หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ซีเอสอาร์ล้มเหลวที่มาบตาพุด และนิเวศอุตสาหกรรม

ทุนนิยมที่มีหัวใจ สฤณี อาชวานันทกุล มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 29 ฉบับที่ 1524

กรณีศาลปกครองกลางสั่งระงับ 76 โครงการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเมื่อปลายเดือนกันยายน พ.ศ.2552 กลายเป็น "ประเด็นร้อน" ในสังคม เพราะเป็นความขัดแย้งระหว่างฝ่ายที่ดูเหมือนเป็น "ขั้วตรงข้าม" กันอย่างสิ้นเชิง ฝ่ายหนึ่งมีมูลค่าการลงทุนกว่าสองแสนล้านบาทและรายได้ในอนาคตนับล้านล้านบาทเป็นเดิมพัน ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งมีสุขภาพของคนในชุมชนที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคมะเร็ง ตลอดจนมลพิษทางน้ำและอากาศมานานกว่าสองทศวรรษเป็นเดิมพัน

ดูเผินๆ สองฝั่งนี้อาจเป็นคู่ขัดแย้งที่ไม่มีวันอยู่ร่วมกันได้ ทว่าในความเป็นจริง ประสบการณ์มากมายทั่วโลกกำลังชี้ให้เห็นว่า "เศรษฐกิจ" กับ "สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ" ไม่ใช่สองสิ่งที่เราต้องแลกหรือต้องเลือกอีกต่อไปแล้วในศตวรรษที่ 21

อยู่ที่ว่าเราจะเปิดหูเปิดตาให้ไกลพอที่จะมองเห็นประสบการณ์อันมีค่าเหล่านั้นหรือไม่ และเหนือสิ่งอื่นใด เราจะเปิดใจให้กว้างพอที่จะยอมรับหรือเปล่าว่า คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนมี "มูลค่า" ที่มิอาจวัดเป็นตัวเลข และถ้าคนอยู่ไม่เป็นสุข เศรษฐกิจของประเทศก็ไม่มีวันจะเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนได้ ไม่ว่าในระยะสั้นโครงการนั้นจะสร้างงานได้กี่พันหรือกี่หมื่นตำแหน่ง ทำรายได้เข้าประเทศได้ปีละกี่แสนล้านบาทก็ตาม

ผู้เขียนคิดว่าคำสั่งศาลในครั้งนี้อาจมีลักษณะตีขลุมเหมารวมเกินไป เมื่อคำนึงว่า 76 โครงการที่ศาลสั่งระงับนั้นรวมบางโครงการที่ไม่น่าจะเข้าข่าย "โครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ" ตามมาตรา 67 ในรัฐธรรมนูญ

โครงการใดก็ตามที่เข้าข่ายมาตรา 67 นอกจากจะต้องผ่านการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ตามปกติแล้ว ยังต้องผ่านการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และส่งรายงานทั้งหมดนี้ให้ "องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ" ให้ความเห็นประกอบอีกชั้นหนึ่ง

ที่ผ่านมา ภาครัฐได้ละเลยที่จะทำตามมาตรา 67 ในรัฐธรรมนูญอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกประกาศว่าโครงการแบบไหนเข้าข่ายมาตรา 67, การจัดตั้งองค์การอิสระ, หรือการออกกฎเกณฑ์เกี่ยวกับเอชไอเอ ซึ่งตาม พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ("กฎหมายสุขภาพ") หมายถึงกฎเกณฑ์ วิธีการติดตามประเมินผลระบบสุขภาพและผลกระทบด้านสุขภาพที่เกิดจากนโยบายสาธารณะ ตามมาตรา 25(5) ในกฎหมายสุขภาพ

ในคดีล่าสุด ชาวบ้านในชุมชนมาบตาพุด ร่วมกับสมาคมต่อต้านภาวะโลกร้อน ก็อาศัยสิทธิตามมาตรา 11 ของ พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ประกอบกับมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ.2550 ฟ้องหน่วยงานของรัฐที่ละเลยไม่อนุวัตรตามที่กฎหมายบัญญัติ ทั้งที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ก็ประกาศใช้มากว่าสองปีแล้ว ผู้เขียนเชื่อว่าถ้าชาวบ้านไม่ฟ้องร้อง ภาครัฐก็จะยังละเลยที่จะอนุวัตรตามกฎหมายต่อไป

