หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ชนชั้นกลาง

นิธิ เอียวศรีวงศ์  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 29 ฉบับที่ 1505

พลเอกสมเจตน์ บุญถนอมให้สัมภาษณ์มติชนว่า หากเมืองไทยมีชนชั้นกลางสัก 70-80% ประชาธิปไตยก็จะไปได้ (โดยท่านไม่ต้องออกมาช่วยเขาทำรัฐประหาร?)

ถ้ามองในบริบทของโลก ผมคิดว่าท่านพูดช้าไปประมาณ 150 ปี แต่มองในบริบทของไทยก็นับว่ายังทันสมัยอยู่ แม้ว่าในเมืองไทยพูดเรื่องนี้กันมาไม่ต่ำกว่า 75 ปีแล้วก็ตาม

ประชาธิปไตยแบบตะวันตกซึ่งเราใช้เป็นแม่แบบนั้น ที่จริงแล้ว เป็นการปกครองของอภิสิทธิ์ชน ถ้าเอากรีกเป็นต้นกำเนิด เอเธนส์ให้สิทธิทางการเมืองเฉพาะแก่เสรีชน ซึ่งหมายความถึงคนจำนวนน้อยที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินและเป็นผู้ชาย จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 อังกฤษก็ยังให้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งแก่ผู้เสียภาษีทรัพย์สินและผู้ชายเท่านั้นเหมือนกัน... และแน่นอนว่าเป็นคนส่วนน้อยของสังคม

ท่ามกลางการต่อสู้เรียกร้องสิทธิทางการเมืองที่เท่าเทียมของคนที่ถูกผลักไปอยู่ชายขอบ จะให้เหตุผลแก่อภิสิทธิ์นี้อย่างไร จะบอกว่าอั๊วเป็นเจ้าของประเทศมากกว่าลื้อก็ไม่ได้ เพราะขัดกับสำนึกความเป็นพลเมืองของชาติซึ่งอภิสิทธิ์ชนปลุกเร้าขึ้นมาเองในช่วงนี้เหมือนกัน

คำตอบที่ฟังเข้าท่ากว่าซึ่งอภิสิทธิ์ชนใช้ก็คือ อั๊วมีการศึกษาดีกว่าลื้อ จึงอยู่ในฐานะที่จะตัดสินชะตากรรมของบ้านเมืองได้ดีกว่าลื้อ

นักเรียนไทยที่ไปเรียนยุโรปในช่วงนี้ รับเอาคำตอบนี้มาปรับใช้ในเมืองไทย น่าประหลาดที่ทั้งฝ่ายราชาธิปไตยและประชาธิปไตยต่างปรับใช้ตรงกัน นั่นคือ สิทธิทางการเมืองนั้นต้องสงวนไว้แก่คนมีการศึกษาเท่านั้น

พระราชนิพนธ์ใน ร.6 หลายชิ้น จำลองภาพของระบอบประชาธิปไตยในเมืองไทยที่ยังไม่ "พร้อม" ว่า คือการโต้เถียงขัดแย้งกันด้วยเรื่องไร้สาระ โดยตัวแทนประชาชนซึ่งได้รับเลือกตั้งเพราะมีเงินมาก และด้วยเหตุดังนั้นจึงไม่ใช่ไทยแท้ หากเป็นคนจีนหรือลูกจีน โดยนัยะก็คือองค์กรปกครองอย่างนี้ย่อมนำบ้านเมืองไปสู่หายนะ

แน่นอนว่า คนที่ควรบริหารบ้านเมืองนั้น นอกจากต้องมีการศึกษาแล้ว ยังควรเป็นสุขุมาลชาติ (ผู้มีกำเนิดอันละเอียดอ่อน) ด้วย

