หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ประจบสอพลอ

นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 28 ฉบับที่ 1466

ภาษาไทยแยกความหมายของประจบและสอพลอไว้ต่างกัน ประจบคือการเอาใจซึ่งเป็นกลางๆ ชั่วก็ได้ไม่ชั่วก็ได้ แต่สอพลอนั้น พจนานุกรมบอกว่าคล้อยตามไปในทางที่ผิด ฉะนั้นจึงต้องชั่วลูกเดียว

อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดในแง่ของการทำงานแล้ว ดูจะมีความหมายในทางไม่ดีทั้งสองอย่าง ผมขอใช้ในความหมายนี้

การประจบสอพลอเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง ซึ่งทำกันในทุกสังคม จะต่างกันก็ตรงที่วิธีการ เพราะแต่ละวัฒนธรรมสื่อความเคารพยกย่อง, ความรักนับถือ, และการยอมจำนนต่ออำนาจบารมีแตกต่างกัน

เหมือนกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหลาย การประจบสอพลอต้องลงทุน เพียงแต่ว่าทุนที่ใช้นั้น อาจเป็นวัตถุสิ่งของน้อยกว่าทุนทางสังคม

ทุนที่เป็นวัตถุสิ่งของนั้นเข้าใจได้ง่ายนะครับ แต่ต้องเตือนไว้ก่อนว่า การให้สิ่งของตามประเพณี ไม่ใช่การลงทุนเพื่อการประจบสอพลอ เช่นในญี่ปุ่นเป็นประเพณีว่า ต้องมีของฝากกระจุกกระจิก ไม่ค่อยมีราคาค่างวดติดมือไปฝากในการรู้จักกันครั้งแรก อย่างนี้ไม่ใช่การลงทุนโดยแท้

เช่นเดียวกับนายอำเภอไทยที่เข้ากระทรวงก็ต้องหิ้วอะไรไปฝากผู้ใหญ่ ทำกันเป็นประเพณี จึงต้องหิ้วไปบ้าง แต่จะถือเป็นการลงทุนประจบสอพลอยังไม่สู้ถนัดนัก ขึ้นอยู่กับว่าสิ่งที่หิ้วไปฝากนั้น"น่าประทับใจ"มากน้อยแค่ไหน หากหิ้วแค่กระเทียมไปหนึ่งชะลอม ก็คงเป็นนายอำเภอไปจนเกษียณ แต่หากหิ้วอะไรที่น่าประทับใจกว่านั้น ก็อาจได้เป็นรองผู้ว่าฯ ในปีหน้า

สิ่งที่น่าประทับใจนั้น ไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อเสมอไปนะครับ สมัยก่อนเมื่อพระโบราณยังทิ้งอยู่เกลื่อนกล่นในเมืองเก่า นายอำเภอก็มักอุ้มพระสำริดงามๆ ไปสักองค์หนึ่ง และนั่นคือเหตุผลที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยสมัยนั้น มักเป็นนักเล่นของเก่าตัวยงทั้งนั้น

ทุนทางสังคมที่ต้องลงไปในการประจบสอพลอก็คือคำนินทาค่อนขอด, ความอิจฉาริษยา, ความดูหมิ่นถิ่นแคลนที่พึงได้รับทั้งจากคนไม่ขี้ประจบ และจากขี้คนประจบแต่เก่งไม่เท่า ความรู้สึกอย่างนี้หากแพร่ระบาดไปถึงสาธารณชน หรือทั้งองค์กร ย่อมบั่นรอนหนทางก้าวหน้าในอาชีพการงานได้ เพราะผู้ใหญ่จะส่งเสริมให้ขึ้นไปสู่ตำแหน่งสูงๆ ที่ต้องบังคับบัญชาคนมากๆ ก็เกรงว่า จะถูกต่อต้านหรือความไม่เรียบร้อยขึ้นได้

คนประจบสอพลอเก่งจึงต้องรู้จักลงทุนให้พอเหมาะ สร้างแต่มิตรไม่สร้างศัตรู เอาใจนายอย่างซับซ้อน ไม่เชียร์กันออกนอกหน้าจนน่าเกลียด (คือสอพลอ) แต่ลับหลังจะเลียรองเท้านายก็ไม่เป็นไร

เป็นธุรกิจที่ไม่ใช่ทำกันง่ายๆ นะครับ แม้ไม่มีการสอนในหลักสูตรปริญญาโทบริหารธุรกิจก็ตาม