ในแง่นี้ เราต้องขอบคุณชาวบ้านมาบตาพุด ที่ออกมาทวงถามสิทธิแทนคนไทยทั้งประเทศ

ไม่ว่าคำสั่งศาลในครั้งนี้จะเหมารวมเกินไปจริงหรือไม่ ไม่ว่าความล่าช้าของภาครัฐในการทำตามรัฐธรรมนูญจะไม่ได้เกิดจากความจงใจหรือชะล่าใจ แต่เกิดจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองจริงหรือไม่

และไม่ว่ากรณีนี้จะเป็นเรื่อง "ปลาเน่าไม่กี่ตัวทำเหม็นทั้งข้อง" มากกว่า "ปลาเน่าหลายตัวรวมหัวกันปิดข่าว" จริงหรือไม่ ก็คงไม่มีใครปฏิเสธว่า กรณีที่มาบตาพุดชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากฎหมายและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในอดีตของไทยทั้งไม่เพียงพอและไม่มีประสิทธิผลพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวบ้านว่าปัญหามลพิษจะหมดไป

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ทุกโครงการในมาบตาพุดทำรายงานอีไอเอ "ผ่าน" ทั้งสิ้น แต่ปัญหามลพิษกลับรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนชาวบ้านเดือดร้อนอย่างรุนแรง น้ำประปาไม่มีใช้ น้ำฝนและน้ำบ่อตื้นก็ปนเปื้อนจนกินไม่ได้ แถมยังป่วยเป็นโรคมะเร็ง ดมกลิ่นเหม็นจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ไม่มี "พื้นที่กันชน" ระหว่างโรงงานกับชุมชน ทนเห็นขยะพิษอุตสาหกรรมที่ถูกลักลอบมาทิ้งแทนที่จะกำจัด ฯลฯ

ดังนั้น จุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา "ภาวะซีเอสอาร์ล้มเหลว" ในนิคมมาบตาพุด จึงต้องอยู่ที่การยอมรับของทุกภาคส่วนว่าทั้งกฎหมาย กฎเกณฑ์ และการบังคับใช้ที่ผ่านมามีปัญหา ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างกลไกใหม่ตามมาตรา 67 และกฎหมายสุขภาพ ที่จะใช้การได้จริงไปตลอดรอดฝั่ง

"ตลอดรอดฝั่ง" หมายความว่า มีมาตรการป้องกันปัญหา ติดตามประเมินผล และชดเชยผู้ได้รับความเดือดร้อนอย่างเป็นธรรมและทันท่วงที พร้อมทำ "แบบจำลองศักยภาพในการรองรับมลพิษ" ของนิคมมาบตาพุดซึ่งค้างคามากว่า 1 ทศวรรษให้เสร็จเสียที ทุกฝ่ายจะได้รู้ว่าตกลงพื้นที่มาบตาพุดรองรับโรงงานได้จริงๆ เท่าไร มลพิษถึงขีดอันตรายจนไม่ควรเสี่ยงสร้างหรือขยายโครงการใดๆ อีกแล้วหรือไม่

ถ้านักลงทุนที่ลงทุนในโครงการที่ถูกระงับมองว่าปัญหาในครั้งนี้เป็นการ "แก้กติกาย้อนหลัง" อย่างไม่เป็นธรรม ภาครัฐและภาคธุรกิจก็มีหน้าที่อธิบายให้นักลงทุนเข้าใจว่า นี่ไม่ใช่การมุ่งแก้กติกาย้อนหลัง หากเป็นการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ในทางที่ควรจะสอดคล้องกับมาตรฐานสากลเรื่อง "การพัฒนาอย่างยั่งยืน" ถ้าภาคธุรกิจจะต้องมีต้นทุนสูงขึ้นในอนาคต มันก็ไม่ใช่ต้นทุนใหม่ หากเป็นต้นทุนเก่าที่สิ่งแวดล้อมและชุมชนต้องแบกรับในอดีต โดยที่ธุรกิจมองไม่เห็นหรือไม่ยอมรับรู้

บริษัททั่วโลกหลายแห่งมีบทเรียนราคาแพงแล้วว่า ถ้าธุรกิจลงทุนในเทคโนโลยีป้องกัน กำจัด และบำบัดมลพิษอย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ ต้นทุนที่เสียไปก็น่าจะคุ้มค่า เพราะความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการฟ้องร้องของชาวบ้านที่เดือดร้อนจะมากกว่านั้นหลายเท่า ไม่นับความเสียหายทางอ้อมจากการสูญเสียชื่อเสียง ผู้บริโภคต่อต้าน ฯลฯ

