หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เราคิดถึงอะดัม สมิธ (1)

บ้านเขาเมือง : ดร.ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 03 เมษายน พ.ศ. 2552

ท่ามกลางการโหมกระหน่ำของวิกฤติเศรษฐกิจ แนวคิดระบบตลาดเสรี ซึ่งบางทีก็เรียกกันว่า ระบบทุนนิยมถูกประณามว่าสามานย์ และเป็นต้นตอของเหตุการณ์เลวร้ายครั้งนี้ พร้อมทั้งครั้งที่ผ่านๆ มาด้วย เนื่องจากอะดัม สมิธ ได้รับการยอมรับว่าเป็นต้นตำรับของแนวคิด บ่อยครั้งชื่อของเขาจึงถูกอ้างถึง แต่ผู้อ้างส่วนใหญ่ดูจะไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้ง ว่า อะดัม สมิธ คิดอย่างไร และดำเนินชีวิตอย่างไร ถ้าคนไทยเข้าใจและปฏิบัติตามแนวคิด และการดำเนินชีวิตของเขา เมืองไทยจะไม่ประสบวิกฤติในหลากหลายด้าน ซึ่งแสดงอาการออกมาให้เห็นเป็นที่ประจักษ์อยู่ในปัจจุบัน

เนื่องจาก อะดัม สมิธ เสียชีวิตตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ จึงไม่มีผู้ใดที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบันรู้จักเขาโดยตรง ข้อมูลเกี่ยวกับแนวคิดและการดำเนินชีวิตของเขามาจากการค้นคว้าของผู้สนใจในเวลาต่อมา โดยเฉพาะจากตำรับตำราที่เขาเขียนขึ้น ในบรรดาตำราของเขา นักเศรษฐศาสตร์มักอ้างถึงเพียงเรื่องเดียว คือ The Wealth of Nations ซึ่งเป็นชื่อย่อของหนังสือ ที่มีชื่อเต็มว่า An Inquiry into the Nature and Causes of the Wealth of Nations ส่วนอีกเล่มหนึ่ง ซึ่งเขาเขียนขึ้นก่อน 17 ปี และมีความสำคัญมาก เนื่องจาก เนื้อหาเป็นเรื่องจริยธรรมอันเป็นฐานของระบบตลาดเสรี ดูจะไม่มีใครพูดถึง นั่นคือ เรื่อง The Theory of Moral Sentiments หลังจากศึกษาแนวคิดของอะดัม สมิธ และชีวิตของเขา ผมสรุปว่า ระบบทุนนิยม หรือตลาดเสรี แม้จะมีความบกพร่องอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่ถึงกับขั้นสามานย์ มนุษย์ที่ไม่มีจริยธรรมและความสามารถ เนื่องจากขาดปัญญาต่างหาก ที่ทำให้ความสามานย์เกิดขึ้น

ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจว่า ทำไมระบบตลาดเสรีจึงเกิดขึ้นและทุนซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของมันหมายถึงอะไร เนื่องจากดูจะมีผู้ไม่เข้าใจเป็นจำนวนมาก ระบบตลาดเสรีมีมาตั้งแต่ครั้งดึกดำบรรพ์ เนื่องจากมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์เดียว ที่นำสิ่งของมาแลกเปลี่ยนกัน กระบวนการแลกเปลี่ยน เริ่มด้วยการแลกของกันโดยตรงแล้วค่อยๆ วิวัฒน์มาเป็นการแลกผ่านเครื่องมือ หรือกลไกชนิดหนึ่งซึ่งเรียกว่าตลาดที่มักใช้เงินเป็นตัวกลาง ข้อความในศิลาจารึกที่ว่า "ใครใคร่ค้าช้างค้า ..." ชี้บ่งว่าเมืองไทยใช้ระบบตลาดเสรีมาตั้งแต่ต้น อะดัม สมิธ เป็นผู้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับความมั่งคั่งเกิดขึ้นได้อย่างไร และจะทำอย่างไรระบบตลาดเสรีจึงจะมีประสิทธิภาพในการผลิตสิ่งต่างๆ ขึ้นมาสนองความต้องการอันหลากหลายของมวลมนุษย์ ระบบตลาดเสรีอยู่คู่กับมนุษย์มายาวนาน เพราะมันสะท้อนธรรมชาติ 2 ด้านของมนุษย์เรา นั่นคือ ความต้องการแลกเปลี่ยนกัน และการมีเสรีภาพ ในทางตรงข้าม ระบบคอมมิวนิสต์ ซึ่งใช้การบังคับเป็นเครื่องมือถูกเลิกใช้ยกเว้นในคิวบาและเกาหลีเหนือภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งศตวรรษ เพราะมันขัดกับธรรมชาติของมนุษย์ คิวบากำลังจะเลิกใช้ ส่วนเกาหลีเหนือยากจนถึงขั้นมีคนอดตาย ต่างกับเกาหลีใต้ซึ่งพัฒนาหนีเกาหลีเหนือไปแบบไม่เห็นฝุ่น

