|
||||||||||||||
|
กระตุ้นเศรษฐกิจกับนโยบายการคลัง คอลัมน์ คนเดินตรอก โดย วีรพงษ์ รามางกูร ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4108 ขณะนี้ผู้คนจำนวนมากก็พยายามฝากความหวังไว้กับแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่าจะบังเกิดผลอย่างไร รัฐบาลได้สร้างบรรยากาศ ท่านสามารถให้ความหวังกับผู้คนว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจจะเริ่มมีผลเมื่อถึงไตรมาสนั้นไตรมาสนี้ ทุกคนต่างก็เอาใจช่วยรัฐบาลกันทั้งนั้น แต่แล้วเมื่อรัฐบาลประกาศว่า รัฐบาลต้องตราพระราชกำหนดกู้ยืมเงิน 4 แสนล้านบาท และจะตรา พ.ร.บ.อนุญาตให้รัฐบาลกู้ได้อีก 4 แสนล้านบาท เพื่อดำเนินการในโครงการต่างๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย สำหรับ 4 แสนล้านบาทแรกรัฐบาลแถลงว่าต้องตราเป็นพระราชกำหนดเพราะมีความเร่งด่วน เพราะรายรับของรัฐบาลต่ำกว่าเป้าหมายเป็นจำนวนประมาณ 2 แสนล้านบาท จากที่เคยตั้งใจไว้ตอนทำ พ.ร.บ.งบประมาณว่าจะขาดดุลประมาณ 2.5 แสนล้านบาท เมื่อรัฐบาลเข้ามารับตำแหน่งได้ตั้งงบประมาณเพิ่มเติมอีก 1.1 แสนล้านบาท โดยไม่มีการเพิ่มทางด้านรายได้ ดังนั้นรัฐบาลควรจะขาดดุลประมาณ 3.6 แสนล้านบาท ต่อมาข้อมูลชัดขึ้นว่ารายได้ของรัฐบาลคงจะหลุดเป้าไปอีกอย่างน้อยก็ 2 แสนล้านบาท และได้ใช้เงินคงคลังชดเชยไปแล้วกว่าแสนล้านบาท ตกลงในส่วน 2 แสนล้านบาทแรกนั้นน่าจะมีความจำเป็นเร่งด่วนจริงที่ต้องตราเป็นพระราชกำหนด ส่วนอีก 2 แสนล้านบาทหลังคงจะเป็นการขอวงเงินกู้ไว้เผื่อถ้ารายได้ตกเป้ามากกว่า 2 แสนล้านบาท เพราะไม่มีรายละเอียดว่ารัฐบาลจะเอาไปใช้ทำโครงการลงทุนอะไรบ้างเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ขอพ่วงไปด้วย ก็เลยน่าเป็นห่วงว่ารัฐบาลจะอธิบายอย่างไร ส่วนที่จะตราเป็น พ.ร.บ.ขอกู้เงินเกินกว่ากฎหมายกำหนดได้อีก 4 แสนล้านบาท ไม่เป็นไร คงต้องมีการซักถามและมีการชี้แจงกันในสภา นอกจากจะขอกู้เงินเพิ่มแล้ว งบประมาณปี 2553 มีการตั้งงบประมาณรายจ่ายลดลง 2 แสนล้าน เหตุน่าจะมาจากทางกระทรวงการคลังเห็นว่ารายรับของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2553 คงจะลดลงหลุดเป้าเข้าไปอีก ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ได้ขึ้นภาษีสรรพสามิต บุหรี่ สุรา และน้ำมัน ซึ่งคาดว่าจะได้รายได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 7-8 หมื่นล้านบาท และมีนโยบายที่จะลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน โดยการขึ้นภาษีหรือปรับปรุงภาษีทรัพย์สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษีประจำปีของอสังหาริมทรัพย์อีก แต่ยังไม่มีรายละเอียด แต่ก็มีข่าวว่าทางสำนักงานเศรษฐกิจและการคลังได้เตรียมการไว้พร้อมแล้ว ถ้ารัฐบาลตัดสินใจ เรื่องแรกที่ขอออกความเห็นก็คือรัฐบาลให้สัญญาณสับสนในเรื่องทิศทางของนโยบายทางการคลัง ปัญหาที่เร่งด่วนทางเศรษฐกิจก็คือการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น การปิดโรงงาน การปลดคนงาน หรือการลดจำนวนชั่วโมงการทำงานโดยไม่มีค่าจ้าง การตั้งงบประมาณขาดดุลจำนวนมากโดยออกกฎหมายขอยกเว้นการดำเนินการตามวินัยทางการคลังเป็นการชั่วคราวก็คงไม่มีใครวิพากษ์วิจารณ์ได้มากนัก เพราะเสถียรภาพภายนอกยังดีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดยังไม่ขาดดุล ทุนสำรองระหว่างประเทศก็ยังแข็งแกร่งอยู่ ยังไม่ใช่ปัญหา การออกพระราชกำหนดขอกู้เงินเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเพื่อชดเชยรายได้ที่หลุดเป้าไป 2 แสนล้านบาท ก็น่าจะเป็นเรื่องจำเป็นรีบด่วน ส่วน 2 แสนล้านหลัง ถ้าสามารถชี้แจงว่ามีโครงการลงทุนทำอะไรบ้างก็น่าจะดี