หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
การกลับมาของเคนส์ และบทบาทของรัฐไทย (1)

ใต้กระแส : อรรถจักร สัตยานุรักษ์  กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 07 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ชัยชนะของบารัก โอบามา ไม่ใช่เพียงแค่จุดเปลี่ยนทางการเมืองของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ได้ประธานาธิบดีเป็นคนผิวสีเท่านั้น (ซึ่งอย่าลืมนะครับ ว่า ผิวเท่านั้นที่ไม่ขาว หากแต่ระบบคิดและการดำรงชีวิตของโอบามานั้น ไม่สามารถวางอยู่ในกรอบของคนผิวสีทั่วไปในอเมริกาได้เลย) หากแต่เป็นจุดพลิกผันที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจโลกด้วย

เงื่อนไขที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งที่ทำให้โอบามาขึ้นมาสู่ตำแหน่งได้ มาจากการทำลายตัวเอง ของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ ที่ได้ขยายตัวอย่างมากในทศวรรษที่ผ่านมา

ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ได้ลดบทบาทของรัฐ โดยเฉพาะในด้านบริการลงไปโดยเชื่อว่า หากทำให้ "ตลาด" เข้ามาทำหน้าที่แทนรัฐ การแข่งขันใน "ตลาด" นั้น จะทำให้ประสิทธิภาพของการบริการนั้นเพิ่มมากขึ้น ภายใต้ระบบเสรีนิยมใหม่นี้ระบบประกันสุขภาพที่ครั้งหนึ่งเคยมีความเข้มแข็งก็เสื่อมสลายไป ที่สำคัญ การปลดปล่อยการควบคุมการบริหารและการจัดการในภาคบริการด้านการเงินได้ทำให้ "ตลาด" ทั้งหมดที่ผูกเข้ากับการบริหารและการจัดการการเงินใหม่นั้นต้องพังทลายลงไป

การพังทลายของระบบเศรษฐกิจโลก ที่เป็นผลพวงของการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ได้ลากเอาคนจำนวนมหาศาลในโลก ให้ตกอยู่ในสภาพตกงานในขณะที่ข้าวยากหมากแพง กันไปทั่วหน้า

การพังทลายของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ ได้แสดงให้เห็นว่ากระบวนการของ "ตลาดเสรี" นั้น ไม่ได้นำมาซึ่งความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนแต่อย่างใด เพราะใน "ตลาดเสรี" นั้น การแข่งขันกันในการเก็งกำไรก็เป็นไปได้อย่างเสรีเช่นเดียวกัน ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ "ตลาดเก็งกำไร" ซึ่งเป็นตลาดที่ไม่มีการผลิตจริงได้พังทลายเป็นส่วนแรก แล้วดึงเอาภาคการผลิตจริงให้หยุดชะงักงัน และอาจจะต้องพังทลายตามไปด้วย หากไม่มีการแก้ไขให้ภาคการผลิตจริงดำเนินต่อไปได้

การว่างงานที่ทวีสูงมากขึ้นในโลกส่งผลกระทบต่อการค้าทุกระบบในโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบที่เป็นเครื่องมือที่สำคัญของการแบ่งงานกันทำในระบบโลกในยุคทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ ก็หยุดชะงักไปในทันที ประเทศที่ได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของระบบทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ในช่วงเวลาที่ผ่านมา อาทิเช่น จีน อินเดีย บราซิล กำลังตกอยู่ในภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจที่นับวันจะรุนแรงขึ้น

การพังทลายของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ได้ทำให้เกิดการเรียกร้องให้ "รัฐ" กลับมาทำหน้าที่มากขึ้น (bring the state back) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำให้ระบบเศรษฐกิจของแต่ละประเทศโงหัวขึ้นมาจากสภาพพังทลายในปัจจุบัน

"รัฐ" จะต้องหวนกลับมาทำให้เกิดความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำให้บทบาทของรัฐกลับมา ซึ่งก็คือ การกลับมาของ "จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์" (the return of John Maynard Keynes) นั่นเอง

เคนส์เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ ที่ชุบชีวิตเศรษฐกิจของโลกหลังจากความล่มสลายของเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเขาได้เน้นให้ขยายบทบาทของรัฐในการสร้างการจ้างงาน เพราะการจ้างงานนั้นเกิดขึ้นจากการใช้จ่ายเงินโดยรวมของรัฐ อันจะนำไปสู่การขยายตัวของการผลิตและการบริโภค

