่าวว่า ปัญหาวิกฤตการเมืองในปัจจุบันต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม และการบริหารจัดการประเทศที่ให้โอกาสคนในสังคมไม่เท่าเทียมกัน ที่สำคัญปัญหานี้เกิดมานาน เรื้อรังจนตัวละครที่สำคัญมิใช่มีเพียงรัฐบาล หรือภาคการเมือง แต่ยังมีภาคราชการและภาคเอกชนที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ดังนั้นการยุบสภาจึงไม่ใช่ทางออกแก้ปัญหาที่แท้จริง

การแก้ปัญหาปัญหาโครงสร้างสังคมจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของหลายภาคส่วนอย่างจริงจัง จากการวิเคราะห์โดยพยายามถอด "บทเรียนการดำเนินนโยบายภายใต้เศรษฐกิจ สังคมทวิลักษณ์" ที่ถือว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งไม่ง่ายเลยเพราะการที่รัฐบาลจะดำเนินนโยบายภายใต้ความคิดต่าง และความต้องการต่างกันอยู่ คงยากที่จะดำเนินนโยบายให้เกิดถูกใจทั้งสองฝ่าย หรือทุก ๆ ฝ่ายพร้อมกัน ตอนนี้ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าปัญหามันสะสมจนเป็นวิกฤตระดับหนึ่ง

นางปัทมาวดีบอกว่า เศรษฐกิจ สังคมทวิลักษณ์ คือเศรษฐกิจ สังคมที่มีลักษณะ 2 อย่างที่คู่กัน คือ มีความแตกต่างระหว่างภาคเมืองกับภาคชนบท เช่น มาตรฐานการทำงานของสังคมก็มีความ แตกต่างกัน การตีโจทย์เรื่องนี้ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ได้นำข้อมูลความแตกต่างของรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจนขององค์การสหประชาชาติเพื่อการพัฒนา (UNDP) มาดู พบว่าระหว่างปี 1992-2007 ประเทศไทยมีรายได้ของกลุ่มคนที่รวยที่สุด 10% มากกว่าอัตราส่วนรายได้คนที่จนที่สุด 10% อยู่ที่ 13.1 เท่า (ดูกราฟ)

นั่นหมายความว่า กลุ่มคนรวยที่สุดมีรายได้มากกว่าคนจนที่สุดอยู่ 13.1 เท่า ดูในเชิงปริมาณถือว่าไม่ผิดปกติเเทียบกับหลาย ๆ ประเทศ โดยอยู่ในระดับใกล้เคียงกับจีน แม้จะสูงกว่ามาเลเซีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์เล็กน้อย ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 12-13 เท่า แต่ดีกว่าอังกฤษที่ความแตกต่างรายได้ของคนจนกับคนรวยอยู่ที่ 13.8 เท่า สหรัฐอยู่ที่ 15.9 เท่า และสิงคโปร์อยู่ที่ 17.7 เท่า

"สะท้อนว่าปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยเป็นปัญหาเชิงคุณภาพที่ลึกซึ้งกว่าการมองแค่ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ โดยตัวที่สำคัญคือความแตกต่างในเรื่องของโอกาส หรือปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในการได้รับโอกาส ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาวิกฤตการเมืองในปัจจุบัน"

จากการดำเนินนโยบายที่ผ่านมาภายใต้เศรษฐกิจ สังคม ทวิลักษณ์ นางปัทมาวดีสรุปว่า การพัฒนา 40 ปีที่ผ่านมาของไทย แม้จะทำให้จำนวนคนจนน้อยลง แต่ไม่ได้ทำให้ความแตกต่างของรายได้ระหว่างคนรวยและคนจนดีขึ้น โดยเฉพาะในยุคนโยบายประชานิยม (ปี 2544-2547) แม้จะทำให้ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ลดลงเล็กน้อย แต่กลับมาสูงขึ้นอีก และมีข้อสังเกตที่น่าสนใจคือความเหลื่อมล้ำทางรายจ่ายเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะการกู้ยืมและภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น

แปลว่านโยบายประชานิยมที่แจก แถม เงินไปตกอยู่ในคนชนบทไม่เท่ากัน ทำให้ความเหลื่อมล้ำทางรายจ่ายสูงขึ้นและมีหนี้สินเพิ่มขึ้น ในที่สุดนโยบายประชานิยมกลับทำให้ความเหลื่อมล้ำสูงขึ้น โดยเฉพาะในภาคชนบท