คณะราษฎรไม่เห็นว่าสุขุมาลชาติเป็นคุณสมบัติสำคัญ แต่เห็นพ้องว่า การศึกษามีความสำคัญ ดังนั้น จึงกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับแรก (ซึ่งฝ่ายเจ้ามีส่วนร่วมร่างขึ้น) ว่า ก่อนที่ประชาชนเกินครึ่งจะได้รับการศึกษาตามเกณฑ์ สภาผู้แทนราษฎรจะประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้งครึ่งหนึ่ง... เป็น "การเมืองใหม่" ที่มีอายุ 77 ปีเข้าไปแล้ว

หลักการข้อนี้ไม่เคยเสื่อมถอยไปในประชาธิปไตยไทย ตราบจนกระทั่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 กล่าวคือ ในสภาผู้แทนราษฎรอาจไม่มี ส.ส.ที่มาจากการแต่งตั้งเลย แต่มีก็จะมีวุฒิสภาหรือพฤติสภาซึ่งมาจากการแต่งตั้งคอยถ่วงดุลอยู่เสมอ แต่ครั้นรัฐธรรมนูญฉบับนั้นถูกฉีก หลักการข้อนี้ก็กลับมาในวุฒิสภาของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 อีก

ผมจึงบอกว่า ความคิดของท่านพลเอกสมเจตน์นั้นทันสมัยในเมืองไทย แม้ว่าล้าสมัยในโลก

อย่างไรก็ตาม หลักการข้อนี้เป็นหลักการที่คานธีและผู้นำกู้ชาติอินเดียไม่เชื่อถือ อินเดียให้สิทธิทางการเมืองที่เท่าเทียมแก่พลเมืองของตนนับตั้งแต่ได้รับเอกราช ทั้งๆ ที่ในตอนนั้น กว่าครึ่งของพลเมืองอินเดียอ่านหนังสือไม่ออก

และจนถึงทุกวันนี้ ประชาธิปไตยอินเดียก็ยังทำงานได้ดี (อย่าคิดว่าเป็นมรดกทางการเมืองของอังกฤษ เพราะประชาธิปไตยทำงานไม่ได้เอาเลยในอดีตอาณานิคมอังกฤษอีกมาก เช่น ปากีสถาน, แอฟริกาใต้สมัยแบ่งแยกผิว หรือในโรดีเชีย-แซมเบีย เป็นต้น) ประชาธิปไตยอินเดียจึงพิสูจน์ว่า การศึกษาไม่ใช่เงื่อนไขที่ขาดไม่ได้ของประชาธิปไตย

ยิ่งกว่านี้ เมื่อเราเอาการศึกษาไปผูกติดไว้กับชนชั้นกลาง นัยะก็คือ การศึกษามีความหมายเฉพาะการศึกษาในระบบ ซึ่งชนชั้นกลางมักได้รับสูงกว่าคนอื่น ออกจะเป็นการให้ความหมายแก่การศึกษาที่แคบไปหน่อย

นอกจากนี้ ก็ไม่ค่อยชัดเจนนักนะครับว่า ความรู้ที่ได้จากการศึกษาในระบบนั้นจะทำให้คนชั้นกลางตัดสินใจทางการเมืองได้อย่างฉลาดแหลมคมขึ้นอย่างไร

เช่น ถ้ารู้กฎแรงโน้มถ่วงแล้วจะทำให้รู้ได้อย่างไรว่า ควรซื้อหรือเช่ารถเมล์ดี

แท้จริงแล้ว ความหมายที่แท้จริงของการศึกษาคือการเรียนรู้ คนเราเรียนรู้ได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านระบบการศึกษา และในความเป็นจริง ผู้คนเรียนรู้อะไรมากมายจากชีวิตของตนเอง แค่ดูทีวีก็ได้เรียนรู้อะไรเยอะแยะ ทั้งที่จริงและไม่จริง ทั้งที่ได้เรื่องและไม่ได้เรื่อง เช่นเดียวกับสนทนากับผู้อื่น, ไปวัดฟังธรรม, ดูคอนเสิร์ต, จีบแฟน ฯลฯ

