หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ความสามัคคีของสังคม

นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 29 ฉบับที่ 1497

คุณธรรมอย่างหนึ่งที่คนไทยถูกย้ำสอนมาตั้งแต่เด็กจนแก่ตายก็คือ ความสามัคคี จะว่าคุณธรรมข้อนี้เป็นรากฐานของความเป็นชาติไทยก็ยังได้ เพราะถูกขีดเส้นใต้มาตั้งแต่เมื่อรัฐสมัยใหม่เริ่มปรากฏขึ้นในราชอาณาจักรโบราณที่เรียกว่าสยาม กล่าวคือยกคาถาความสามัคคีไว้เป็นส่วนหนึ่งของตราอาร์มแผ่นดินในสมัย ร.5

แต่เหตุการณ์จลาจลเมื่อเร็วๆ นี้ซึ่งคนไทยได้เห็นเต็มตาบนจอทีวี ชี้ให้เห็นว่าความสามัคคีที่พร่ำสอนกันมานั้นไร้ความหมาย การนำรถแก๊สมาวางไว้ในจุดที่อาจเกิดอันตรายร้ายแรงแก่ผู้คนในแฟลตดินแดงก็ตาม การปะทะกันระหว่างประชาชนที่นางเลิ้งกับกลุ่มผู้ชุมนุมก็ตาม การจัดกำลังคนสวมเสื้อน้ำเงินปิดหน้าปิดตาเข้าไปทำร้ายกลุ่มผู้ชุมนุมที่พัทยาก็ตาม หรือการที่แกนนำเสื้อแดงบางคนเรียกตำรวจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ว่า "มัน" อย่างเต็มปากเต็มคำก็ตาม ล้วนแสดงให้เห็นว่า ความสามัคคีที่สอนกันมานั้นไม่ได้อยู่ในสำนึกของผู้คนสักเท่าไร

ทั้งนี้ ยังไม่พูดถึงการวางแนวป้องกันตนเองด้วยรถก๊าซ, ระเบิดขวด, รถเมล์ที่พร้อมจะจุดไฟเผา, ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นอันตรายถึงชีวิตแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจทหารทั้งสิ้น

ก็ล้วนเป็นคนที่ตรงกับคาถาความสามัคคีคือ "คนไทยด้วยกัน" ทั้งนั้นนะครับ แต่ "คนไทยด้วยกัน" นั่นแหละครับที่ถูกถือเป็นศัตรูอันคุณค่าความเป็นมนุษย์ของเขาถูกลดลงจนไม่เหลือ

ผมคิดว่ามีความพร่องบางอย่างในคำสอนเรื่องความสามัคคีของรัฐไทย สิ่งที่ปลูกฝังกันมานานและบ่อยจนน่าเบื่อนั้นจึงไร้ความหมายได้ถึงเพียงนี้

ผมอยากจะเข้าใจความพร่องนั้นว่าคืออะไร และต่อไปนี้คือสิ่งที่ผมนึกออก

ประการแรก ผมคิดว่าความสามัคคีที่เราสอนกันนั้นเป็นเรื่องของความกลมเกลียวระหว่างบุคคล-เช่นคนไทยด้วยกัน-มากกว่าสังคม แทบจะกล่าวได้ว่า เมื่อเราพูดถึงความสามัคคี ไม่มีสังคมอยู่ในนั้นเลย

ผมนึกถึงโฆษณาของหน่วยงานอะไรสักอย่างทางทีวี มีภาพคุณตาสอนเรื่องความสามัคคีแก่หลาน คุณตาสั่งให้หลานลองหักก้านธูปหนึ่งดอก หลานก็หักได้ แต่เมื่อคุณตาเอาก้านธูปทั้งหมดรวมเป็นกำ หลานก็หักไม่ได้ นี่แหละคือความสามัคคี ความเป็นกอบเป็นกำของก้านธูปแต่ละดอก ทำให้เกิดความแข็งแกร่งจนไม่มีใครคนอื่นทำอันตรายได้

ผมจำได้ว่าเคยอ่านนิทานความสามัคคีเรื่องนี้มาแล้วตั้งแต่เด็กใน "ดรุณศึกษา" อันเป็นแบบเรียนภาษาไทยที่ภราดาฟ.ฮีแลร์เป็นผู้แต่ง เก่าแก่เนิ่นนานก็จริง แต่ยังถูกนำมาใช้ได้แม้ในปัจจุบัน

แต่เรามองกำของก้านธูปได้สองอย่าง ทั้งกำประกอบด้วยก้านธูปแต่ละดอกเอามามัดรวมกัน โดยก้านธูปแต่ละดอกก็ยังคงคุณลักษณะเดิมของมันไม่เปลี่ยนแปลงก็ได้ หรือมองอีกอย่างหนึ่งว่า เมื่อเอาก้านธูปแต่ละดอกมามัดรวมกันแล้ว กลับเกิดคุณลักษณะใหม่อันเป็นคุณลักษณะของกำก้านธูป ซึ่งไม่ใช่ผลรวมของคุณลักษณะก้านธูปแต่ละดอก