ทุน หรือ capital วิวัฒน์มาจากคำว่า capita ในภาษาละติน คำนี้มีความหมายว่า "หัว" ซึ่งยังใช้อยู่ในปัจจุบัน อาทิเช่น per capita income ซึ่งหมายถึงรายได้ต่อหัวคน ย้อนไปในสมัยก่อน capital มีความหมายเป็น 2 นัย คือ นัยที่เป็นรูปธรรม และนัยที่เป็นนามธรรม ในด้านนัยที่เป็นรูปธรรม "หัว" หมายถึงหัวของสัตว์เลี้ยงที่ถูกผลิตขึ้นมาในนาในไร่ อาทิเช่น วัว จำนวนหัวของสัตว์ง่ายต่อการนับและแสดงออกถึงระดับของทรัพย์สินของเจ้าของเพราะวัวมีค่าที่ให้ทั้งเนื้อ นม หนัง และแรงงาน แม้แต่ในสมัยนี้ ก็ยังมีประชาชนบางเผ่าในแอฟริกาที่นับทรัพย์สินในรูปของวัว ซึ่งแต่ละครอบครัวมีไว้ในครอบครอง

ผู้ที่มีทรัพย์สินที่ตนผลิตขึ้นได้โดยเฉพาะในรูปของสัตว์เลี้ยงที่ให้แรงงานจนเหลือใช้อาจให้ผู้อื่นหยิบยืมไปใช้ชั่วคราว สัตว์ที่ถูกหยิบยืมไป คือ "ทุน" การหยิบยืมแบบนี้ก็มีใช้อยู่ในเมืองไทยในสมัยก่อน นั่นคือ ชาวนาที่ไม่มีควายพอใช้ไปเช่าควายจากผู้ที่มีควายเหลือใช้เพื่อนำมาลากไถ นวดข้าวและลากเกวียน หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้วผู้เช่าก็นำควายไปคืนพร้อมกับข้าวเปลือกในจำนวนที่ตกลงกันไว้ ต่อมาเมื่อเงินถูกนำมาใช้เป็นตัวกลางอย่างแพร่หลาย ทรัพย์สินที่เหลือกินเหลือใช้ ก็ถูกเก็บไว้ในรูปของ "เงินออม" ซึ่งถูกยืม หรือ "เช่า" ไปใช้ชั่วคราวโดยผู้เช่าจ่ายค่าเช่าในรูปของดอกเบี้ย คนส่วนใหญ่ จึงมักคิดว่า "ทุน" คือ เงิน โดยลืมความหมายที่แท้จริงของมัน

