หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ยุคของความรุนแรงทางการเมือง

คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ โดย ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ มติชนรายวัน วันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11386

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ล้มเหลวทางด้านการเมืองการปกครองอย่างสิ้นเชิง เส้นทางของระบอบประชาธิปไตยที่เคยผ่านการรัฐประหารบ่อยครั้งได้เปลี่ยนมาสู่ยุคใหม่ที่เสี่ยงต่อความรุนแรงและการเสียเลือดเนื้อของประชาชนคนเดินถนนยิ่งกว่ายุคใดๆ

ผู้แทนของปวงชนสามารถสร้างความเชื่อมั่นในระบอบรัฐสภาได้น้อยมาก เมื่อเทียบกับความร่ำรวยของตนภายหลังจากการเข้ามามีอำนาจในรัฐสภา

ความรุนแรงจนเกือบเหมือนสงครามกลางเมืองตั้งแต่เหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 ถึงเทศกาลสงกรานต์ 2552 ไม่มีนักการเมืองหรือผู้ที่เกี่ยวข้องแม้แต่ผู้เดียวที่แสดงความรับผิดชอบ

บทบาทของผู้มีอิทธิพลทางการเมืองวันนี้ คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการนิรโทษกรรมเพื่อให้ดุลอำนาจใหม่เอื้อต่อตนได้เร็วขึ้นและมากขึ้น โดยมิได้สนใจว่าประเทศไทยกำลังเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างอำนาจที่ไม่ราบรื่นและเป็นอันตรายต่อความมั่นคงปลอดภัยของสังคม

การป้องกันปัญหาความรุนแรงในอนาคตกลับเป็นประเด็นที่นักวิชาการและปัญญาชนให้ความสนใจมากกว่า และอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าการเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคของความรุนแรงที่สังคมจะต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้อง

ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์ นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดี กำลังนำทีมเร่งศึกษาวิกฤตการณ์ความรุนแรงทางการเมืองโดยมีรองศาสตราจารย์ สุริชัย หวันแก้ว แห่งสถาบันวิจัยสังคม เป็นผู้ประสานงาน ส่วนในคอลัมน์ดุลยภาพ ดุลยพินิจ สองบทความติดต่อกัน รองศาสตราจารย์ ดร.ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ ได้พยายามชี้ให้เห็นถึงเหตุของสงครามความขัดแย้งที่ต้องหาทางออกให้ตรงจุด ศาสตราจารย์ ผาสุก พงษ์ไพจิตร ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เช่นเดียวกัน แต่มีวิวาทะในทางตรงกันข้ามว่าความรุนแรงนั้นมาจากความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างคนจนกับคนรวย

สังคมไทยต้องลดความสับสนและความรุนแรงนี้

อะไรคือวิกฤตแห่งความรุนแรงทางการเมืองในปัจจุบัน ความขัดแย้งอาจนำไปสู่ความรุนแรงและความขัดแย้งนั้นมีทั้งที่มาจากพื้นฐานความเป็นปฏิปักษ์และไม่เป็นปฏิปักษ์กัน ในทรรศนะของมาร์กซิสม์ ความขัดแย้งทางชนชั้นเป็นความขัดแย้งที่เป็นปฏิปักษ์ การผ่อนคลายความรุนแรงทางสังคมที่มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งประเภทนี้จึงต้องลดความแตกต่างทางชนชั้นลง

อย่างไรก็ตาม โลกได้ว่างเว้นจากความรุนแรงทางชนชั้นมาเป็นเวลานาน ความขัดแย้งที่รุนแรงถึงขั้นเป็นสงครามประหัตประหารกันที่เราเห็นภายหลังยุคสงครามเย็น จึงมักมีสาเหตุมาจากการกดขี่และการรุกรานทางชนชาติ ส่วนที่สะสมมานานก็มาจากความเชื่อหรือลัทธิศาสนาที่โจมตีกันอย่างไม่ถูกต้อง หรืออาจเป็นความขัดแย้งทางศีลธรรมที่ยากต่อการประนีประนอม

รากเหง้าของความเป็นปฏิปักษ์จึงต้องได้รับการแก้ไขป้องกันเพราะความไม่เป็นธรรมเหล่านี้ก็คือความรุนแรงนั่นเอง

