|
||||||||||||||
|
ผลของการอยู่อย่างผู้ทำลาย
บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2551 ช่วงนี้เป็นฤดูพายุใหญ่ในแถบทวีปอเมริกา พายุฮันนาเป็นหนึ่งในหลายลูกที่พัดผ่านทะเลแคริบเบียน และสร้างความเสียหายใหญ่หลวง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ฮันนาทำให้ชาวเฮติเสียชีวิตกว่า 500 คน ส่วนใหญ่จากการถูกโคลนไหลทับ การที่มีคนจำนวนมากถูกโคลนทับตายมิใช่เกิดขึ้นครั้งแรกในเฮติ และจะไม่เป็นครั้งสุดท้ายจึงทำให้ดูเสมือนว่าเฮติเป็นดินแดนที่ถูกฟ้าดินสาป ที่เป็นเช่นนั้นเพราะปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะความยากจน สังคมล่มสลาย ป่าและพื้นดินถูกทำลายและพายุนับวันจะยิ่งร้ายแรง เนื่องจากภาวะโลกร้อน เฮติเป็นหนึ่งในสองประเทศขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บนเกาะฮิสปันโยลา เกาะนี้มีประวัติโดดเด่นเพราะเป็นพื้นดินแห่งแรก ในทวีปอเมริกาที่โคลัมบัส เดินเรือจากยุโรปไปพบเมื่อปี พ.ศ. 2035 และต่อมาถูกล่าเป็นอาณานิคม โดยซีกตะวันออกเป็นอาณานิคมของสเปน และซีกตะวันตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ทั้งสองประเทศให้เอกราชแก่อาณานิคม เมื่อยุคล่าอาณานิคมสิ้นสุดลง ซีกตะวันออกกลายเป็นประเทศสาธารณะโดมินิกัน ส่วนซีกตะวันตกกลายเป็นประเทศเฮติ ทั้งสองประเทศมีภูมิอากาศคล้ายคลึงกัน คือ เป็นเขตร้อนซึ่งมีป่าหนาทึบปกคลุม แต่พัฒนาไปบนฐานของแนวคิดต่างกัน ชาวโดมินิกันพยายามรักษาป่าไม้ไว้ ส่วนเฮติทำลายป่าจนหมดสิ้น ความแตกต่างทางภูมิทัศน์ของสองประเทศนั้น จะมองเห็นได้อย่างแจ้งชัดจากภาพถ่ายทางอากาศ ซึ่งอดีตรองประธานาธิบดีอเมริกัน อัล กอร์ นำมาเสนอไว้ ในหนังสืออันโด่งดังชื่อ An Inconvenient Truth นั่นคือ ซีกตะวันออกเป็นสีเขียวชอุ่มโดยทั่วไป ส่วนซีกตะวันตก กลายเป็นสีน้ำตาล เมื่อฝนตกหนักในช่วงที่มีพายุใหญ่พัดผ่าน ที่ดินสีน้ำตาลซึ่งไม่มีอะไรปกคลุมอยู่เลยนั้น ก็พังทลายกลายเป็นโคลน และไหลไปคล้ายกระแสน้ำ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เฮติเป็นสังคมล่มสลายจึงไม่มีผู้ใด สามารถตั้งรัฐบาลบริหารประเทศได้ สังคมตกอยู่ในสภาพที่เรียกว่า Failed State ซึ่งกลุ่มชนต่างๆ ฆ่าฟันกันอย่างต่อเนื่อง จนรัฐบาลต่างประเทศ และองค์การสหประชาชาติ ต้องเข้าไปรักษาความสงบ การตัดต้นไม้ทำลายป่าจนหมดเป็นผลของการบริหารประเทศแบบทำลายมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะรัฐบาลเผด็จการ ที่มีความฉ้อฉลสูง และการบริโภคแบบไร้เหตุผลของชนชั้นผู้นำ ตัวอย่างที่ถูกนำมาอ้างถึงเสมอ ได้แก่ ภรรยาของประธานาธิบดี และชนชั้นสูงพากันซื้อเสื้อกันหนาวขนสัตว์ เนื่องจากเฮติเป็นเมืองร้อน โอกาสที่จะสวมเสื้อชนิดนั้นไปอวดกัน จึงไม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ดี ภรรยาของประธานาธิบดีสั่งให้พนักงานของรัฐ ใช้เครื่องปรับอากาศ ลดอุณหภูมิของห้องจัดงาน ให้ลงต่ำคล้ายฤดูหนาวในยุโรป พวกเขาจึงมีโอกาสสวมเสื้อแสนหรูหราราคาแพงเหล่านั้น การตัดไม้ทำลายป่าจนทำให้สังคมล่มสลายไม่ใช่ของใหม่ มันเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ย้อนไปเมื่อหลายพันปีที่แล้ว ย่านตะวันออกกลางยังไม่เป็นทะเลทรายดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ความอุดมสมบูรณ์ของมันเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความก้าวหน้าก่อนภาคอื่นของโลก ถึงกับส่วนหนึ่ง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่จากอียิปต์ขึ้นไปถึงตอนใต้ของตุรกี และโค้งไปถึงตอนใต้ของอิรักได้สมญาว่า "เสี้ยวจันทร์อันอุดม" แต่สังคมในแถบนั้นล่มสลายไปหลังรุ่งเรืองอยู่หลายพันปี เพราะการมีประชาชนจำนวนมาก และแต่ละคนบริโภคมากจนนำไปสู่การทำลายป่าไม้ ซึ่งทำให้ระบบนิเวศขาดสมดุลร้ายแรง ซากของความรุ่งเรืองในย่านนั้นยังมีอยู่ในเห็นมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นพีระมิด หรือสวนสวรรค์แห่งบาบิโลน ในทวีปอเมริกาเองก็มีตัวอย่างของการตัดไม้ทำลายป่า จนทำให้ระบบนิเวศขาดความสมดุลร้ายแรง จนส่งผลให้ชุมชนเล็กใหญ่ ที่มีความเป็นอยู่อย่างผู้ทำลายล่มสลายไป ชุมชนขนาดใหญ่ ได้แก่ อาณาจักรมายาในอเมริกากลาง อาณาจักรนั้นมีความก้าวหน้ามาก และสร้างพีระมิดได้เช่นเดียวกับอียิปต์ แต่ต้องล่มสลายไป ก่อนที่ฝรั่งจะเดินทางไปถึง และทิ้งพีระมิดไว้ให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน ส่วนชุมชนขนาดเล็กที่ล่มสลายไป ได้แก่ เผ่าอานาซาซี ซึ่งตั้งหลักแหล่งอยู่ในอเมริกาเหนือ เผ่านี้มีความก้าวหน้า จนสามารถสร้างสิ่งต่างๆ ได้เป็นอย่างดี แต่ล่มสลายไปโดยทิ้งซากความก้าวหน้าไว้ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา ชุมชนที่กล่าวถึงนั้นล่มสลายโดยผู้คนได้ล้มตาย หรือกระจัดกระจายกันไปคนละทิศละทางแล้ว แต่ในขณะนี้ ยังมีชุมชนหนึ่งซึ่งล่มสลายไปเมื่อไม่นาน และยังมีลูกหลานตั้งหลักแหล่งอยู่ตรงที่เดิมส่วนหนึ่ง เพราะพวกเขาอยู่บนเกาะขนาดเล็กที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวกลางมหาสมุทรแปซิฟิกชื่อ อีสเตอร์ ชาวเกาะนั้นเคยก้าวหน้าจนสามารถสร้างอนุสาวรีย์เป็นตัวคนขนาดยักษ์ ซึ่งแกะออกมาจากภูเขาได้ ในกระบวนการนั้นพวกเขาตัดต้นไม้ขนาดใหญ่ เพื่อใช้ทำเป็นหมอนเคลื่อนอนุสาวรีย์ ซึ่งเป็นหินทั้งก้อนไปตั้งตามที่ต่างๆ พวกเขาสร้างอนุสาวรีย์จำนวนมาก จนต้นไม้ที่ใช้ทำหมอนถูกตัดจนหมด ยังผลให้พวกเขาไม่มีต้นไม้ใช้สร้างเรือขุดขนาดใหญ่ เพื่อออกไปหาปลาไกลจากชายฝั่ง พวกเขาจึงหันมาจับนกจับที่อยู่บนเกาะกิน เมื่อสัตว์เหล่านั้นหมดไป ชาวเกาะก็เริ่มล้มตายจากการขาดอาหาร และการฆ่าฟันกันเอง ส่งผลให้สังคมล่มสลายในที่สุด ในขณะนี้ สาธารณะโดมินิกันยังพัฒนาไปได้คล้ายประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ส่วนเฮติมีสภาพไม่ต่างกับชุมชนเกาะอีสเตอร์ เมื่อตอนก่อนล่มสลายเข้าไปทุกที ชาวเฮติอดอยากถึงขนาดต้องนำดินมากินเป็นอาหาร ตามภาพที่นิตยสาร National Geographic ฉบับประจำเดือนกันยายน 2008 นำมาพิมพ์ไว้ในหัวข้อเรื่อง "Haiti Soil" ชะตากรรมของชาวเฮติ เป็นอุทาหรณ์ล่าสุดที่เตือนชาวโลกว่าอย่าอยู่อย่างผู้ทำลาย ชาวไทยอยู่อย่างผู้ทำลายมานาน หากยังทำเช่นนั้นต่อไป ผลจะเป็นอย่างไร คงไม่จำเป็นต้องพูดถึง
|