แต่การตั้งงบประมาณรายจ่ายลดลงในปี 2553 และการประกาศขึ้นภาษีอากร อันนี้เป็นการให้สัญญาณสวนทางกับทิศทางของนโยบายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ การตั้งงบประมาณรายจ่ายลดลง หรืออาจจะเรียกว่า "negative growth budget" ก็พอจะเข้าใจได้ เพื่อให้งบประมาณไม่ออกจากกรอบมากไปกว่างบประมาณ ปี 2552 แต่สำหรับการประกาศนโยบายขึ้นภาษีในยามเศรษฐกิจตกต่ำอย่างนี้น่าจะทำให้บรรยากาศที่รัฐบาลประกาศกระตุ้นเศรษฐกิจเสียไป ทำให้ความคาดหวังของผู้คนที่มีต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลคงเสียไปอย่างยิ่ง ผมจึงเห็นด้วยกับ "คุณซูม" ว่าขณะนี้ไม่ใช่เวลาที่เหมาะในการประกาศขึ้นภาษี แม้ว่าจะเป็นภาษีบาป เช่น ภาษีเหล้า บุหรี่ เบียร์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์อย่างอื่น คือขึ้นภาษีเพื่อให้การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้าน้อยลง สำหรับภาษีน้ำมัน แม้ว่าจะเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องเพื่อให้ราคาน้ำมันสะท้อนความเป็นจริง ผู้ใช้น้ำมันจะได้ประหยัด ไม่ใช้น้ำมันฟุ่มเฟือย แต่ขณะนี้จะเหมาะหรือไม่ก็น่าจะถกเถียงกันได้ ส่วนการประกาศจะขึ้นภาษีทรัพย์สินและภาษีมรดกนั้นน่าจะต้องพิจารณาให้ละเอียดรอบด้าน รัฐบาลอธิบายว่าการเก็บภาษีทรัพย์สินและภาษีมรดกว่าไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อรายได้ เพราะคงจะให้ผลทางรายได้น้อย อีกทั้งไม่ใช่เป็นรายได้ของรัฐบาลกลาง แต่จะเป็นรายได้ของรัฐบาลท้องถิ่น ความคิดในเรื่องการใช้ภาษีอากรเพื่อเป็นเครื่องมือในการลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนนั้น เคยเป็นกระแสความคิดที่สำคัญในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อกระแสความคิดทางสังคมนิยมกำลังพัดแรง บัดนี้ความคิดนี้เปลี่ยนไปว่า ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนในด้านรายได้และทรัพย์สินนั้นสำคัญน้อยกว่าความแตกต่างทางด้านความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิต จุดมุ่งหมายของภาษีอากร ควรมองว่าภาษีที่จะเก็บนั้นได้ก่อให้เกิดรายได้คุ้มที่จะเก็บหรือไม่ หรือมีความยุ่งยากมีค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บ หรือเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริต การฉ้อราษฎร์บังหลวง หรือทำให้คุ้มค่าที่จะเลี่ยงภาษี หรือการหนีภาษี แทนที่จะสร้างความเป็นธรรมในสังคมให้มากขึ้น อาจจะสร้างความไม่เป็นธรรมให้มากขึ้นด้วยซ้ำ ถ้าภาษีนั้นทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง เกิดความเสียเปรียบในการแข่งขัน ทำลายประสิทธิภาพในการผลิต เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทำลายแรงจูงใจในการออม สำหรับภาษีทรัพย์สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะนี้ภาษีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ หากจะปรับปรุงทั้งฐานภาษี และอัตราภาษีให้สูงขึ้นก็น่าจะมีปัญหาหลายอย่าง ทั้งในด้านจุดมุ่งหมายและในแง่ปฏิบัติ ในแง่จุดมุ่งหมาย หากเป็นไปเพื่อการเพิ่มรายได้ก็ไม่น่าจะเป็นฐานภาษีที่ดี ความไม่สะดวกในการจัดเก็บภาษี เพราะต้องใช้เจ้าพนักงานในการประเมินประเภทของที่ดิน ขนาดของที่ดิน การใช้ประโยชน์ของที่ดิน โอกาสที่เจ้าพนักงานจะมีความผิดพลาดทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจจะมีสูงมาก ที่สำคัญ ผลของการจัดเก็บอาจจะทำให้มีผู้คนบางกลุ่มบางเหล่าที่ไม่มีความสามารถในการเสียภาษี เพราะผลตอบแทนของทรัพย์สินมีอัตราต่ำกว่าภาษี อาจจะถูกทางการฟ้องร้องบังคับขาย เพื่อนำเงินมาชำระภาษี