ส่วนในด้านนามธรรม "หัว" หมายถึงสติปัญญาที่อยู่ในหัวคน ในปัจจุบันนี้ไม่มีใครนึกถึงความหมายนี้แล้ว ทั้งที่การลืมอาจมีผลร้ายทันตาเห็น อาทิเช่น ในกรณีของกองทุนหมู่บ้านซึ่งรัฐบาลก่อตั้งขึ้นเมื่อราว 8 ปีก่อน รัฐบาลให้ทุนชาวบ้านไปในรูปของเงินกู้ ซึ่งเป็นทรัพย์สินเหลือใช้ที่ได้มาจากภาคอื่นของสังคม รัฐบาลลืมไปว่า ผู้ยืมเงินทุนจะต้องมีทุนในรูปของปัญญา หรือความสามารถในการทำธุรกิจด้วย เงินทุนที่ให้ยืมไปจึงจะก่อให้เกิดผลผลิตทางเศรษฐกิจอย่างคุ้มค่า ย่อมเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ผู้ยืมเงินทุนเป็นจำนวนมาก ไม่มีความสามารถนั้น กิจการจึงล้มเหลว

สภาพแวดล้อมทั้งโดยทั่วไปและในด้านการทำธุรกิจในปัจจุบันนับวันจะสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น และเปลี่ยนแปลงรวดเร็วขึ้น สร้างความจำเป็นให้ทุกคนต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นที่มาของเรื่อง "การเรียนรู้ตลอดชีวิต" คนไทยเพิ่งจะเริ่มพูดถึงความสำคัญของเรื่องนี้ ทั้งที่มันมีมาตั้งแต่ก่อนสมัย อะดัม สมิธ ด้วยซ้ำ การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นวิธีเพิ่มทุนในด้านนามธรรมที่ อะดัม สมิธ เองปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะจากการอ่านและการฟังปราชญ์

ในระบบตลาดเสรี คนเราต้องมีข่าวสารข้อมูลทัดเทียมกัน ซึ่งได้มาจากการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ตลาดเสรีจึงจะมีประสิทธิภาพสูง เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่ไม่ชอบอ่านและไม่ชอบฟังผู้อื่น ซ้ำร้ายเมืองไทยยังมีความฉ้อฉลสูง จึงอาจมองได้ว่าความสามานย์ของทุนนิยมในเมืองไทย ซึ่งได้แก่ ความไม่ค่อยมีประสิทธิภาพจนทำให้เมืองไทยยังตกอยู่ในภาวะด้อยพัฒนาเกิดขึ้น เพราะคนไทยโดยทั่วไป ไม่ค่อยมีทุนทางด้านมันสมอง พร้อมทั้งขาดจริยธรรม นั่นเอง


คิดถึงอะดัม สมิธ (จบ)

บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2552

ตอน (1) พูดถึงที่มาของระบบตลาดเสรีและเรื่องทุนซึ่งมักเข้าใจกันไม่ค่อยครบถ้วน ตอนนี้จะพูดถึงเรื่องแนวคิดและการดำเนินชีวิตของ อะดัม สมิธ คร่าวๆ ว่า ถ้าเรายึดหลักเกณฑ์ของระบบตลาดเสรีที่แท้จริงและปฏิบัติตัวในแนวของเขา เราคงไม่ประสบวิกฤติร้ายแรงและการพัฒนาจะมีโอกาสยั่งยืนสูง

อะดัม สมิธ เสนอว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดความมั่งคั่งมีอยู่ 3 อย่างด้วยกันคือ เสรีภาพในการประกอบอาชีพ การแบ่งงานกันทำและทุน การมีเสรีภาพยังผลให้คนเราสามารถเลือกทำสิ่งที่ตรงกับความถนัดของตนได้ จึงทำให้เกิดการแบ่งงานกันทำซึ่งส่งผลให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพอันเป็นต้นตอของการก่อให้เกิดความมั่งคั่ง แต่ อะดัม สมิธ ไม่ได้หยุดคิดเพียงแค่นั้น หากมองต่อไปว่าการผลิตที่นำไปสู่ความมั่งคั่งส่วนใหญ่เป็นการผลิตที่มีผลเป็นรูปธรรมโดยเฉพาะจากแรงงานในภาคเกษตร และหัตถกรรม เขามองว่า งานที่มีลักษณะเป็นนามธรรมส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีค่า อาทิ งานของตำรวจ ของกระบวนการยุติธรรม และของนักวิชาการเช่นตัวเขา