กลุ่มจับตานโยบายรัฐบาลวิเคราะห์การดำเนินนโยบายของรัฐบาล "อภิสิทธิ์" ที่บริหารประเทศได้ 1 ปีเศษ ว่า นโยบายที่ทำอาจจะมีผลแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอยู่ 2 นโยบายเท่านั้น คือ "ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง" กับ "การออมชราภาพ" แต่รัฐบาลยังสร้างความเข้าใจต่อสังคมในวงกว้างได้ไม่เพียงพอ และยังไม่บรรลุขั้นตอนในการผลักดันกฎหมายออกมาได้

ส่วนนโยบายอื่น ๆ ภายใต้ชื่อ "กระตุ้นเศรษฐกิจ" ผ่าน "SP1 และ SP2 ไทยเข้มแข็ง" ยังไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่จะทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้แท้จริง ขณะที่นโยบายบางเรื่องของรัฐบาลที่ดีกว่าเดิมคือ นโยบายประกันรายได้เกษตร แต่ขาดการเตรียมการที่ดีเพียงพอ ทำให้มีปัญหาในการดำเนินการ

สำหรับนโยบายที่ต่อยอดจากนโยบายรัฐบาลชุดก่อน ๆ ยัง ไม่ชัดเจนว่าบริหารจัดการได้ดีกว่าหรือไม่ เช่น การพัฒนากองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง OTOP และ SMEs ทั้งสามโครงการต้องเน้นพัฒนาศักยภาพของคณะกรรมการและคนทำงานอย่างจริงจังมากกว่าเน้นเรื่องเงินทุน นอกจากนี้นโยบายที่ยังไม่เห็นความก้าวหน้า ทั้งที่มีโอกาสพัฒนา คือ ด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งมาบตาพุด และโลกร้อน

อย่างไรก็ตามในเชิงทิศทางของนโยบายโดยรวม นางปัทมาวดีเห็นว่าพอรับได้ แต่ที่เป็นปัญหามากกว่าคือ "กระบวนการ" ดำเนินนโยบาย ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้นโยบายดี ๆ ไม่บรรลุผล เนื่องจากการเตรียมการและการสร้างความเข้าใจกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ดี รวมทั้งทีมงานและการทำงานร่วมกันของรัฐบาลและราชการ ไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน ที่สำคัญการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด

เพราะฉะนั้นบทเรียนสำคัญที่ควรรู้จากการบริหารนโยบายที่ผ่านมาและเรียนรู้จากวิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้น ประการแรก คือภาคการเมืองต้องมีนโยบายที่ดี ไม่ทุจริตเชิงนโยบาย และภาคราชการต้องไม่ใช้นโยบายแสวงหาประโยชน์ เช่น การทุจริตคอร์รัปชั่น

บทเรียนประการที่สอง คือนโยบายประชานิยมไม่สามารถได้รับความนิยมเสมอไปหากแก้ปัญหาไม่ตรงจุด จึงควรมีนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และเป็นชุดนโยบาย เพราะปัญหามีหลายประการเชื่อมโยงกัน และต้องทำงานแบบบูรณาการหลายกระทรวง หมายความว่ารัฐบาลผสมที่ไม่มองประโยชน์ของประชาชนร่วมกันย่อมยากที่จะบริหารนโยบายได้อย่างมีประสิทธิผล การเป็นรัฐบาลผสมเพียงเพื่อประสานผลประโยชน์พรรคการเมือง จึงเป็นเรื่อง ล้าสมัยสำหรับกระบวนการพัฒนา

ประการที่สาม ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นความอยุติธรรม จากการชุมนุมของ นปช.แสดงให้เห็นว่ามีประชาชนจำนวนมากมีความข้องใจต่อสภาพนี้ รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาได้ฝ่ายเดียว แต่ต้องการเปลี่ยน "ทัศนคติ" ของคนในสังคม โดยเฉพาะชนชั้นกลางและชนชั้นสูงควรให้ความสนใจที่จะทำความเข้าใจกับปัญหานี้ และไม่แสวงหาหรือใช้โอกาสเหนือคนอื่น ควรเห็นความเหลื่อมล้ำว่าเป็นปัญหาร้ายแรงต่อสังคมไทย

ประการที่สี่ นโยบายสวัสดิการสังคมในปัจจุบันแก้ปัญหาได้บางส่วน เห็นได้จากด้านสาธารณสุขและการศึกษายังมีหลายมาตรฐานสำหรับคนต่างกลุ่ม การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมด้านเศรษฐกิจ การบังคับใช้กฎหมายไม่เท่าเทียมกัน บางกลุ่มมีอภิสิทธิ์มากกว่า เนื่องจากการใช้เส้นสาย ใช้อำนาจบารมี และ/หรืออำนาจเงิน