ความขัดแย้งที่ปรากฏอยู่เสมอในสังคมมักเป็นเรื่องผลประโยชน์ซึ่งอาจเจรจาต่อรองกันได้ในหลายกรณี ไม่ใช่ความขัดแย้งที่เป็นปฏิปักษ์ แต่ก็ไม่ง่ายเลยถ้าเดิมพันนั้นสูงมากและคู่กรณียิ่งใหญ่จนไม่ต้องฟังใคร

ความรุนแรงทางการเมืองของไทยในปัจจุบันเป็นอุบัติการณ์ที่ขัดกับความรู้สึกทั่วไปของสังคมที่รักสงบและไม่สนใจอุดมการณ์ทางการเมือง

แม้ว่าการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นจะมีจำนวนมวลชนที่แตกต่างกันในเชิงฐานะทางการเงินและความเป็นภูมิภาคเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเห็นได้ชัด ความขัดแย้งนี้ก็ยังห่างไกลจากคำว่าการต่อสู้ทางชนชั้น

การลำดับสถานการณ์น่าจะช่วยให้เห็นลักษณะพิเศษของความรุนแรงในปัจจุบันได้ ระบอบทักษิณเริ่มต้นด้วยอำนาจเกือบเบ็ดเสร็จในรัฐสภา แต่เต็มไปด้วยข้อครหาเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่น ความไม่พอใจในระยะนั้นอยู่ในวงจำกัดและไม่เป็นที่รับรู้

กรณีภาษีชินคอร์ปถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการเคลื่อนไหวต่อต้านระบอบทักษิณและทำให้คุณทักษิณอาศัยการยุบสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเริ่มเกมใหม่ แต่ไม่สามารถคุมสถานการณ์ได้จนกระทั่งเกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

วิกฤตครั้งนี้จึงเป็นวิกฤตศรัทธา ที่แม้แต่คนที่ร่วมกับระบอบทักษิณก็จำต้องถอยห่าง หลายคนในจำนวนนั้นเป็น "พวกอำมาตย์" ที่เคยเกื้อกูลกันอย่างดี ความมัวหมองทำให้คุณทักษิณโดดเดี่ยว เหลือแต่นักการเมืองและฐานเสียงที่ยังเชื่อมั่นอยู่

โครงสร้างอำนาจจึงเปลี่ยนจากระบอบที่คุณทักษิณมีอำนาจเดี่ยวมาสู่อำนาจสองขั้วที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงระหว่างฝ่ายต่อต้านนอกรัฐสภาที่มีความหลากหลายกับฝ่ายคุณทักษิณที่ยอมรับสภาพใหม่ไม่ได้และมีฐานเสียงเห็นใจ

อิทธิพลที่ยังดำรงอยู่มีส่วนทำให้รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์สับสนในบทบาทของการถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติ กลับตัดสินใจเร่งให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว มากกว่าการขยายความรับรู้และความเข้าใจในหมู่ประชาชน

ฝ่ายคุณทักษิณมีเดิมพันสูงเกินกว่าที่จะยอมประนีประนอมโดยที่ตนเองรู้สึกเสียเปรียบ การเจรจาอาจเกิดขึ้นได้ ทว่ายากมากภายใต้วิกฤตจริยธรรมและดุลอำนาจลักษณะนี้ การเคลื่อนไหวของสีแดงซึ่งเป็นกาลกิณีของสีเหลืองจึงมีพลังเพียงพอที่จะนำไปสู่การต่อสู้ที่สร้างความบอบช้ำแก่การปกครองที่ไม่มีตนเป็นผู้นำได้ และเหตุการณ์ช่วงสงกรานต์ 2552 ก็เป็นหนึ่งในผลพวงของความขัดแย้งทางอำนาจนี้

สงครามเมื่อเริ่มต้นขึ้นแล้วย่อมยากที่จะจบลง ความรุนแรงทางการเมืองในปัจจุบันคงจะแก้ไขได้ต่อเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด

ความรุนแรงอาจพักตัวชั่วคราวและคงกลับมาอีกในลักษณะต่างๆ เมื่อมีจังหวะโอกาส รัฐบาลจึงมีหน้าที่ลดการเผชิญหน้าในอนาคตด้วยการให้ความรับรู้ต่างๆ ของประชาชนอาศัยหลักเหตุผลและตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของส่วนรวม มิใช่การโฆษณาชวนเชื่อ