ทฤษฎีของเคนส์ในเรื่องการจ้างงานนั้นได้ส่งผลทำให้ "ความเชื่อมั่น" กลับคืนมา และได้ทำให้ระบบเศรษฐกิจของโลก หลังสงครามกระเตื้องขึ้นจนก้าวมาถึงปัจจุบันได้ จึงกล่าวได้ว่าบทบาทของรัฐในการจ้างงานรวมไปถึงทางด้านบริการอื่นๆ ไม่ใช่เพียงแค่การเยียวยาคนตกงาน หากแต่ได้ทำให้หัวใจของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม คือ "ความเชื่อมั่น" กลับมาทำงานต่ออีกด้วย

บารัก โอบามา เคยแสดงความคิดเห็นต่อการเล่นกลทางการเงินของบรรดานักธุรกิจการเงินการธนาคารมาก่อนหน้า จะลงสมัครประธานาธิบดีสหรัฐแล้ว โดยเขาเห็นว่าน่าจะต้องมีการควบคุมการเล่นกลทางการเงินเช่นนี้โดยรัฐ และเมื่อเริ่มเข้าสู่การหาเสียงเลือกตั้ง สิ่งที่โอบามาเน้นเสมอตลอดเวลาในการหาเสียงในประเด็นเรื่องเศรษฐกิจ ก็คือ การแก้ไขปัญหาคนว่างงาน กรณีตัวอย่างที่โอบามายกไว้ ได้แก่ กรณีนายโจ ช่างปั๊มน้ำ ก็เห็นได้ชัดเจนถึงการคิดว่า ตนเองจะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างไรในอนาคต

โอบามาจะหวนกลับมาใช้กรอบความคิดหลักของเคนส์อย่างแน่นอนในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยการเน้นบทบาทของรัฐในการทำให้เกิดการจ้างงานเต็มที่ขึ้นมา การจ้างงานเต็มที่ที่จะเกิดขึ้นนั้น อาจจะไม่ใช่การสร้างโครงการก่อสร้างใหญ่ๆ ดังเช่น โครงการนิวดิล (New Deal) ในสมัยประธานาธิบดีรูสเวลต์ หากแต่มีโอกาสมากที่จะเป็นการกีดกันสินค้าจากต่างชาติ เพื่อที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงสองด้านด้วยกัน นั่นคือ ทำให้อุตสาหกรรมภายในประเทศปรับตัวผลิตสินค้าทดแทนสินค้าราคาถูกจากต่างชาติ ซึ่งจะทำให้เกิดการขยายตัวของการจ้างงานในอเมริกาตามมา (อย่าลืมว่าการขยายตัวของเสรีนิยมใหม่ของอเมริกานั้น เกิดขึ้นจากภาคการเงินที่ไม่ใช่การผลิตจริง ดังนั้น โอกาสในการกลับเข้าไปส่งเสริมสนับสนุนการผลิตจริงให้อยู่ได้จึงเป็นเรื่องสำคัญ)

การกลับมาของเคนส์จึงเป็นเรื่องจริงอย่างแน่นอน และเชื่อได้ว่าจะขยายตัวออกไปสู่ประเทศในยุโรปอื่นๆ อย่างแน่นอน ระบบการค้าระหว่างประเทศก็จะถึงจุดของความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง

บทบาทของรัฐที่กลับมาเพราะ "เคนส์" จะเอื้ออำนวยทำให้สหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรปสามารถกลับมาเข้มแข็งได้ในเวลาไม่นานนัก เพราะการทำให้เกิดการจ้างงานเต็มที่ จะนำไปสู่การบริโภค โดยอยู่ในเงื่อนไขของการบริโภคสินค้าที่สนับสนุนให้เกิดการผลิตทดแทนขึ้นภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งก็จะทำความเชื่อมั่นกลับมาในไม่ช้า และจะนำมาซึ่งการเติบโตของระบบการผลิตต่อเนื่องต่อไป