อัตราภาษีที่สูงเกินไปอาจจะทำให้คนในเมืองต้องแบ่งแยกกันอยู่ เป็นย่านคนรวยกับย่านคนจน แทนที่จะอยู่ด้วยกัน ภาษีทรัพย์สินที่สูงอาจจะทำให้ราคาทรัพย์สินหรือราคาอสังหาริมทรัพย์มีราคาลดลง บางคนอาจจะมองว่าเป็นผลดี แต่หลายคนก็มองว่าไม่เป็นผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสถาบันการเงินในระบบทุนนิยมเสรี เพราะจะทำให้หลักประกันในการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินด้อยค่าลงไป เมื่อคิดผลดีผลเสียแล้วจึงได้ออกกฎหมายเก็บภาษีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ในอัตราที่ค่อนข้างสูงและเป็นอัตราที่ก้าวหน้าแทนการเก็บภาษีเป็นรายปีเพิ่มเติมจากภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่ ถ้าผู้ถืออสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดินบ้านช่อง ถ้าไม่ขายไม่โอนกรรมสิทธิ์ก็เสียภาษีบำรุงท้องที่และภาษีโรงเรือน แต่ถ้าขายก็จะต้องเสียภาษีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ในอัตราก้าวหน้า ยิ่งซื้อมาขายไปถือครองไว้ในช่วงเวลาอันสั้นก็เสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น ผู้เสียภาษีก็ไม่เดือดร้อนว่าจะไม่มีเงินเสียภาษี เพราะไปเสียภาษีเอาตอนขาย ซึ่งได้เงินจากการขายอยู่แล้วคงไม่เดือดร้อนนัก บางทีก็ตกลงออกภาษีกันคนละครึ่งกับผู้ซื้อ หรือบางทีก็ตกลงกันให้ผู้ซื้อเป็นคนออกภาษีให้ ภาษีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์แทนการเก็บภาษีทรัพย์สินที่ต้องจ่ายเป็นรายปีมีข้อดีอีกอย่างก็คือในช่วงเศรษฐกิจรุ่งเรืองจะมีการซื้อขายที่ดินและอสังหาริมทรัพย์มาก ภาษีก็เก็บได้มาก เท่ากับเป็นการดึงเศรษฐกิจไว้ไม่ให้ร้อนแรง ตรงกันข้ามในขณะที่เศรษฐกิจซบเซา การซื้อขายหรือการโอนกรรมสิทธิ์มีน้อย ภาษีจากการขายอสังหาริมทรัพย์ก็เก็บได้น้อย ไม่เป็นการดึงให้เศรษฐกิจซบเซามากขึ้นไปอีก ที่สำคัญหากเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ในรูปของมรดก ไม่ว่าจะเป็นมรดกไปสู่ทายาทโดยธรรม หรือทายาทโดยพินัยกรรม หรือการโอนให้ลูกหลานก็ได้รับการยกเว้นภาษี จึงเป็นภาษีที่ทายาทเจ้าของมรดกไม่ถูกบังคับขาย หรือนำมาเสียภาษี สำหรับภาษีมรดกนั้นบัดนี้ประเทศต่างๆ ต่างทยอยลดความสำคัญลง หลายประเทศที่เคยเก็บในอัตราสูงก็ลดอัตราภาษีลง บางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกายกเลิกภาษีมรดกไปแล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่ามรดกเป็นการออมของเจ้ามรดก เมื่อความคิดสมัยใหม่ที่ทยอยหักการออมออกจากฐานภาษีมรดก มรดกอันเกิดจากการออมของเจ้ามรดกก็ควรได้รับการยกเว้นไปด้วย ถ้าจุดมุ่งหมายจะนำเอาภาษีมรดกมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นที่ไม่ใช่เพื่อหารายได้ แต่เพื่อลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนก็ไม่น่าจะเป็นเครื่องมือที่ดี แนวความคิดเรื่องภาษีอากรได้เปลี่ยนไปมาก การใช้ภาษีอากรเป็นเครื่องมือในการลดช่องว่างเป็นการดึงคนรวยลงมา แทนที่จะยกระดับคนจนและคนชั้นกลางให้มีระดับความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตให้สูงขึ้น รัฐบาลไม่ควรผลีผลามรีบตัดสินใจไปตามกระแส ซึ่งสำหรับเมืองไทยแล้วมักจะหวือหวา ไม่ค่อยจะได้พิจารณาให้ถ่องแท้ถึงผลดีผลเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกที่มีการแข่งขัน ทั้งในเรื่องประสิทธิภาพ ทั้งในเรื่องการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ความคิดเห็นของแนวทางพัฒนา นโยบายการเงินการคลัง ภาษีอากร เป้าหมายในการพัฒนา บทบาทของรัฐบาลในระบบเศรษฐกิจและอื่นๆ ได้เปลี่ยนไปอย่างมากมาย ไม่เหมือนกับตอนที่เราเรียนหนังสือแล้ว ขอให้โชคดี หน้า 37
|