ส่วนประเด็น "ความพอดี" ของกฎเกณฑ์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ว่าจะเข้มงวดเกินเลยมาตรฐานสากลจนทำให้ธุรกิจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันหรือไม่ จะ "หน่อมแน้ม" เกินไปจนสุ่มเสี่ยงว่าจะไม่แก้ปัญหาจริงหรือไม่นั้น คงยังไม่มีใครตอบได้เพราะกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องยังไม่คลอด ต้องรอดูกันต่อไป

แรงกดดันมหาศาลจากคำสั่งศาล ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2552 เห็นชอบให้ปรับเปลี่ยนแนวการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมหลักของประเทศ 2 แห่ง คือจังหวัดระยอง และพื้นที่ที่อยู่ภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ ให้เป็น "เขตอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ" (Eco Industrial Town)

มติ ครม. ดังกล่าวนับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีถ้าทำได้จริง ผู้เขียนเองไม่เชื่อว่าจะทำได้ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ภายในระยะเวลา 4-5 ปี เพราะคำว่า "ระบบนิเวศอุตสาหกรรม" (eco-industrial system) นั้นเป็นคำใหญ่ เรื่องนี้เป็นทั้งเรื่องใหญ่และเรื่องใหม่ ในโลกยังมีนิคมแบบนี้ไม่มาก ทั้งยังต้องใช้วิสัยทัศน์อย่างสูงตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ ไม่ใช่อยู่ดีๆ นึกจะแปลงโฉมนิคมที่ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมหนักให้เป็นนิเวศอุตสาหกรรมก็ทำได้เลย

แนวคิดเรื่องนิเวศอุตสาหกรรมมีที่มาจากการสังเกตระบบนิเวศในธรรมชาติว่า ระบบนิเวศโดยรวมไม่มี "ของเสีย" เพราะ "ของเสีย" จากสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งทำประโยชน์ให้กับสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง เช่น อุจจาระของมนุษย์ทำให้พืชผักเจริญงอกงาม ดังนั้น "นิเวศอุตสาหกรรม" จึงหมายถึงระบบที่ไร้ของเสีย (zero waste) อย่างสิ้นเชิง เพราะของเสียจากโรงงานหนึ่งสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบของโรงงานหรือกิจกรรมอื่นในพื้นที่เดียวกันได้

นิเวศอุตสาหกรรมแห่งแรกๆ ของโลก และจวบจนปัจจุบันก็ยังเป็นที่รู้จักดีที่สุด คือเมืองคาลุนด์บอร์ก (Kalundborg) ประเทศเดนมาร์ก ประเทศที่เป็นผู้นำด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนมานานกว่าสามทศวรรษ ผู้มีส่วนได้เสียในนิเวศอุตสาหกรรมคาลุนด์บอร์กมีตั้งแต่โรงไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานผลิตซีเมนต์ ประมง ฟาร์มเลี้ยงหมู เกษตรกรรายย่อย เทศบาลเมืองคาลุนด์บอร์ก ฯลฯ ระบบนี้ถูกออกแบบมาตั้งแต่แรกให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์จากการลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดของเสีย ปรับปรุงประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร และสร้างผลตอบแทนด้านสิ่งแวดล้อม

ยกตัวอย่างเช่น โรงกลั่นน้ำมันสามารถกักเก็บก๊าซที่เคยพุ่งออกมาจากปล่อง ขายให้กับโรงไฟฟ้า ช่วยประหยัดต้นทุนเชื้อเพลิงถ่านหินได้ถึงปีละ 30,000 ตัน แร่ยิปซัมจากโรงไฟฟ้านำไปใช้ทำแผ่นปลาสเตอร์ปิดผนัง ลมร้อนทิ้ง (waste heat) จากโรงไฟฟ้านำไปเลี้ยงปลาและให้ความร้อนกับบ้านเรือนในเขตเทศบาล ฯลฯ ทั้งหมดนี้ทำให้ไม่มี "ของเสีย" ใดเลยที่สิ้นเปลืองไม่มีคนใช้ ดูภาพรวมของระบบได้ในแผนภูมิด้านล่าง -

