หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
J Curve/เสถียรภาพกับการเปิดรับโลกภายนอก (1)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย พ.ญ.นภาพร ลิมป์ปิยากร naaplimp2@hotmail.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 04 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4033

หลายเดือนที่ผ่านมาผู้ติดตามข่าวสารต่างประเทศอยู่เนืองๆ จะทราบว่าเกาหลีเหนือ กำลังมีปัญหากับประชาคมโลก ในกรณีอาวุธนิวเคลียร์ บางคนอาจสงสัยว่าเหตุใดประเทศที่ยากจนข้นแค้นเช่นเกาหลีเหนือ จึงมีอาวุธนิวเคลียร์ และเหตุใดผู้นำของประเทศต้องการให้มีด้วย Ian Brimmer ประธาน Eurasia Group ที่ปรึกษาทางด้านความเสี่ยงทางการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก และนักเขียนของนิตยสารชั้นนำหลายฉบับมีคำตอบในหนังสือชื่อ The J Curve : A New Way to Understand Why Nations Rise and Fall นอกจากนั้นหนังสือขนาด 306 หน้า 7 บท ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2549 ยังจะตอบคำถามที่ว่า 1)อำนาจของกลุ่มเผด็จการถูกท้าทายจากอะไร และทำอย่างไรประเทศที่ปกครองด้วยระบอบเผด็จการจึงจะเปิดต่อโลกเสรีได้มากกว่าเดิม 2)ชุมชนโลก จะให้ความช่วยเหลือประเทศเหล่านี้ เปลี่ยนรูปแบบการปกครองได้อย่างไร 3)ทำอย่างไรผู้กำหนดนโยบายของสหรัฐ จึงจะสร้างนโยบายต่างประเทศที่มีประสิทธิภาพโดยเสนอผ่านทางทฤษฎี J Curve ทั้งนี้เพราะอันตรายที่จะเกิดจากประเทศเหล่านี้ ได้กลายเป็นตัวกำหนดความเป็นอยู่ที่ดีทั้งในปัจจุบันและอนาคตของสหรัฐ และประชาคมโลก

บทที่ 1 พูดถึงทฤษฎี J Curve ผู้เขียนเริ่มเรื่องด้วยข่าวจากวิทยุประจำประเทศเกาหลีเหนือที่ประกาศว่า ด้วยเหตุที่สหรัฐกำลังพัฒนาแผนที่ จะครอบครองน่านน้ำและโลก รัฐบาลเกาหลีเหนือ จึงมีความจำเป็น ที่จะต้องผลิตอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อป้องกันตัว สหรัฐประกาศนโยบายกีดกันเกาหลีเหนือเป็นการตอบโต้ แต่หากเกาหลีเหนือยินยอมที่จะยกเลิกโครงการอาวุธนิวเคลียร์ สหรัฐก็ยินดีที่จะยกเลิกมาตรการกีดกัน และจะสนับสนุนให้รัฐบาลเกาหลีเหนือเข้าสู่ชุมชนโลกได้อย่างปกติ ผู้เขียนเห็นว่านโยบายนี้ของสหรัฐไร้ผล และไม่มีทางที่จะสำเร็จได้ ซ้ำร้ายผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นไปในทิศทางตรงข้ามกับความตั้งใจ ตัวอย่างมีให้เห็นแล้วจากสถานการณ์ในอิรัก อิหร่าน คิวบา และรัสเซีย ซึ่งเขาเห็นว่าผู้กำหนดนโยบายของสหรัฐ ควรมีกรอบความคิดใหม่

ผู้เขียนพบว่าเสถียรภาพและการเปิดประเทศมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด นั่นคือ เมื่อพล็อตกราฟโดยกำหนดให้แกนตั้ง เป็นเสถียรภาพซึ่งเขานิยามว่าความสามารถของรัฐในการอดทนต่อความแปรปรวน และหลีกเลี่ยงการสร้างความแปรปรวน และกำหนดให้แกนนอนเป็นการเปิดของระบบการเมืองและเศรษฐกิจ จะพบว่าทุกประเทศบนโลกจะอยู่บนจุดใดจุดหนึ่ง ของกราฟที่มีรูปร่างเป็นรูปตัว J ประเทศที่อยู่ทางซ้ายของกราฟจะมีการเปิดของระบบการเมืองและเศรษฐกิจต่ำ ประเทศที่ขยับมาทางขวาเพิ่มขึ้น การเปิดของทั้งสองระบบก็จะมากขึ้น ส่วนประเทศที่อยู่ส่วนบนของกราฟ จะเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพมาก ในขณะที่ประเทศที่อยู่ต่ำลงมาจะมีเสถียรภาพลดลง ผู้เขียนแบ่งระดับของเสถียรภาพออกเป็น 4 ระดับ คือ 1)ประเทศที่มีเสถียรภาพมากเป็นประเทศที่สถาบันต่างๆ มีความเข้มแข็ง ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในสังคม มักถูกจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ 2)ประเทศที่มีเสถียรภาพในระดับปานกลาง มักมีโครงสร้างทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง ที่ทำให้ประเทศสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพพอควร แต่ยังคงมีความท้าทายบางประการในการได้มาซึ่งรัฐบาล ที่มีประสิทธิภาพ 3)ประเทศที่มีเสถียรภาพต่ำ จะยังคงเป็นประเทศที่มีอธิปไตยอยู่ แต่จะมีปัญหาในการดำเนินนโยบายทางการเมือง หรือกำลังเกิดการเปลี่ยนทิศทางการเมือง ประเทศเหล่านี้ขาดความสามารถ และความพร้อมในการรับมือกับความผันแปรที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว 4)ประเทศที่ขาดเสถียรภาพหรือประเทศที่ล้มเหลว (failed state) เป็นประเทศที่มิได้มีรัฐบาลเป็นของตนเองหรือรัฐบาลของประเทศเหล่านี้ ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพราะสภาพของประเทศแตกเป็นเสี่ยงๆ จึงจำเป็นที่ต้องได้รับการดูแลจากประเทศอื่นหรือองค์กรนานาชาติ เช่น สหประชาชาติ