แต่การกลับมาของ "เคนส์" ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ส่งผลกระทบอย่างมากต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย การเดินตามหลังทุนนิยมเสรีนิยมใหม่อย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้ ก่อให้เกิดการพังพินาศมาครั้งหนึ่งแล้วใน พ.ศ. 2540 ในวันนี้เองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เราจะปรับตัวอย่างไรในสถานการณ์ใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเช่นนี้ เราจะหวนกลับมารื้อฟื้นบทบาทของรัฐในการจ้างงานได้ในระดับไหน เพราะเราได้ผูกตัวเองเข้ากับการค้าขายในระบบเศรษฐกิจโลกไปจนหมดสิ้นแล้ว

การจ้างแรงงานในระบบซึ่งคิดได้ประมาณร้อยละสิบของกำลังแรงงาน เป็นการจ้างงานในภาคการผลิตส่งออกเป็นส่วนใหญ่ แล้วเราจะอยู่รอดได้อย่างไรในสภาพการณ์ที่เปลี่ยนไป

การกลับมาของเคนส์จะเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดในสถานการณ์ประเทศไทยวันนี้ หากเป็นไปไม่ได้ ระบบเศรษฐกิจไทย จะอยู่รอดได้อย่างไร เรากำลังเผชิญหน้ากับวิกฤติเศรษฐกิจที่พังทลาย และหนักหน่วงกว่าเมื่อทศวรรษที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก


การกลับมาของเคนส์ กับบทบาทของรัฐไทย

ใต้กระแส : อรรถจักร สัตยานุรักษ์  กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

จากที่ได้กล่าวไว้แล้วในบทความก่อนหน้านี้ ว่า วิกฤติทางเศรษฐกิจของโลกในขณะนี้ ได้ทำลายความฝัน และปฏิบัติการทั้งหลายของบรรดากลุ่มนักคิดและกลุ่มทุนที่ศรัทธาใน "ทุนนิยมเสรีนิยมใหม่" ซึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมา ได้พยายามอย่างมาก ในการสร้างโลกให้เป็น "ตลาดเดียวกัน" ทั้งโลก การพังทลายของความฝันและปฏิบัติการดังกล่าวนี้ ได้นำกลับมาซึ่งระบบเศรษฐกิจที่เน้นบทบาทของรัฐในการจ้างงาน และการปกป้องเศรษฐกิจภายในประเทศของตนเอง

กระบวนการทางเศรษฐกิจ ภายใต้ "การกลับมาของรัฐ" ซึ่งเริ่มต้นที่สหรัฐอเมริกาและขยายไปสู่ยุโรป ย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆ ในโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าไทยเป็นผู้ส่งออกรายย่อยของอเมริกา เมื่อเทียบกับจีนหรือญี่ปุ่น แต่ยอดส่งออกไปยังอเมริกาของไทยนั้นไพศาลมากสำหรับระบบเศรษฐกิจเล็กๆ ของไทย การกีดกันทางการค้าที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ย่อมส่งผลกระทบต่อไทยอย่างไพศาล

นักเศรษฐศาสตร์หลายคนกล่าวทำนองว่า การส่งออกของไทยไปสหรัฐอเมริกานั้นไม่มากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ดังนั้น การกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกา ที่มุ่งเน้นรายใหญ่ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อสังคมเศรษฐกิจไทยมากนัก แต่ ในความเป็นจริง การกีดกันทางการค้าจำเป็นต้องสร้างมาตรการ ในสองระดับ ระดับแรก ก็คือ กฎเกณฑ์ของการกีดกันโดยทั่วไป ระดับที่สอง คือ การผ่อนปรนให้แก่บางประเทศ กฎเกณฑ์ของการกีดกันทั่วไปนั้น จะส่งผลกระทบต่อไทยอย่างแน่นอน ส่วนการคาดหวังว่าจะมีการผ่อนปรนให้แก่ประเทศไทย ก็เป็นเพียงการคาดหวังซึ่งอาจไม่เป็นจริง และไม่สามารถที่จะนำมาเป็นพื้นฐานความคิดในการวางแผนทางเศรษฐกิจของไทยได้

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ไทยต้องคิดให้ดี ก็คือ การวางแผนการอยู่รอดของระบบเศรษฐกิจไทยในระดับของการถูกกีดกัน จากกฎเกณฑ์การกีดกันทั่วไป ซึ่งในขั้นสุดท้าย เราก็หนีไม่พ้นที่จะต้องนำเคนส์กลับมาเช่นเดียวกัน ซึ่งหมายถึงการทำให้รัฐกลับมามีบทบาทในสังคมเศรษฐกิจมากขึ้นนั่นเอง

