หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
สภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลก : ผลกระทบต่อประเทศไทย

เศรษฐศาสตร์จานร้อน : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ  กรุงเทพธุรกิจ  วันจันทร์ที่ 08 ธันวาคม พ.ศ. 2551

วิกฤติสถาบันการเงินที่เกิดขึ้นกำลังส่งผลกระทบที่รุนแรงกับเศรษฐกิจของประเทศชั้นนำของโลก เช่น เศรษฐกิจสหรัฐหดตัว 0.3% ในไตรมาส 3 และคาดว่าจะหดตัว 3.0% ในไตรมาส 4 ของปี 2008 ในขณะที่ยุโรปโดยรวม ก็น่าจะเผชิญกับปัญหาเดียวกันคือ เศรษฐกิจเข้าสู่สภาวะถดถอยเต็มรูปแบบ ตามคำนิยามของความตกต่ำทางเศรษฐกิจ คือเศรษฐกิจหดตัวติดต่อกันอย่างน้อยสองไตรมาส สำหรับญี่ปุ่นนั้นเศรษฐกิจหดตัวติดต่อกันไปแล้วตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปีนี้เช่นเดียวกับประเทศใกล้เคียงไทยคือสิงคโปร์ นอกจากนั้นก็เชื่อได้ว่าจะมีอีกหลายประเทศกำลังพัฒนา ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเข้าสู่สภาวะถดถอย เช่น ปากีสถาน ไอซ์แลนด์ และยูเครนที่เศรษฐกิจขาดเสถียรภาพอย่างมาก และต้องเข้าสู่โปรแกรมฟื้นฟูเศรษฐกิจของไอเอ็มเอฟไปเรียบร้อยแล้ว จะเห็นได้ว่าภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจของโลกครั้งนี้ มีความรุนแรง และแพร่ขยายไปอย่างมาก จึงสรุปได้ว่าเศรษฐกิจโลกในปีนี้น่าจะขยายตัว 3.7% ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ปกติเล็กน้อย (ปกติประมาณ 4.0-4.5%) เพราะได้รับผลกระทบจากวิกฤติสถาบันการเงินตอนปลายปี แต่สำหรับปี 2009 นั้นเศรษฐกิจโลกอาจขยายตัวเพียง 2.0% หรือต่ำกว่าก็เป็นไปได้

สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยนั้นภัทรเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวลดลงเหลือ 3.3% ในปี 2009 จากการขยายตัว 4.5% ในปีนี้ โดยได้เริ่มเห็นการชะลอตัวของเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ที่ขยายตัวเพียงร้อยละ 4 และคาดว่า จะเห็นการชะลอตัวอย่างรุนแรง ในไตรมาส 4 ของปีนี้ ทั้งนี้เป็นผลมาจากทั้งการเมืองภายในประเทศ และผลกระทบจากความตกต่ำของเศรษฐกิจโลก ซึ่งผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกนั้นสามารถเกิดขึ้นได้จาก 4 ช่องทาง คือ

1. การตกต่ำของตลาดหุ้น เพราะนักลงทุนต่างชาติจำต้องขายหุ้นไทยเพื่อนำเงินสดกลับไปเพิ่มสภาพคล่องของตนเอง ในยุคที่สภาพคล่องขาดแคลนและ/หรือคืนเงินให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนที่ต้องการลดการลงทุน ความตกต่ำของราคาหุ้นนี้มี ผลกระทบหลักคือ ทำให้บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ไม่สามารถเพิ่มทุนได้ ทำให้การระดมทุนเพื่อขยายกิจการ ไม่สามารถกระทำได้ ส่งผลให้การลงทุนโดยรวมของประเทศลดลง และการขยายตัวทางเศรษฐกิจต้องลดลงไปด้วย

2. การปรับลดลงของการส่งออก ซึ่งเป็นหัวจักรขับเคลื่อนการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวมในช่วงที่ผ่านมา โดยเกือบครึ่งหนึ่งของการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในปี 2008 นั้น มาจากการส่งออกสุทธิ ทั้งนี้ในปี 2009 การส่งออกคิดเป็นดอลลาร์ คาดว่าจะขยายตัวลดลงจากร้อยละ 19 เหลือเพียง 7% หรือต่ำกว่านั้นได้

3. การปรับลดลงของราคาสินค้าเกษตร ตามทิศทางการปรับลงอย่างรุนแรงของราคาน้ำมัน ซึ่งจะกระทบกับรายได้เกษตรกร เช่น ราคาข้าวในตลาดต่างประเทศลดลงจากจุดสูงสุดที่ 1,000 เหรียญต่อตัน เมื่อกลางปีมาอยู่ที่ 700 เหรียญในปลายปี 2008 นอกจากนั้นราคายางพารา ข้าวโพด น้ำตาล มันสำปะหลัง ก็ปรับตัวลดลง 20-40% เช่นกัน อย่างไรก็ดีราคาสินค้าเกษตรในปัจจุบันยังอยู่ที่ระดับสูงกว่าที่เคยตกต่ำในอดีตอย่างมาก เช่น ราคาข้าวนั้นเคยอยู่ที่ระดับ 200-400 เหรียญต่อตันอยู่หลายปี

4. วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่มักจะมีภูมิต้านทานกับเศรษฐกิจขาลงต่ำกว่าบริษัทขนาดใหญ่ ทำให้ได้รับผลกระทบมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของสภาพคล่องทางการเงิน เพราะธนาคารพาณิชย์ย่อมจะระมัดระวังการปล่อยกู้ให้กับธุรกิจเอสเอ็มอีในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทั้งนี้น่าจะรวมไปถึงการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้บริโภคด้วย โดยเฉพาะสินเชื่อบัตรเครดิตที่ไม่มีหลักประกัน

จะเห็นได้ว่าผลกระทบจากการถดถอยของเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จากผลกระทบที่เกิดขึ้น ในวิกฤติเศรษฐกิจไทยเมื่อปี 1997 ในครั้งนั้นธุรกิจไทย และสถาบันการเงินไทย กู้ยืมเงินเป็นจำนวนมากทั้งในและนอกประเทศ นอกจากนั้นประเทศไทยโดยรวมก็ยังใช้จ่ายเกินตัว เห็นได้จากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 8.5% ของ จีดีพี สิ่งที่ตามมาหลังการเข้าสู่กระบวนการของไอเอ็มเอฟ คือ การปรับลดค่าเงินบาทอย่างรุนแรงจาก 25 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ เป็น 50 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ ประกอบกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยและภาษี ซึ่งทำให้บริษัทขนาดใหญ่ และสถาบันการเงินของไทย ได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่ภาคที่ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่คือการส่งออก (โดยเฉพาะสินค้าเกษตร และสินค้าอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเป็นจำนวนมาก เช่น สิ่งทอ รองเท้า ของเล่นเด็ก ฯลฯ) และการท่องเที่ยว โดยจะเห็นได้ว่าวิกฤติเศรษฐกิจในปี 1997 นั้นปัญหาการว่างงานไม่มากนัก เพราะส่วนใหญ่ของคนตกงาน ได้เข้าสู่ภาคการเกษตรซึ่งสามารถรองรับได้จำนวนมาก ขณะที่บางส่วนซึ่งเป็นแรงงานที่มีการศึกษาระดับหนึ่ง ก็สามารถใช้เวลาในการปรับตัวและเข้าสู่อุตสาหกรรมอื่นที่ได้รับผลกระทบน้อย คนที่จะถูกกระทบมากคือเจ้าของธุรกิจที่มีการลงทุนและหนี้สินสูง ทำให้ผลกระทบในเชิงสังคมไม่มากนัก

แต่การถดถอยของเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อคนระดับรากหญ้า และผู้ที่รับเงินเดือนและบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่จ้างแรงงานเป็นจำนวนมาก จึงมีความเป็นไปได้สูงว่า แม้ว่า จีดีพี ในปีหน้าจะยังขยายตัวได้ประมาณ 3% แต่ความเดือดร้อนของคนระดับล่างจะมีมากกว่าที่เกิดขึ้นในปี 1998 ซึ่ง จีดีพี ติดลบถึง 10%

ข้อสรุป ความตกต่ำทางเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ คือ การตกต่ำของอุปสงค์ (กำลังซื้อ) ในตลาดโลก ทำให้สินค้าส่งออกและสินค้าเกษตรได้รับผลกระทบเป็นหลัก ซึ่งจะกระทบกระเทือนกับคนงานและเกษตรกร เพราะรายได้ของคนกลุ่มนี้ลดลง แต่จะไม่ทำให้บริษัทขนาดใหญ่หรือสถาบันการเงินของไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง หากจะมีปัญหาบ้างก็จะเป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม ที่จะต้องเผชิญกับการขาดแคลนของสินเชื่อ และกำลังซื้อจนกระทั่งอาจล้มละลายได้ ส่วนแนวทางแก้ไขนั้นจะต้องทำอย่างทันท่วงทีเพราะความตกต่ำทางเศรษฐกิจ กำลังเกิดขึ้นอย่างฉับพลันคือ จะตกต่ำอย่างรุนแรงในไตรมาส 4 ของปีนี้ต่อเนื่องไปถึงกลางปี 2009 และในความเห็นของผมนั้น สองมาตรการหลักที่น่าจะสามารถช่วยลดผลกระทบได้ คือ

1. กระตุ้นกำลังซื้อภายในได้อย่างทันท่วงที โดยการลดภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว 1 ปีหลังจาก 7% เป็น 4% ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิตมีความหวังที่จะสามารถกระตุ้นยอดขาย โดยกำลังซื้อจะไม่รั่วไหล แตกต่างจากการทำโครงการขนาดใหญ่ ที่ต้องใช้เวลา และโอกาสรั่วไหล (ทุจริต) สูง ซึ่งรัฐบาลอาจจะต้องสูญเสียภาษีประมาณ 70,000-80,000 ล้านบาท แต่ก็น่าจะทำให้กำลังซื้อเพิ่มขึ้นทดแทนได้ และน่าจะช่วยให้ธุรกิจปิดตัวน้อยลง จนกระทั่งการปลดคนงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะช่วยลดภาระความช่วยเหลือของรัฐบาลในด้านอื่น

2. การอุดหนุนการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับรัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม นอกจากนั้นหากรัฐบาล จะไม่เน้นความพยายามควบคุมราคาสินค้า (เพราะอัตราเงินเฟ้อก็กำลังปรับลดลงอยู่แล้ว) ก็ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถปรับราคาสินค้าขึ้นและลง ได้อย่างมีความยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพ ทำให้ไม่ต้องหันมาปรับต้นทุนต่างๆ รวมทั้งเงินเดือนพนักงานจนมากมายเกินไปครับ