การเคลื่อนอุตสาหกรรมไปสู่ "นิเวศอุตสาหกรรม" ที่เป็นรูปธรรมแบบคาลุนด์บอร์กนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยทั้งวิสัยทัศน์ ความรู้ความเชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีล่าสุดที่ส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน สถาบันการพัฒนาอย่างยั่งยืนนานาชาติ (International Institute for Sustainable Development: ไอไอเอสดี, เว็บไซต์ http://www.iisd.org/) ระบุว่า เราอาจแบ่งเทคโนโลยีทั้งหมดออกเป็นสี่ "รุ่น" ด้วยกัน ได้แก่ เทคโนโลยีแก้ปัญหา, บรรเทาปัญหา, ป้องกันปัญหา และเทคโนโลยีที่ยั่งยืน

โดยเทคโนโลยีสองประเภทสุดท้ายนั้นเป็นเทคโนโลยีรุ่นล่าสุดที่จำเป็นต่อการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรม เพราะใช้ในการสร้าง "จุดเชื่อม" ระหว่างกิจกรรมต่างๆ แต่ยังต้องได้รับการพัฒนาอีกมาก

ไอไอเอสดีสรุปเทคโนโลยีสี่รุ่นดังกล่าวว่ามีลักษณะคร่าวๆ ดังต่อไปนี้ -

1. เทคโนโลยีแก้ปัญหา : หมายถึงเทคโนโลยีที่ใช้ต่อเมื่อปัญหา (มลพิษ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ) ได้เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้นจึงมีราคาแพง เปรียบเสมือนการแก้ที่อาการอย่างเดียว ไม่ใช่ที่รากสาเหตุ ตัวอย่างของเทคโนโลยีประเภทนี้ ได้แก่ เทคโนโลยีฟื้นฟูหน้าดิน, เทคโนโลยีชำระล้างพื้นที่มีพิษ, เทคโนโลยีบำบัดน้ำเสีย ฯลฯ

2. เทคโนโลยีบรรเทาปัญหา : มุ่งกักเก็บสารพิษหรือบำบัดสารพิษที่ปลายท่อ (end-of-pipe) ก่อนปล่อยไปภายนอกโรงงาน เทคโนโลยีประเภทนี้มีราคาค่อนข้างแพงและต้องใช้เงิน พลังงาน และทรัพยากรอื่นๆ อย่างสม่ำเสมอ และสร้างไอน้ำทิ้ง (waste steam) เป็น "ของเสีย" ตัวอย่างของเทคโนโลยีประเภทนี้ ได้แก่ เทคโนโลยีการจับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ออกจากก๊าซเชื้อเพลิง (flue gas desulfurization), หม้อพักลดเสียง (catalytic mufflers) ฯลฯ

3. เทคโนโลยีป้องกันมลพิษ : มุ่งป้องกันมลพิษ ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบกระบวนการอุตสาหกรรม หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยีประเภทนี้เปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตหรือตัวสินค้า เพื่อลดหรือป้องกันมลพิษ คุ้มค่ากว่าเทคโนโลยีบรรเทาปัญหา และลดการปล่อยไอน้ำทิ้งด้วย ตัวอย่างของเทคโนโลยีประเภทนี้ ได้แก่ กระดาษปลอดสารคลอรีน, กระบวนการเคลือบโลหะปลอดสารไซยาไนด์, น้ำมันปลอดสารตะกั่ว, และการออกแบบกระบวนการอุตสาหกรรมอื่นๆ

4. เทคโนโลยีที่ยั่งยืน : มุ่งออกแบบสินค้าหรือบริการใหม่ที่เป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างของเทคโนโลยีประเภทนี้ ได้แก่ หลอดไฟฟ้าประหยัดพลังงาน, กระดาษรีไซเคิล, พลังงานทดแทน ฯลฯ

ก่อนที่นิเวศอุตสาหกรรมจะเกิดได้อย่างจริง ภาครัฐจะต้องมองเห็นและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีประเภท "ป้องกัน" และ "ยั่งยืน" มากกว่าเทคโนโลยีประเภท "แก้" และ "บรรเทา" รวมทั้งเผยแพร่องค์ความรู้ด้านนี้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะองค์ความรู้เกี่ยวกับประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่บริษัทจะได้รับในระยะยาวจากการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการทำธุรกิจ

เพราะ "ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม" นั้นปัจจุบันมีเหตุผลทางธุรกิจพร้อมมูลแล้ว อยู่ที่ว่าบริษัทจะมีวิสัยทัศน์กว้างไกลพอที่จะมองเห็นหรือไม่เท่านั้น.

หน้า 38