หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2553

คอลัมน์ นอกรอบ โดย นิตินัย ศิริสมรรถการ dr.nitinai@gmail.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4171

ปีวัว (2552) กำลังจะผ่านไป ปีเสือ (2553) กำลังจะเข้ามา เป็นยังไงกันบ้างครับ ท่านผู้อ่าน ปีที่กำลังจะผ่านไปนี้ช่างมีความผันผวน หรือเรื่องไม่คาดฝันทางเศรษฐกิจกันเยอะเหลือเกินใช่ไหมครับ ตั้งแต่ปลายปีก่อนคาบเกี่ยวจนถึงต้นปีนี้โลกเรา ซึ่งรวมถึงประเทศไทยเราต้องเจอกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์โลกครั้งหนึ่งเลยทีเดียว เมื่อประกอบกับปัญหาทางการเมืองที่รุมเร้าภายในประเทศเราเป็นการเฉพาะแล้วทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยเราทรุดดิ่งเหวกันไปตาม ๆ กัน ...พอมาถึงราวเดือน เม.ย. 52 อยู่ ๆ ก็ดูเหมือนเศรษฐกิจโลกรวมถึงเศรษฐกิจบ้านเรากลับดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา เล่นเอาหักปากกาเซียนไปหลายคนว่าวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ดูเหมือนว่าจะยืดเยื้อยาวนาน น่าจะจบลงในระยะเวลาอันสั้น จนหลาย ๆ ฝ่ายออกมาบอกว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะเป็นรูปตัว V กล่าวคือ โลกเราจะมีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว...พอมาปลายปีเรื่องราวกลับพลิกผันอีก...กรณี Dubai World ที่มีการเลื่อนการชำระหนี้ก็ดี หรือกรณีปัญหาเศรษฐกิจของประเทศกรีซที่ทำให้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ต้องลดอันดับความน่าเชื่อถือกรีซลงก็ดี กลับชี้ให้เห็นกันว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ว่า คงไม่ใช่เป็นรูปตัว V เสียแล้วกระมังครับ.. ตอนนี้แบงก์ชาติบางประเทศก็เริ่มขึ้นดอกเบี้ยนโยบายกันแล้ว (ซึ่งแสดงว่าเศรษฐกิจประเทศเขาเริ่มร้อนแรงจนต้องมีนโยบายการเงินมาลดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจ และ/หรือ เงินเฟ้อ) ในขณะที่บางประเทศ (เช่นกรณี ดูไบ หรือกรีซ) ยังมีสัญญาณการทรุดตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง... อ้าว สรุปแล้วมันยังไงกันแน่ครับ เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจบ้านเรามันจะฟื้นหรือไม่ฟื้นกันแน่ครับ ? นั่นสิครับ นี่คงเป็นคำถามใหญ่สำหรับเศรษฐกิจปีหน้าครับ เศรษฐกิจโลกมีการเปลี่ยนแปลงมากหลังจากวิกฤตครั้งนี้ แถมปัจจัยภายในประเทศเราก็มีแต่ความไม่แน่นอน ปีหน้าคงผันผวนเอาเสียมาก ๆ จริง ๆ ครับ

เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงยังไงหรือครับ...ลองมาดูกันครับ...ประเทศอเมริกาต้นตอของปัญหาวิกฤตการเงินโลกครั้งนี้ ทุกคนก็ต้องยอมรับว่าเขาเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก โดยมีขนาดเศรษฐกิจราว 1 ใน 5 ของเศรษฐกิจโลกทั้งหมด ความมั่งคั่งของประเทศนี่ ไม่ต้องพูดถึงครับ ก่อนจะเจอวิกฤตเขามีความมั่งคั่งรวมถึง 64 ล้านล้านดอลลาร์ สรอ. หรือประมาณ 2.1-2.2 พันล้านล้านบาท ขนาดเศรษฐกิจไทยเราประมาณ 10 ล้านล้านบาท นั่นหมายถึงว่าเท่ากับ GDP ไทยเรา 200 กว่าปีครับ ... พอเขาเจอวิกฤตความมั่งคั่งของเขาหายไป 14 ล้านล้านดอลลาร์ สรอ. หรือเท่ากับ GDP ของเขาประมาณ 1 ปีพอดี...เจอวิกฤตครั้งนี้ คนอเมริกันจนลงเยอะเลยนะครับ...ปกติเมื่อก่อนถ้าเรารวย ๆ อยู่ เคยใช้เงินฟุ่มเฟือย พออยู่ ๆ เราจนขึ้นมาเราจะเป็นยังไงกันบ้างครับ ? ที่เคยฟุ้งเฟ้อก็ต้องเลิกฟุ้งเฟ้อกันใช่ไหมครับ .. คนอเมริกันก็เป็นคนครับ ก็ไม่ต่างจากเรา เมื่อก่อนเค้ามีรายได้ 100 บาท เขาออมกันประมาณบาทเดียว ตอนนี้ต่างแล้วครับ หลังจากวิกฤตเขาออมกัน 4-5 บาทแล้วครับ (สูงสุดในรอบราว 30 ปี) ก็เป็นธรรมดาครับ ความมั่งคั่งหายไปมาก ก็ต้องเริ่มอดออมสร้างฐานะกันใหม่ครับ