นั่นก็คือสังคมไงครับ เพราะสังคมไม่ใช่ผลรวมของปัจเจกบุคคลแต่ละคนที่มารวมกัน หากมีคุณลักษณะใหม่ เป็น "สิ่ง" (entity) ใหม่อีกอันหนึ่ง และส่วนที่เป็น "สิ่ง" ใหม่หรือสังคมนี่แหละครับ ที่เราไม่พูดถึงในการโฆษณาความสามัคคี

หากไม่มีสังคม ความสามัคคีก็เป็นเพียงความพร้อมใจของปัจเจกแต่ละคนซึ่งพึงมีต่อกัน อันเป็นอุดมคติซึ่งไม่มีอยู่จริง เพราะสังคมที่ไหนในโลกนี้ล่ะครับจะมีแต่ความพร้อมใจของปัจเจกได้ตลอดเวลา ในเมืองไทยทุกวันนี้ แม้แต่ความพร้อมใจกันยึดมั่นกับชาติ, ศาสนา, พระมหากษัตริย์ ก็ทำให้เกิดความแตกร้าวได้ เพราะปัจเจกแต่ละคนหรือแต่ละกลุ่มนิยามสถาบันทั้งสามไม่เหมือนกัน

ที่ทะเลาะกันระหว่างสีต่างๆ เวลานี้ ก็เพราะมองสถาบันทั้งสามต่างกัน ไม่ใช่หรือครับ

ความสามัคคีที่มีมิติของปัจเจกเพียงอย่างเดียว จึงไม่อาจนำไปสู่ความกลมเกลียวในระดับที่น่าพอใจได้ เราต้องนึกถึงความสามัคคีของสังคมซึ่งไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกกับปัจเจกด้วย เพราะความสามัคคีของสังคมต่างหากที่จะทำให้ปัจเจกซึ่งขัดแย้งกัน สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมโดยไม่ปล่อยให้ความขัดแย้งทำร้ายคนอื่นๆ หรือสังคมได้

ประการต่อมา ความสามัคคีของสังคมไม่อาจเกิดขึ้นได้ในทุกสังคม ผู้คนต้องพอใจกับสภาพที่เป็นจริงของสังคมนั้นในระดับหนึ่ง อย่างน้อยก็ต้องเห็นคุณค่าที่สังคมนั้นพึงตั้งอยู่ต่อไป

ดังนั้น สังคมดังกล่าวจึงต้องมีอย่างน้อยสามอย่างที่เป็นคำขวัญของการปฏิวัติฝรั่งเศส นั่นคือมีเสรีภาพ, เสมอภาพ และภราดรภาพ

สังคมที่ปล่อยให้มีช่องว่างมโหฬารระหว่างคนจนคนรวย, คนอิสานกับคนภาคอื่น, สามัญชนกับอภิชน, ผู้ชายกับผู้หญิง, ชาติพันธุ์อื่นกับชาติพันธุ์เด่น, ฯลฯ อย่างที่เราพบเป็นปรกติในสังคมไทยนั้น คงยากที่จะเรียกร้องหาความสามัคคีของสังคม

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความสามัคคีของสังคมเกิดขึ้นได้ในสังคมที่เป็นธรรมเท่านั้น เพราะความเป็นธรรมย่อมมีคุณค่าแก่ผู้คนในสังคมนั้นทุกคน จนกระทั่งเขาเห็นว่า การทำลายสังคมนั้นลงย่อมมีผลกระทบในทางร้ายแก่ตัวเขาด้วย จะขัดแย้งกันอย่างไร ก็ต้องพยายามรักษาสังคมนั้นเอาไว้ให้ได้

ที่เรียกว่า "เป็นธรรม" ก็หาได้มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวไม่ เพราะความ "เป็นธรรม" เป็นเรื่องของทัศนคติ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดนิ่ง ในสมัยอยุธยา ผู้คนเชื่อว่าคนที่ทำบุญมามากหรือมีบารมี ย่อมมีโภคทรัพย์และอำนาจเหนือคนที่ทำบุญมาน้อย นับว่า "เป็นธรรม" อยู่แล้ว แต่ในปัจจุบัน คนที่เคยคิดอย่างนั้นก็เลิกคิดไปแล้ว และมองหาความชอบธรรมของโภคทรัพย์และอำนาจที่ไม่เกี่ยวกับบุญบารมี

ความสามัคคีของสังคมจึงเกิดได้เมื่อผู้คนในสังคมนั้นเห็นว่าสังคมมีความเป็นธรรม (ในระดับที่น่าพอใจ)

ผมจึงเชื่อว่า ก่อนที่เราจะพูดถึงศีลของความสามัคคี เช่น เคารพกติการ่วมกัน, มีขันติธรรม ฯลฯ เราจำเป็นต้องคิดถึงสภาพที่เป็นจริงของสังคมก่อนว่า มีความเป็นธรรมพอที่จะเอื้อให้คนยอมรับกติการ่วมกันหรือไม่

ประการต่อมา ก็เป็นเรื่องของกติการ่วมกัน ที่ผู้คนในสังคมต้องยอมรับร่วมกันก่อน แต่การยอมรับจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีสิ่งต่อไปนี้คือ