รัฐบาลจำต้องรักษากฎหมายอย่างเคร่งครัด ควรเปิดโอกาสให้มีการประนีประนอมตราบใดก็ตามที่การเจรจาต่อรองนั้นไม่มีผลใดๆ ต่อกฎหมายและกติกาของสังคม

คุณชวน หลีกภัย และคุณบัญญัติ บรรทัดฐาน จึงนับเป็นเสาหลักของรัฐสภาไทยอย่างแท้จริง ที่มีสายตายาวไกล ไม่สนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและนิรโทษกรรมให้นักการเมือง

ไม่มีการแก้ไขกรณีพิพาทใดที่ยอมให้มีผลไปถึงขั้นแก้ไขกฎกติกาที่ต้องใช้กับทุกๆ คน

ความจริงแล้ว รัฐธรรมนูญปี 2550 มิได้แตกต่างจากฉบับปี 2540 มากนัก ยกเว้นการป้องกันการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จทางรัฐสภาผ่านเผด็จการของเสียงข้างมากและการลงโทษการทุจริตทางการเมืองที่หนักมากขึ้น

การปรับตัวของนักการเมืองและพรรคทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งจำเป็น จนกว่าจะเห็นว่าบทบัญญัติใดมีความที่เป็นผลร้ายต่อประชาชนหรือสังคมโดยรวม กระบวนการแก้ไขตามขั้นตอนที่กำหนดไว้จึงจะมีเหตุผลสมควร

ในทางการเมือง การแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือแม้แต่การนิรโทษกรรมแก่นักการเมืองอาจลดแรงกดดันในรัฐบาลผสมชุดนี้ได้มาก หรืออาจซื้อใจนักการเมืองมิให้ถอยห่างไปหาระบอบทักษิณที่ยังมีศักยภาพอยู่ ซึ่งอาจช่วยต่ออายุของรัฐบาลให้การถ่ายโอนอำนาจมีเวลามากขึ้นบ้าง แต่เมื่อดำเนินการจริง การถ่ายโอนอำนาจจะถูกบิดเบือนไปสู่โครงสร้างอำนาจใหม่ที่มีข้อครหาและขาดเสถียรภาพยิ่งขึ้น

ความเสื่อมศรัทธาที่ตามมาจะทำให้การเมืองตึงเครียดอยู่นอกรัฐสภาและอาจส่งผลให้อายุของรัฐบาลชุดนี้สั้นขึ้น กลายเป็นการดิ้นรนที่ไม่มีประโยชน์ต่อประชาชนและระบบการเมืองทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ในขณะที่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจขยายตัวเป็นปัญหาที่จะต้องได้รับการแก้ไข การเมืองกลับเสื่อมโทรมเพราะเต็มไปด้วยการฉ้อฉล นักการเมืองในท้องถิ่นที่มีบทบาทมากขึ้นส่วนสำคัญประการหนึ่งมาจากความอ่อนแอของข้าราชการ แม้ว่าเราจะมีนักการเมืองที่มีคุณภาพมากขึ้นบ้างในต่างจังหวัด

การขาดบรรทัดฐานทางจริยธรรมและการเมืองทำให้การเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรมของการจัดสรรผลประโยชน์จากการใช้อำนาจรัฐ การเป็นผู้แทนราษฎรคือการเป็นทีมการเมืองที่จำเป็นของการเป็นรัฐบาล เป็นความจำเป็นทางธุรกิจที่ห่างไกลจากอุดมการณ์หรือผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน

การเมืองที่ทุจริตและทำร้ายประเทศจึงเป็นบ่อเกิดของความรุนแรงในปัจจุบัน ถ้าการฉ้อฉลไม่ถูกควบคุม ทุกคนก็ต้องขอสิทธิที่จะฉ้อฉล หรือไม่ก็ขอเปลี่ยนแปลงกติกาตามความต้องการบ้าง

นี่คือความไม่เป็นธรรมที่พลังทางสังคมขาดความอดทนและกำลังประกอบเป็นยุคแห่งความรุนแรงที่ยืดเยื้อยาวนาน

หน้า 6