คนที่ผ่านการศึกษาในโรงเรียนก็เรียนรู้จากชีวิตจริงของตน มากเสียยิ่งกว่าในห้องเรียนเสียอีก

ปัญหาก็คือ คนต้องเรียนรู้อะไรจึงจะทำให้เป็นผู้ใช้สิทธิ์ทางการเมืองได้อย่างเหมาะสมกับพลเมืองของระบอบประชาธิปไตย

คำตอบตรงไปตรงมาคือเรียนรู้ความเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆ ในโลกครับ คือรู้ว่าทำอย่างนี้แล้ว จะไปกระทบถึงคนอื่นและอะไรอื่นอย่างไรบ้าง และที่สำคัญที่สุดคือกระทบถึงตัวและเครือข่ายความสัมพันธ์ของตัวอย่างไร

ที่ผมเรียกว่าเครือข่ายความสัมพันธ์ในที่นี้ มีความหมายทั้งในเชิงรูปธรรมและนามธรรม เพื่อนฝูงญาติพี่น้องหรือชุมชนก็คือเครือข่ายที่เป็นรูปธรรม แต่สำนึกถึงกลุ่มที่ใหญ่กว่านั้น เช่น จังหวัดของตัว, ชาติของตัว หรือมนุษยชาติทั้งโลก เป็นเครือข่ายเชิงนามธรรม

อย่านึกนะครับว่า คนที่ไม่ผ่านการศึกษาในระบบคิดถึงเครือข่ายเชิงนามธรรมไม่เป็น คนไทยโบราณมีสำนึกเต็มเปี่ยมถึงโลกของชาวพุทธ ที่มีกำเนิดในลังกา-เมืองมอญ และข้ามไปจนถึงลาวและเขมรว่า เป็นกลุ่มทางสังคมที่ตัวสังกัดอยู่ด้วย ทั้งๆ ที่คนไทยโบราณไม่เคยผ่านโรงเรียนเลย

คนอินเดียที่อ่านหนังสือไม่ออก ก็มีสำนึกถึงเครือข่ายเชิงนามธรรมได้เหมือนกัน เช่นสำนึกใน "กลุ่ม" ภาษาเดียวกัน เป็นต้น

ผมไม่ปฏิเสธนะครับว่า คนเราไม่ได้เรียนรู้อย่างอิสระเสรี แต่ทุกคนต่างเรียนรู้อยู่ภายใต้ความคิดครอบงำบางอย่างทั้งนั้น (ซึ่งนักวิชาการเรียกว่า "วาทกรรม" -ไม่ได้แปลว่าคำพูด) ฉะนั้น เราจึงเรียนรู้อะไรภายใต้การกำกับของความคิดครอบงำในวัฒนธรรมของเราเสมอ เช่น คนไทยเรียนรู้ความเชื่อมโยงทางสังคมภายใต้การยอมรับถึงความไม่เท่าเทียมกันของมนุษย์ เป็นต้น

ถามว่า การศึกษาในระบบปลดปล่อยคนจากความคิดครอบงำได้กระนั้นหรือ? คำตอบกลับเป็นตรงกันข้ามเลยทีเดียว การศึกษาในระบบของไทยคือการปลูกฝังความคิดครอบงำ (อีกชุดหนึ่ง) ให้ฝังรากแน่นแฟ้นจนถ่ายถอนได้ยากด้วยซ้ำ ไม่เฉพาะแต่ความคิดครอบงำทางการเมืองเท่านั้นนะครับ แต่รวมถึงความคิดครอบงำทางสังคม, เศรษฐกิจ, วัฒนธรรม หรือแม้แต่ทางวิชาการด้วย

และความคิดครอบงำหลายอย่างที่ปลูกฝังกันในโรงเรียนนั้นเป็นปฏิปักษ์กับประชาธิปไตยด้วยซ้ำ

การศึกษาในระบบจึงไม่เป็นเหตุผลที่จะสนับสนุนให้สิทธิทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของใครมีมากกว่าใคร ประชาธิปไตยจะไปได้หรือไม่จึงไม่ขึ้นอยู่กับจำนวนของชนชั้นกลางแต่อย่างไร