1. ต้องมีเวทีซึ่งอิสระ, ปลอดภัย และเท่าเทียมสำหรับความขัดแย้งทุกชนิด

นอกจากอิสระ,ปลอดภัยและเท่าเทียม (อันเป็นคุณสมบัติที่ขาดไม่ได้สักอย่าง) แล้ว เวทีนั้นต้องมีกลไกอันมีประสิทธิภาพที่จะขจัดความเท็จออกไปในเวลาอันรวดเร็วด้วย เพื่อป้องกันมิให้ใช้ความเท็จเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ เพราะในความขัดแย้งใดๆ ก็ตาม(รวมทั้งสงคราม) หากความจริงถูกทำร้ายแล้ว การต่อสู้กันก็จะไร้เป้าหมายและความหมาย เหลือแต่เพียงการเอาแพ้เอาชนะเท่านั้น

2. หลักเกณฑ์พื้นฐานของความขัดแย้งที่จะไม่ทำลายความสามัคคีของสังคมก็คือ ต้องเคารพชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคู่ขัดแย้ง และคนอื่นๆ นอกวงขัดแย้ง

หลักเกณฑ์นั้นไม่ได้ตราขึ้นลอยๆ หากต้องฝังอยู่ในสำนึกของผู้คน เห็นใครขัดแย้งกันแล้วละเมิดหลักการพื้นฐานนี้ ต้องท้วงติง, และต้องลงทัณฑ์

ไม่ว่าจะขัดแย้งกันเรื่องอะไร ผมคิดว่าหลักเกณฑ์ข้อนี้ใหญ่กว่าทั้งนั้น หมายความว่าใหญ่กว่า "ประชาธิปไตย" ใหญ่กว่าสถาบันชาติ, ศาสน์, กษัตริย์ ใหญ่กว่าการพัฒนา ใหญ่กว่าบรรยากาศการลงทุน ใหญ่กว่าเขาพระวิหาร, ใหญ่กว่าคอร์รัปชั่นของนักการเมือง ฯลฯ

เราจะมีอะไรที่ทรงคุณค่าในสังคมแค่ไหนก็ตาม หากขาดความเคารพชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แล้ว สังคมของเราก็ไม่มีคุณค่าที่จะดำรงอยู่ต่อไป

3.ความสามัคคีระหว่างปัจเจกมีเส้นพรมแดน หมายความว่าที่คนไทยควรรักกันนั้น เพราะเป็นคนไทยด้วยกันเท่านั้น (ทั้งๆ ที่ในชีวิตจริง คนที่ขัดแย้งผลประโยชน์, ความคิด, หรือรสนิยมของเราที่สุดก็คือ "คนไทยด้วยกัน" นี่แหละ) ปัญหาก็คือเราสามารถสามัคคีกับแรงงานอพยพชาวพม่า, ลาว, เขมรด้วยได้หรือไม่ หรือแม้แต่สามัคคีกับมนุษย์ด้วยกันแต่บังเอิญมีชีวิตอยู่นอกพรมแดนประเทศไทยได้หรือไม่

ผมคิดว่าถึงเวลาที่เราต้องคิดถึงความสามัคคีที่เหนือชาติขึ้นไป คือความสามัคคีของมนุษยชาติ (หรือเลยไปถึงโลกทั้งใบ ตั้งแต่มด, แมลงวัน, วาฬ ไปถึงภูเขา, ป่าและฝั่งทะเล) เพราะเราเข้ามาอยู่ในโลกาภิวัตน์ และเพราะหากเรามองไม่เห็นความเป็นมนุษย์ของชาวกัมพูชา เราก็ไม่มีทางจะมองเห็นความเป็นมนุษย์ของคนไทยด้วยกันได้

4. เราต้องมีเวทีกลางสำหรับคนที่ไม่เกี่ยวกับความขัดแย้ง พูดอีกอย่างหนึ่งคือ ในความขัดแย้งใดๆ ในทุกสังคม ย่อมมีเสียงที่สาม (สี่, ห้า, หก ฯลฯ) อยู่ในสังคมนั้นเสมอ อย่าปล่อยให้เสียงเหล่านี้เงียบหายไปเหมือนไม่มีตัวตน เพราะเสียงเหล่านี้ต่างหากที่จะคอยกำกับควบคุมความขัดแย้งของเสียงที่หนึ่งและสอง มิให้ล่วงละเมิดศีลสองข้อแรกได้

ผมคิดว่า ความขัดแย้งในสังคมไทยที่ดำเนินมาหลายปีแล้วนี้ บานปลายขึ้นทุกทีเพราะเสียงที่สาม (สี่, ห้า, หก ฯลฯ) ถูกทำให้เงียบลง ด้วยเหตุใดก็ตามที

จนกระทั่งบัดนี้ ผมเกรงว่า ไม่มีใครเหลือในสังคมที่จะกำกับควบคุมความขัดแย้งของสองฝ่ายได้เสียแล้ว จำเป็นที่เราต้องคิดถึงความสามัคคีที่ใหญ่กว่าความกลมเกลียวระหว่างปัจเจก มาสู่ความสามัคคีของสังคม

หน้า 19