ออมกันเยอะ ก็หมายความว่าบริโภคกันน้อย...การบริโภคที่น้อยลงนี้จะทำให้เราคาดหวังว่าเราจะส่งออกไปอเมริกาได้มากเหมือนเดิมคงไม่ได้แล้วหละครับ...พวกรวยเก่าไม่ใช่เฉพาะประเทศอเมริกา แต่หมายถึงในอีกหลาย ๆ ประเทศ ทั้งอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ที่เคยเป็นตัวขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจโลกที่สำคัญหมดสตางค์กันแล้ว และคงจนกันไปอีกนานครับ...แล้วอย่างนี้ ตอนนี้เศรษฐกิจโลกมันฟื้นขึ้นได้ยังไงครับ ? คำตอบกำปั้นทุบดินก็คือ โลกเราต้องมีผู้นำทางเศรษฐกิจใหม่น่ะสิครับ...ประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market : EM) ครับ ที่นำเศรษฐกิจโลกอยู่ตอนนี้

(ดูกราฟ)

บทความวิจัยของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธ.ไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เขาทำไว้น่าสนใจครับ SCB EIC ได้วิเคราะห์ไว้ว่า ตั้งแต่หลังวิกฤตการเงินโลกเป็นต้นไป Landscape ทางเศรษฐกิจโลกจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว กลุ่มประเทศที่จะเป็นผู้นำในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกหลังวิกฤตเศรษฐกิจ จะเป็นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (Emerging Markets) มากกว่ากลุ่มประเทศที่พัฒนา (Developed Markets) ครับ การเปลี่ยนแปลงใน Lanscape นี้จะทำให้มีการเปลี่ยนในกลุ่มอุตสาหกรรมส่งออกทั้งสินค้าและบริการของไทย จาก Electronic Products และ Garment ที่เคยนำตลาดจากการนำเข้าของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว มาเป็นอุตสาหกรรม Electronic Products, Rubber และ Auto Parts ที่จะส่งออกไปยังประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น ในทางกลับกัน พึงต้องจับตามองการปรับตัวของอุตสาหกรรมบางอุตสาหกรรมที่เคยพึ่งพิงตลาดประเทศกลุ่มที่พัฒนาแล้วและไม่สามารถเจาะกลุ่มตลาดกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้ เช่น โรงแรมระดับ 4-5 ดาว ที่ในปีหน้า (2553) อาจจำเป็นต้องมีการแข่งขันด้านราคาสูง เพื่อกระตุ้นอัตราการเข้าพักที่สูงขึ้น โดยเราคาดว่าในปีหน้า (2553) ราคาห้องพักของโรงแรมระดับ 4-5 ดาวจะปรับตัวลงมาในระดับที่สูงกว่าโรงแรมระดับ 3 ดาวไม่มากอย่างในปัจจุบันครับ...ในทางกลับกัน ก็มีอุตสาหกรรมบางอุตสาหกรรมที่เมื่อก่อนประเทศพัฒนาไม่ได้ต้องการมากนัก แต่ปัจจุบันเป็นที่ต้องการของประเทศกำลังพัฒนาอย่างมาก เช่น น้ำมันดิบ ยางพารา ชิ้นส่วนอุปกรณ์รถยนต์ อุตสาหกรรมพวกนี้จะเป็นอุตสาหกรรมดาวเด่นทั้งด้านยอดขายและราคา...ลองจับตาดูกันไว้นะครับ

ลองมาดูเศรษฐกิจในประเทศบ้างนะครับ สำหรับเศรษฐกิจภายในประเทศแล้ว SCB EIC คาดว่าปี 2553 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ในระดับ 3.5% - 4.0% โดยมีโอกาสที่จะขยายตัวอยู่ในระดับประมาณ 3.7% ซึ่งสิ่งที่น่าสังเกตคือในการขยายตัว 3.7% นี้จะมาจากแรงขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรม และภาคที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมถึง 1.8% และ 0.8% ตามลำดับ...ตรงนี้น่าสนใจครับ เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนสูงถึง 40% และภาคที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมมีสัดส่วนถึง 25% ในเศรษฐกิจไทย จึงไม่น่าแปลกที่การขยายตัวของเศรษฐกิจปีหน้าที่ระดับประมาณ 3.7% จึงจะถูกขับเคลื่อนจาก 2 ภาคนี้รวมกันถึง 2.6% ดังนั้นเราคงต้องจับตาดูปัญหามาบตาพุดซึ่งจะส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิดต่อไปนะครับ ถ้าปัญหานี้ยืดเยื้อหรือขยายวงกว้าง โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะทรุดตัวไม่เป็นไปอย่างที่หลาย ๆ ฝ่ายคาดก็มีมากครับ