ที่ละเอียดอ่อนไปกว่านั้นก็คือ คนเราย่อมชอบได้รับการเอาใจทั้งนั้น (ตรงกับประจบ) แต่ไม่ชอบให้ใครประจบ เพราะเท่ากับแสดงให้คนอื่นเห็นว่าตัวโง่ รู้ไม่ทันนักประจบ เป็นจุดอ่อนในหน้าที่การงานที่จะเติบโตต่อไปได้ยาก

ฉะนั้นนักประจบต้องละเอียดอ่อนพอที่จะเอาใจโดยไม่ให้นายเห็นว่าประจบ ไม่ใช่ง่ายเหมือนกันนะครับ และวิธีที่เขาใช้กันมีหลายอย่าง เท่าที่ผมสังเกตเห็นก็เช่น ขัดใจนายในเรื่องไม่สู้สำคัญ หรือแสดงความห่วงหาอาทรนายในเรื่องที่ไม่ใช่งาน รวมถึงเรื่องในครอบครัวถ้านายไม่รังเกียจ, เข้าไปแก้ปัญหาให้นายโดยนายยังไม่ทันเอ่ยปาก, ฯลฯ ทั้งหมดนี้เป็นอาการประจบที่เห็นได้ทั่วไป นักประจบที่เก่งและไม่เก่งก็ทำเหมือนกัน แต่ประเด็นหลักก็คือ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างนายและตัว ไม่ใช่ความสัมพันธ์ของนาย-บ่าว แต่เป็นความสัมพันธ์ของคน (นายเป็นเพื่อน, ผู้อาวุโส, ผู้ใหญ่ใจดี, ปูชนียบุคคลของสังคม ฯลฯ)

ในทางตรงกันข้าม นายก็มีวิธีที่จะทำให้การประจบของลูกน้องไม่เป็นที่ระคายเคือง นั่นคือทำให้กลายเป็นประเพณีเสีย เช่นการรับส่งนายที่สนามบิน

ผมอยู่ต่างจังหวัดที่คนชอบไปอยู่เสมอ จึงได้เห็นขบวนรับ-ส่งนายที่สนามบินบ่อยๆ บางครั้งมีคนมามากเสียจนไม่มีทางที่นายจะทักทายได้หมด ผมพบว่านายก็ไม่สนใจจะทักให้หมดเสียด้วย ได้แต่ทักบางคนเท่านั้น

ผมถามคนรู้จักที่ยืนหลังๆ ว่ามาทำไม เขาบอกว่ามาให้นายเห็นหน้าเท่านั้น เพราะใครๆ เขาก็มากันตามประเพณี การไม่มาจึงโดดเด่นขึ้นมาเป็นพิเศษ ผมจึงเชื่อว่าส่วนใหญ่ของผู้มารับ-ส่งผู้ใหญ่นั้น มาเพียงเพื่อจะได้ไม่ต้องเป็นผู้ไม่มาเท่านั้น

อย่างที่ทราบกันอยู่แล้วนะครับว่า การประจบสอพลอในเมืองไทยนั้นถูกทำให้เป็นสถาบันไปมาก และทำความเดือดร้อนแก่คนทั่วไปเพราะเหตุนั้นก็มาก

เหมือนนักลงทุนทั้งหลายนะครับ คือย่อมไม่ลงทุนในนายที่ไม่มีอนาคต ฉะนั้นนักธุรกิจด้านการประจบ จึงต้องเชี่ยวชาญในการคาดการณ์อนาคตด้วยว่า ในวิถีทางการเมืองระดับชาติ, ระดับท้องถิ่น, ระดับหน่วยงาน, ฯลฯ นายคนไหนจะมีอนาคตและคนไหนจะไม่มีอนาคต ต้องเลือกลงทุนให้ถูก

และในเมืองไทยนั้น การคาดการณ์อนาคตทางการเมืองของบุคคลไม่ใช่เรื่องหมูๆ เพราะอะไรๆ ก็เรื่องของเส้น นายของเราก็มีนายที่ต้องประจบสอพลอเหมือนกัน ผิดที่หัวขบวน ทุกอย่างก็พังไปหมด

เพราะการลงทุนผิดนั้นเป็นภาระอันหนักทีเดียว

ลงทุนผิดคือประจบสอพลอนายที่บังเอิญตกกระป๋อง ไม่ใช่นายคนเดียวที่จะพัง นักประจบทั้งหมดในขบวนก็พลอยพังไปด้วย

ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบการประจบสอพลอ แต่ในระบบใดก็ตามที่ใช้มันมาก เช่นในระบบราชการของไทย การประจบสอพลอสามารถพัฒนาตัวเองเป็นระบบของการทำงานได้ด้วย แม้ว่าอาจทำให้งานนั้นเดินไปไม่ดี แต่อย่างน้อยมันก็เดินล่ะครับ

ราชการไทยเดินไปได้ด้วยระบบประจบสอพลอ งานทั้งหลายถือเป็นงานของบุคคลที่เป็นนายงาน จะเดินหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเครือข่ายการประจบสอพลอของนายงานมีมากพอและเข้มแข็งพอทำให้มันเดินหรือไม่

ระบบประจบสอพลอเป็นผลให้ต้องเปลี่ยนหัวขบวนของการทำงานกันบ่อยๆ แต่ราชการก็ไม่รวนเรมากนัก เพราะนายงานที่ขึ้นมาใหม่ก็มีเครือข่ายประจบสอพลอของตนเอง สามารถมารับช่วงต่อไปได้

เราจึงอยู่กันมาได้เป็นนาน ท่ามกลางระบบงานสาธารณะที่เต็มไปด้วยการประจบสอพลอไงครับ

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าการยึดอำนาจในวันที่ 19 กันยายน 2549 ได้ทำลายระบบประจบสอพลอในราชการลงโดยสิ้นเชิง และเป็นผลให้ราชการไม่ทำงานหรือทำงานได้กระพร่องกระแพร่งมากขึ้นไปกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

เหตุผลก็เพราะว่า การยึดอำนาจครั้งนั้นทำให้ความแน่นอนทางการเมืองหมดไป ไม่มีใครคาดได้ว่าใครจะเป็นนายใหญ่ และด้วยเหตุดังนั้นจึงจับไม่ได้ด้วยว่าเครือข่ายประจบสอพลอของนายใหญ่เป็นใครกันบ้าง จะฝากเนื้อฝากตัวกับใครจึงอ่านไม่ออก จะประจบสอพลอใครก็ลังเลใจ ถึงยอมเสี่ยงประจบไปก่อน ก็ต้องระวังไม่ลงทุนมากเกินไป เพราะนายทุกคนในระบบราชการไทยนับจากนั้นมา ล้วนเป็นแหล่งลงทุนที่ประเมินได้ว่าเป็น ccc-(triple c. minus) ทั้งสิ้น

สภาวะความไม่แน่นอนทางการเมืองก็ยังดำรงอยู่นะครับ ซึ่งทำให้วัฒนธรรมการประจบสอพลอ ไม่อาจทำงานได้เต็มที่ในระบบราชการต่อไป

ผมเชื่อว่า ไม่เฉพาะแต่ คมช. เท่านั้นที่บ่นว่าราชการเกียร์ว่าง แต่รัฐบาลทุกชุดนับจากนั้นมา จะต้องบ่นอย่างนี้ต่อไปอีกหลายปี เพราะการเมืองไทยจะไม่ "นิ่ง" ต่อไปอีกหลายปีเช่นกัน

งานบริหารรัฐกิจของไทยจะกระพร่องกระแพร่งอย่างนี้แหละครับไปอีกหลายปี นั่นเท่ากับว่าเครื่องมือในการปรับให้รัฐตอบสนองความต้องการของประชาชนกลุ่มใหม่ๆ ที่อยากเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองประเทศนั้น จะฝืดๆ ไปอีกนาน

ผลก็คือ แม้แต่มีรัฐบาลที่ดีที่สุด ก็ไม่สามารถสร้างความพอใจแก่ประชาชนได้มากนัก ทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลนั้นเองก็ไม่ดีตามไปด้วย ยิ่งทำให้ข้าราชการไม่กล้าฝากตัวกับนายคนไหนมากนักต่อไป

วนเวียนเป็นวัฏจักรอย่างนี้ จนไม่รู้จะสิ้นสุดตรงไหน

ถ้าอยากเห็นข้าราชการที่ไม่ประจบใครเลย ก็จะได้เห็นในตอนนี้ แต่ก็เป็นราชการที่ไม่ค่อยทำงานไปพร้อมกัน

หน้า 25