การ "กลับมาของรัฐไทย" จำเป็นต้องคิดกันให้ชัดเจน เพราะจากเวลาที่ผ่านมา รัฐไทยอยู่ในสภาพของรัฐที่กลไกของรัฐ แตกแยกย่อย (Fragmented State) อันหมายถึง รัฐที่อ่อนแอ (Weak State) ซึ่งไม่สามารถที่จะทำให้บทบาทของรัฐโดยรวม สร้างผลกระทบ หรือสร้างความเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้อย่างที่คาดหวังเท่าใดนัก

รัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่ปัจจุบันยิ่งทำให้สภาพของรัฐอ่อนแอมากขึ้นไปอีก ในช่วงเวลาที่ผ่านมาการใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เปิดโอกาสให้ "รัฐเข้มแข็ง" ขึ้น แต่เนื่องจากความขัดแย้งที่เกิดจากการคอร์รัปชันของผู้นำรัฐและความไม่พอใจของคนชั้นกลาง ทำให้โอกาสการสร้างรัฐที่เข้มแข็งหมดไป อย่างน้อยก็ระยะหนึ่ง (ประเด็นนี้จำเป็นจะต้องทำการศึกษาวิจัยกันให้ละเอียดในภายหลัง)

จังหวะที่สังคมเศรษฐกิจไทยต้องการรัฐที่เข้มแข็ง เพื่อสร้างฐานในการพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ชะงักงันและเสื่อมทรุดลง รัฐไทยกลับไม่สามารถจะทำเช่นนั้นได้

รัฐไทยพยายามเยียวยาการผลิตพื้นฐานด้วยวิธีการเดิม ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายเงินงบประมาณผ่านไปสู่ชาวบ้าน ก็เป็นไปในลักษณะเดิม ไม่ว่าจะเป็นการให้เงินอุดหนุนอุตสาหกรรมรายย่อยและขนาดกลาง การใช้จ่ายเงินให้แก่หมู่บ้านเพื่อให้ชาวบ้านตัดสินใจใช้เงินงบประมาณให้ตรงกับความต้องการของตนเอง หรือการกระตุ้นการบริโภคชั่วคราวด้วยการเพิ่มเงินพิเศษให้แก่ข้าราชการที่ไม่ใช่เงินเดือน (เพราะเกรงว่าจะมีผลผูกพันกับรัฐระยะยาว อันจะเป็นภาระใหญ่หลวงหากเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัว)

แม้ว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐจะต้องสร้างการจ้างงานด้วยวิธีการใช้จ่ายเงินภาครัฐ แต่ที่สำคัญ ก็คือ การใช้จ่ายงบประมาณให้แก่การผลิตพื้นฐานนั้น จำเป็นต้องคิดถึงการสร้างกระบวนการผลิตที่มีผลิตภาพและยั่งยืนด้วย

รัฐบาลทักษิณซึ่งเป็นรัฐบาลแรกที่ได้ใช้จ่ายเงินในลักษณะนี้ ได้พยายามทำให้เกิดการสร้างผลิตภาพด้วยการสร้าง "ตลาด" มารองรับ ไม่ว่าจะเป็นการจัดงานเพื่อขายสินค้าชาวบ้าน การจัดเกรดเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการสร้างนวัตกรรมใหม่ ในตัวสินค้า แต่สิ่งที่ขาดหายไปในรัฐบาลทักษิณ ก็คือ ไม่ได้สนับสนุนการพัฒนากระบวนการผลิตของชาวบ้าน จึงไม่น่าแปลกใจที่เมื่อขาด "ตลาด" ที่รัฐสร้าง การผลิตอุตสาหกรรมรายย่อยและกลางของสังคมเศรษฐกิจไทยก็ซบเซาลงทันที เพราะกระบวนการผลิตทั้งหมด ไม่สามารถสร้าง "ตลาด" ได้โดยตัวของมันเอง

พื้นฐานของการผลิตอุตสาหกรรมรายย่อยและกลาง จำเป็นต้องคิดถึงกระบวนการผลิตและการตลาดไปพร้อมๆ กัน กล่าวคือ หากจะให้อุตสาหกรรมรายย่อยและกลางสามารถดำรงอยู่ได้ จะต้องสร้างการผลิตและการตลาดที่มีการเชื่อมต่อไปทั้งข้างหลัง และข้างหน้า (Backward and forward Linkages)