ในบริบทของโลกปัจจุบันซึ่งวัดค่าของผลผลิตด้วยผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือ “จีดีพี” (การคิดค่าของผลผลิตเป็นจีดีพีเกิดขึ้นหลัง อะดัม สมิธ เสียชีวิตไปกว่าร้อยปีแล้ว) มุมมองของ อะดัม สมิธ หมายความว่าที่มาของจีดีพีมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าระดับของมันแม้แต่น้อย ในกรณีของตำรวจและกระบวนการยุติธรรม สังคมที่ไม่ค่อยมีอาชญากรรมย่อมมีจีดีพีที่เกิดจากงานของตำรวจ และกระบวนการยุติธรรมต่ำกว่าของสังคมที่มีอาชญากรรมสูงทั้งที่สังคมที่มีอาชญากรรมต่ำย่อมมีความสงบสุขมากกว่าสังคมที่มีอาชญากรรมสูง อีกตัวอย่างหนึ่ง การผลิตนมและเหล้าต่างก็ทำให้เกิดจีดีพี แต่นมมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าเหล้า ฉะนั้น ในกรณีรัฐบาลแจกเงินคนละ 2,000 บาท การนำไปใช้ซื้อนมหรือซื้อเหล้าทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้นทั้งคู่ แต่จีดีพีที่เกิดจากภรรยานำเงินไปซื้อนมให้ลูกย่อมมีคุณค่าสูงกว่าจีดีพีที่สามีนำไปซื้อเหล้า

ปัจจัยที่สามที่ทำให้เกิดความมั่งคั่งได้แก่ทุน ดังที่พูดถึงในตอน (1) ทุนมีทั้งส่วนที่เป็นรูปธรรมและส่วนที่เป็นนามธรรม อะดัม สมิธ มองส่วนที่เป็นรูปธรรมว่า ต้องเกิดจากการออมของสมาชิกในสังคม ในสมัยที่ อะดัม สมิธ มีชีวิตอยู่ มีการใช้เงินเป็นตัวกลางอย่างกว้างขวางแล้ว ฉะนั้น การออมส่วนใหญ่จึงเกิดขึ้นในรูปของเงิน จากมุมมองของเขา สังคมต้องมีการออมสูงพอสำหรับให้ผู้ประกอบการกู้ยืมไปลงทุนเพื่อผลิตสิ่งต่างๆ ออกมา สังคมจะมีเงินออมเพียงพอก็ต่อเมื่อการบริโภคอยู่ในระดับพอประมาณ

ฉะนั้น อะดัม สมิธ จึงต่อต้านการบริโภคแบบสุดโต่ง จามมุมมองของ อะดัม สมิธ วิกฤติเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน จึงสามารถทำนายได้ล่วงหน้าจากการที่ชาวอเมริกันบริโภคแบบสุดโต่งติดต่อกันมาเป็นเวลานาน ยังผลให้ไม่มีการออมจนต้องกู้ยืมจากต่างประเทศ อะดัม สมิธ ไม่ได้ต่อต้านการบริโภคมากแต่ปากเท่านั้น หากยังยึดการบริโภคพอประมาณเป็นแนวปฏิบัติอย่างเคร่งครัดอีกด้วย ส่วนในด้านนามธรรม อะดัม สมิธ มองว่าการศึกษา คือที่มาหลักของทุนทางมันสมอง ฉะนั้นเขาเน้นย้ำเรื่องการศึกษา ในด้านส่วนตัว เขาพยายามศึกษาหาความรู้อยู่ตลอดเวลาและส่งเสียหลานๆ ให้เรียนหนังสือเนื่องจากเขาเองไม่มีลูก