"ประเทศไทยยังไม่มีทางออกที่เป็นรูปธรรมของการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง แม้ระดับการเติบโตทางรายได้ จะทำให้คนจนลดลง ชนบทกลายเป็นเมืองมากขึ้น การเข้าถึงแหล่งสินเชื่อดูเหมือนว่าความเหลื่อมล้ำด้านร่ายจ่ายลดลง คนสามารถแสวงหาปัจจัยทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น แต่เป็นภาพลวงเพราะต้องแลกกับมีภาระหนี้สินที่สูงเทียบกับรายได้และมีหนี้สะสมไม่สิ้นสุด"

จากบทเรียนที่สำคัญดังกล่าว กลุ่มจับตานโยบายรัฐบาลจึงเสนอว่า สิ่งที่ควรทำ คือ พรรคการเมืองภาคราชการจะต้องเรียนรู้ปัญหาวิกฤตการเมืองครั้งนี้และแก้ปัญหาด้วยการ "ปฏิรูปตนเอง"

แนวทางแก้ปัญหาอีกด้านหนึ่งที่กลุ่มจับตานโยบายรัฐบาลตอกย้ำมาตลอด คือประเทศไทยจำเป็นต้องจริงจังกับการลดการรวมศูนย์การจัดการไว้กับภาคราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ด้วยการดำเนินการตามแผนการกระจายอำนาจสู่ท้องถนน กระจายอำนาจทางการคลังและสร้างศักยภาพของท้องถิ่นและชุมชนอย่างมีเป้าหมายและขั้นตอนที่ชัดเจน ถึงเวลาแล้วที่จะจริงจัง

อย่างไรก็ตามแม้กลุ่มจับตานโยบายรัฐบาลจะมองว่า การยุบสภาไม่ใช่ทางออกในการแก้ปัญหาที่แท้จริง แต่หากสถานการณ์การเมืองยังมีลักษณะ "กั๊ก" กันอยู่จนรัฐบาลทำงานไม่ได้ เมื่อถึงทางตันและเกิดการสูญเสียโอกาสไปเรื่อย ๆ ที่สุดก็ต้อง "ล้างไพ่" กันใหม่ด้วยการยุบสภา

แต่ก่อนจะมีการเลือกตั้งใหม่ รัฐบาลควรสนับสนุนการเปิดเวทีสาธารณะให้ทุกฝ่ายทั้งภาคการเมือง ภาคราชการ ภาคเอกชน และประชาสังคม เสนอทางออกที่เป็นรูปธรรมเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง นอกจากนี้ทุกฝ่ายควรบอกได้ว่าจะ "ปฏิรูปตนเอง" ให้ บทบาทหน้าที่มีประสิทธิภาพสร้างความเป็นธรรมในสังคมได้อย่างไร

นางปัทมาวดีตั้งข้อสังเกตว่า ตอนนี้ไม่มีภาคส่วนใดที่มีบทบาทนำและน่าเชื่อถือพอที่ออกมาพูดแล้วทำให้ทุกภาคส่วนเชื่อถือได้เหมือนในอดีต เพราะไม่มีใครฟังใคร ดังนั้นทุกภาคส่วนต้องกลับมาหันดูตัวเองแล้วปฏิรูปตัวเอง ที่สำคัญต้องออกมาแสดงความคิดเห็นหาทางออกเแก้ปัญหาจริงจัง ขณะนี้มีนักวิชาการ นักธุรกิจ และประชาชนที่เคลื่อนไหวแสดงความคิดเห็นหาทางออกกัน แต่ภาคส่วนที่ยังนิ่งอยู่คือ "พรรคการเมือง" ไม่เข้าใจว่าทำไมยังเงียบกันอยู่

"หากพรรคการเมืองยังไม่มีนโยบายที่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ภาคราชการและประชาชนยังไม่ตระหนักถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำและปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในการได้รับโอกาส เท่ากับเรายังไม่ได้ใช้วิกฤตการเมืองให้เป็นโอกาสแก้ไขปัญหาให้คุ้มค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจและงบประมาณในการรักษาความสงบมั่นคงภายใน"

สุดท้ายนางปัทมาวดีฝากไว้ว่า บทเรียนนี้เป็นเรื่องใหญ่ ถ้ายังมองไม่เห็นบทเรียนตรงนี้จะเกิด "สูญเสียอย่างแท้จริง" คือไม่มีใครได้จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และโดยส่วนตัวมองปัญหาที่เกิดขึ้นในเชิงบวก ถ้าเราเรียนรู้กับมัน ถึงที่สุดมันเป็นปัญหาที่เราต้องยอมรับ ต้องเผชิญ และก้าวข้ามให้ได้ ถ้าทำความเข้าใจและปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้น อย่างน้อยสิ่งที่สูญเสียไปก็จะกลับคืนมาอีกรูปแบบหนึ่ง แต่ต้นทุนอาจจะสูงสักนิด ก็หวังว่าครั้งนี้จะไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น

หน้า 2