การสร้างการผลิตและการตลาดที่มีการเชื่อมต่อทั้งข้างหน้าและข้างหลัง หมายถึง การใช้วัตถุดิบในพื้นที่เพื่อทำการผลิต และตลาดที่รองรับเริ่มต้นก็ควรเป็นตลาดในพื้นที่ การเกิดกระบวนการเชื่อมเช่นนี้ จะทำให้อุตสาหกรรมรายย่อยและกลางสามารถที่จะอยู่ได้อย่างมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมใหม่ เพื่อขยายสู่ตลาดที่กว้างขวางออกไป

ตัวอย่างของสินค้าหนึ่งหมู่บ้านหนึ่งผลิตภัณฑ์ของญี่ปุ่น (OTOP) ซึ่งรัฐบาลทักษิณไปหยิบมาใช้นั้น เป็นรูปธรรมของการผลิต ที่มีการเชื่อมต่อทั้งข้างหน้าและข้างหลัง การเลือกสร้างเฉพาะ "ตลาด" ของรัฐบาลทักษิณ เป็นกลยุทธ์สร้างความฮือฮา ให้แก่ผู้ประกอบการ แต่กลับไม่ได้ส่งผลให้เกิดการขยายตัว ของการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมรายย่อย รายกลางให้ยั่งยืน แม้ว่าจะมีผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งประสบผลสำเร็จสามารถส่งออกได้เป็นจำนวนมาก แต่ผู้ประกอบการก็ไม่ได้ทำให้เกิดการขยายตัวของ "การจ้างงาน" มากเท่าที่ควร เพราะชาวบ้านที่เข้ามาร่วมก็เป็นเพียงแรงงานเท่านั้น ไม่ใช่ผู้มีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตและตลาด

การที่จะทำให้กระบวนการผลิตอุตสาหกรรมรายย่อยและกลางสามารถดูดซับคนว่างงานได้มากขึ้น เพื่อรองรับภาวการณ์ว่างงานที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนั้น ต้องการรัฐที่เข้มแข็งที่สามารถสร้างการประสานงาน ระหว่างภาคส่วนต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะหากรัฐอ่อนแอก็จะทำได้เพียงการเน้นเพียงบางด้าน ไม่สามารถทำในระดับที่ระดมกลไกอำนาจรัฐทุกส่วนมาร่วมกันสร้างกระบวนการผลิต และการตลาดโดยรวมของอุตสาหกรรมรายย่อยและรายกลางได้

ปัญหาที่น่าเป็นห่วง ก็คือ สภาพของสังคมเศรษฐกิจไทยวันนี้ ต้องการความช่วยเหลือจากรัฐแน่ๆ แต่รัฐไทยจะทำได้ขนาดไหน และจะทำได้อย่างไรในเมื่อรัฐไทยอ่อนแอ จนถึงที่สุดเช่นนี้

ทางออกที่สำคัญ ก็คือ รัฐบาลนี้จำเป็นที่จะต้องทำให้กลไกอำนาจรัฐทั้งหมดตระหนักว่าสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ไม่ใช่ปัญหาที่จะแก้ได้ง่ายๆ อีกต่อไป พร้อมกับต้องพยายามทำให้บรรดารัฐมนตรีทั้งหลายทำงานประสานกันให้มากที่สุดด้วย

ภาวะการนำของนายกรัฐมนตรีไม่ว่าจะเป็นคนนี้หรือคนใหม่ เมื่อมีการเลือกตั้งใหม่จะต้องคิดถึงการสร้างรัฐที่เข้มแข็ง เป็นเรื่องแรก ไม่อย่างนั้นแล้ว สังคมเศรษฐกิจไทย ก็คงตกต่ำไปอีกนาน และเหลือที่พึ่งทางเดียว คือ การลงทุนจากต่างชาติซึ่งก็ไม่ได้ทำให้เกิดการขยายตัวของการจ้างงานอย่างเพียงพอแต่ประการใด

หน้าต่างแห่งโอกาสได้เปิดขึ้น แต่บรรดาผู้นำจะฉวยโอกาสนี้ได้หรือไม่