ในยุคนี้มักมีการอ้างถึง “ฉันทามติแห่งกรุงวอชิงตัน” ว่ามีฐานอยู่ที่แนวคิดของ อะดัม สมิธ นั่นคือ รัฐต้องให้อิสระแก่ภาคเอกชนเต็มที่โดยไม่มีการควบคุมแม้กระทั่งกองทุนเพื่อเก็งกำไรซึ่งสามารถสร้างความเสียหายได้อย่างรวดเร็ว แต่นั่นเป็นการอ้างผิดๆ เพราะ อะดัม สมิธ เสนอให้รัฐมีบทบาทตามความเหมาะสม ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดภาวะใครมือยาวสาวได้สาวเอาจนยังผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมสูงซึ่งเขาเองต่อต้านเป็นการส่วนตัวด้วย ฉะนั้น การกล่าวหาว่าทุนนิยมสามานย์มีความถูกต้องอยู่บ้างหากผู้กล่าวหาหมายถึงการใช้ระบบทุนนิยมแบบผิดไปจากแนวที่ อะดัม สมิธ คิดไว้

จริงอยู่ อะดัม สมิธ ไม่แย้งแนวคิดของปราชญ์บางคนในยุคนั้นว่า การแสวงหาความร่ำรวยมีบทบาทสำคัญ ในการผลักดันให้เกิดความก้าวหน้า แต่เขาเกลียดการบูชาความร่ำรวย เขามองว่าความร่ำรวยเป็นเพียงมายาภาพ ไม่ใช่หนทางที่จะนำไปสู่ความสุขที่แท้จริงซึ่งต้องเกิดจากการไม่ยึดติดในวัตถุ เขาเองเสนอคืนเงินบำนาญให้แก่ขุนนางซึ่งจ้างเขาไปสอนลูกๆ หลังจากที่เขาได้งานนายด่านศุลกากรซึ่งได้ค่าตอบแทนเพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ค่าตอบแทนดังกล่าว มาจากเงินเดือนเท่านั้น ไม่ใช่จากการฉ้อฉลเช่นพนักงานศุลกากรจำนวนมากในประเทศด้อยพัฒนาเพราะเขาเห็นว่าการรักษากฎกติกาของตลาดเสรีมีความสำคัญยิ่ง จากมุมมองนี้ ระบบตลาดเสรีมีความสามานย์เมื่อกรรมการลงไปเล่นด้วย นั่นคือ ข้าราชการและนักการเมืองมีประโยชน์ทับซ้อน ยิ่งในกรณีที่คณะรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภาสามารถคงความเป็นเจ้าของสัมปทานจำพวกผูกขาดไว้ได้ด้วยแล้ว ความสามานย์ก็มีโอกาสขยายตัวมากยิ่งขึ้น อะดัม สมิธ ต่อต้านการผูกขาดทุกรูปแบบ

เท่าที่เล่ามา จะเห็นว่าฐานของระบบตลาดเสรีของ อะดัม สมิธ กับฐานของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นสิ่งเดียวกันอันได้แก่จริยธรรมและความรู้ อะดัม สมิธ ดำเนินชีวิตตามหลักความพอประมาณและต่อต้านการบริโภคแบบสุดโต่ง เขาเองไม่ได้เน้นเรื่องความสำคัญของการมีเหตุผลและภูมิคุ้มกัน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะในสมัยนั้นเป็นยุคที่มีชื่อว่า “ยุคแห่งเหตุผล” (The Age of Reasons) อยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องนำมาเน้นอีก ส่วนเรื่องภูมิคุ้มกัน ในสมัยนั้นความเสี่ยงในหลายๆ ด้านยังต่ำกว่าในสมัยนี้เพราะโลกมีประชากรเพียง 800 ล้านคนและการเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นอย่างช้าๆ

ฉะนั้นจึงอาจมองได้ว่า เศรษฐกิจพอเพียงพัฒนาต่อจากแนวคิดของ อะดัม สมิธ จนทำให้มีความทันสมัยมากกว่า การพัฒนาเช่นนี้เป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่มีฐานมั่นคงซึ่งตรงกับคำพูดของ ไอแซค นิวตัน ที่มีใจความในทำนอง “ปราชญ์ยุคปัจจุบันมองเห็นได้ไกลเพราะยืนอยู่บนไหล่ของปราชญ์ยุคก่อน”