ลองมาดูด้านราคากันบ้างครับ เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) เฉลี่ยในปี 2553 คาดว่าจะอยู่ที่ 1.0% ส่วนเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) เฉลี่ย 2.5% โดยคาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะปรับตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนในเดือนธันวาคม 2552 น่าจะไต่ระดับขึ้นไปถึงราว ๆ ใกล้เคียง 4% และน่าจะอยู่ในระดับประมาณนี้ไปจนถึงไตรมาสที่ 2 ของปี 2553 ทั้งนี้เนื่องจากปัจจัยหลัก 2 ประการได้แก่ 1. ดัชนีราคาผู้บริโภคในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2552 อยู่ในระดับต่ำ และ 2.การปรับขึ้นของราคาน้ำมัน ซึ่งคาดว่าหลังปีใหม่น่าจะเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกรอบหนึ่งครับ

สำหรับอัตราดอกเบี้ย ก็คาดว่า ธปท.ยังคงน่าจะคงนโยบายอยู่ในระดับนี้ไปจนถึงครึ่งหลังของปี 2553 ทั้งที่ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์เงินเฟ้อค่อนข้างสูงในช่วงไตรมาสนี้ และไตรมาสหน้า จากเหตุผลที่กล่าวข้างต้นครับ แต่จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินครั้งที่ผ่านมา ยังไม่มีสัญญาณการปรับตัวของอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอนาคตอันใกล้แต่อย่างใด ซึ่งโดยปกติแล้วหากแบงก์ชาติรู้ว่าเงินเฟ้อกำลังจะมา เขาก็จะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้นเพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อไว้ก่อนครับ แต่นี่แบงก์ชาติคงเห็นว่าเงินเฟ้อที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสนี้ ไตรมาสหน้าจะเป็นเหตุการณ์ชั่วคราวกระมังครับ จึงไม่มีความกังวลมากถึงกับต้องปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว

สุดท้ายครับ คงหนีไม่พ้นแนวโน้มค่าเงินบาท...แม้ช่วงเดือน ธ.ค. 2552 นี้ ค่าเงินดอลลาร์ สรอ. จะเริ่มกลับมาแข็งตัวขึ้นบ้างจากความกังวลต่าง ๆ นานา ทั้งกรณีปัญหา ดูไบเวิลด์ ปัญหาประเทศกรีซ รวมไปถึงการที่เริ่มมีเงินไหลกลับเข้าประเทศสหรัฐ เพื่อไปซื้อสินทรัพย์ที่เริ่มขายจากกระบวนการประนอมหนี้ แต่ก็ยังคาดว่าค่าเงินดอลลาร์ สรอ. หลังจากปีใหม่ไปจนตลอดทั้งปียังอยู่ในทิศทางอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ สรอ. นี้เองจะส่งผลให้แนวโน้มค่าเงินบาทยังคงมีทิศทางแข็งค่าต่อเนื่องไปในปี 2553 ทั้งนี้เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐที่ต่ำจนเกือบเป็นศูนย์ ประกอบกับการอัดฉีดเม็ดเงินอย่างมหาศาลจากธนาคารกลางสหรัฐ รวมทั้งการขาดดุลงบประมาณการคลังในระดับสูงในปีที่ผ่านมา และจะต่อเนื่องไปยังปีที่กำลังจะมาถึงครับ

สรุปกันเลยดีกว่าครับ...สรุปแล้วปีหน้าแม้ GDP ไทยจะพลิกฟื้นกลับจากการติดลบกว่า -3.0% มาเป็นบวกเกือบ 4.0% ได้ แต่ต้องยอมรับครับ ว่าเศรษฐกิจไทยพึ่งพิงแรงขับเคลื่อนจากไม่กี่แหล่ง ?. แหล่งในประเทศก็พึ่งพิงการอัดฉีดเงินจากรัฐบาล และหากดูฝั่งการผลิต ก็พึ่งพิงภาคอุตสาหกรรมและภาคที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรม...ประเทศเราทะเลาะกันจนบ้านเมืองไม่ไปไหนครับ...ปีหน้าความอึมครึมในประเทศทั้งปัญหาด้านข้อกฎหมาย ทั้งปัญหากีฬาสี ก็ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงกดดันเศรษฐกิจเราอยู่อย่างต่อเนื่อง...เมื่อหันไปดูภาคต่างประเทศ...เศรษฐกิจโลกก็มีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เศรษฐกิจโลกเริ่มเห็นสัญญาณชัดเจนของการเปลี่ยนขั้วผู้นำทางเศรษฐกิจจากประเทศมหาอำนาจเก่า มาเป็นประเทศกำลังพัฒนา...ประเทศเราเป็นประเทศที่มีการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจสูงกว่า 100% ของ GDP จึงเลี่ยงไม่ได้ที่เศรษฐกิจเราจะผันผวนไปตามเศรษฐกิจโลกครับ...ปีหน้าความผันผวนยังมีต่อไปครับ...พี่น้องชาวไทยจะลงทุนอะไรผมว่าคงต้องพิจารณาเลี่ยง ๆ การลงทุนที่กล้าได้กล้าเสีย (high risk high return) หน่อยนะครับ ปลอดภัยไว้ก่อนครับ สวัสดีปีใหม่ ขอให้ทุกคนรวย ๆ สุขภาพกาย สุขภาพจิตแข็งแรงครับ

หน้า 26