นอกจากนี้ ใครคือชนชั้นกลางครับ คำนี้นิยามยากในทางวิชาการ ซ้ำยังยากขึ้นไปอีกเมื่อไปผูกกับประชาธิปไตย

ประชากรส่วนใหญ่ในประเทศประชาธิปไตยเวลานี้คือแรงงาน ถือว่าเป็นคนชั้นกลางหรือไม่? อย่าลืมนะครับว่าแรงงานมักอยู่ในเขตเมือง ได้รับข้อมูลข่าวสารหนาแน่น และมักมีวิถีชีวิตหรืออย่างน้อยมีความฝันว่าจะมีวิถีชีวิตเหมือนคนมีฐานะดีในเมือง หรือคนชั้นกลางอื่นๆ นั่นเอง ทั้งมีสำนึกทางการเมืองที่แหลมคม เพราะต้องปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง ด้วยการเคลื่อนไหวทางการเมือง

ถ้าถือว่าแรงงานคือคนชั้นกลาง ปัจจุบันส่วนใหญ่ของคนไทยคือแรงงานครับ ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและบริการ และควรรวมถึงเจ้าของธุรกิจรายย่อย เช่นขายกล้วยปิ้งด้วย

ในทำนองเดียวกัน ส่วนใหญ่ของเกษตรกรไทยเวลานี้ทำเกษตรเชิงพานิชย์ หมายความว่าผลประโยชน์ของเขาผูกพันอยู่กับการจัดสรรทรัพยากรของรัฐอย่างแยกไม่ออก แม้จำนวนมากยังยากจนอยู่ แต่ก็มีสำนึกเต็มเปี่ยมว่า การจัดสรรทรัพยากรซึ่งปรากฏในรูปนโยบายสาธารณะย่อมกระทบถึงเขาอย่างแน่นอน

คุณสมบัติเช่นนี้คือ คุณสมบัติทางการเมืองที่เราคาดหวังจากชนชั้นกลางไม่ใช่หรือ? ถ้าเช่นนั้น เกษตรกรส่วนใหญ่ของไทยได้กลายเป็นชนชั้นกลางไปแล้ว

ในความเป็นจริง เมืองไทยเวลานี้อาจมีชนชั้นกลางมากกว่า 70-80% แล้ว การชุมนุมของคนเสื้อแดง ก็เป็นการชุมนุมทางการเมืองของชนชั้นกลางเหมือนกัน

ผมคิดว่าปัญหาของพลเอกสมเจตน์และของกลุ่มคนเสื้อเหลืองอยู่ที่ ไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย ยังพยายามจะหวงแหนอภิสิทธิ์ทางการเมืองไว้กับคนจำนวนน้อยในนามของประชาธิปไตยแบบไทยเหมือนเดิม

นี่เป็นความพยายามที่เป็นไปไม่ได้เสียแล้ว ความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้น เป็นผลมาจากความพยายามที่เป็นไปไม่ได้นี้ ปัญหาที่คนเหล่านี้ควรคิดก็คือ จะผนวกเอาคนแปลกหน้าจำนวนมหึมาเหล่านี้เข้ามาในกระบวนการประชาธิปไตยได้อย่างไร โดยไม่ขยายโอกาสให้นักการเมืองขี้ฉ้อใช้ความเปลี่ยนแปลงของสังคมตรงนี้ เข้าไปฉ้อโกงได้ถนัดมือขึ้น

แต่การตั้งหน้าตั้งตาปฏิเสธคนแปลกหน้า ด้วยการรัฐประหารก็ดี ด้วยการชุมนุมกดดันทางการเมืองอย่างผิดกฎหมายก็ดี รังแต่จะนำไปสู่ความวุ่นวายมากขึ้น จนเกินกว่าพลังของสังคมไทยจะรับได้ในวันหนึ่ง

หน้า 25