โดยทั่วไปแล้วไม่มีประเทศใดในโลกที่จะสามารถหลีกเลี่ยงจากการเผชิญหน้ากับสถานการณ์ความแปรปรวนอย่างรุนแรงได้ ทั้งนี้เพราะความแปรปรวนที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงอาจมิได้เกิดจากน้ำมือมนุษย์ แต่เกิดจากภัยธรรมชาติ ประเทศที่ขาดเสถียรภาพไม่เพียงแต่ต้องเผชิญกับความแปรปรวนเท่านั้น พวกเขายังอาจเป็นผู้สร้างความแปรปรวนขึ้นเอง และความแปรปรวนที่พวกเขาสร้างขึ้นยังข้ามพรมแดนไปประเทศอื่นๆ ด้วย แม้ว่าความแปรปรวนอย่างรุนแรง ไม่จำเป็นที่จะทำให้เกิดวิกฤตการณ์เสมอไป แต่เมื่อเสถียรภาพของประเทศลดต่ำลง จนถึงจุดต่ำสุด หรือที่ตำแหน่งต่ำสุดของกราฟรูปตัว J ความแปรปรวนอย่างรุนแรงเพียงเหตุการณ์เดียว ก็อาจส่งผลให้ประเทศนั้น กลายเป็นประเทศล้มเหลวได้ ผู้เขียนยกสหภาพโซเวียตมาเป็นตัวอย่าง แม้ว่าการปฏิวัติในเดือนสิงหาคมปี 2534 จะมิได้ทำให้รัฐบาลของมิคาเอล กอร์บาชอฟ ล้มลงในทันที แต่หลังจากนั้นรัฐบาลของเขาก็ไม่สามารถที่จะฟื้นเสถียรภาพขึ้นมาได้ ส่งผลให้สหภาพโซเวียตสิ้นสุดลงหลังจากการปฏิวัติครั้งนั้นเพียงแค่ 4 เดือน

ผู้เขียนอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างเสถียรภาพ และการเปิดประเทศตามทฤษฎี J Curve ว่า เมื่อกราฟเป็นรูปตัว J กราฟทางด้านซ้ายจึงมักจะชัน การเพิ่มการควบคุมเพียงเล็กน้อยหรือการปิดประเทศจะทำให้เสถียรภาพเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เพราะการปิดประเทศทำได้ง่ายกว่าการเปิดประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีประวัติศาสตร์ของการเปิดประเทศน้อย อย่างไรก็ดีนักเศรษฐศาสตร์ยังคงคิดว่าประเทศที่ถูกปกครองภายใต้ระบอบเผด็จการหรือประเทศที่อยู่ทางซ้ายตามทฤษฎี J Curve จะต้องเคลื่อนที่ไปทางเดียว คือจากซ้ายไปขวา หรือจากประเทศกำลังพัฒนาสู่ประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งนี้เพราะพวกเขามีสมมติฐานเดียวที่ว่า ทุกประเทศต้องการความเจริญก้าวหน้าและทันสมัย รวมทั้งมือที่มองไม่เห็นของตลาดต่างประเทศ ย่อมบีบบังคับให้ทุกประเทศ ก้าวไปสู่ประเทศที่มีโครงสร้างทางการเมืองที่เป็นอิสระ และเจริญเติบโต แต่ผู้เขียนแย้งว่าความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะตลาดอาจไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากผู้นำทางการเมืองของประเทศนั้นๆ มิได้มีทุนทางเศรษฐกิจที่มากพอที่จะทำให้เกิดตลาดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นผู้นำยังต้องเต็มใจที่จะใช้ทุนทางการเมืองในการปฏิรูปด้วย เพราะการอยู่ทางซ้ายของกราฟ จะทำให้ประเทศมีเสถียรภาพมากกว่าการเคลื่อนลงสู่จุดต่ำสุด

นอกจากนั้น ทุกๆ ประเทศจะมีการเคลื่อนที่อย่างคงที่บนกราฟรูปตัว J ประเทศที่อยู่ทางซ้ายของกราฟ จะมีความตึงเครียดระหว่างความพยายามเปิดประเทศ กับความพยายามของผู้นำเผด็จการ ในการคงอำนาจในการบริหาร และปิดประเทศ และหากประเทศที่อยู่ทางซ้ายของกราฟ ต้องเคลื่อนลงไปทางขวาซึ่งจะทำให้เสถียรภาพของประเทศลดลง หนทางหนึ่งในการเพิ่มเสถียรภาพก็คือการยกระดับเศรษฐกิจก่อนการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้เพราะประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี จะมีเสถียรภาพมากขึ้นในทุกระดับของการเปิดประเทศ อย่างไรก็ดีการยกฐานะทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ก็อาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และยังอาจนำไปสู่วิกฤตได้ด้วยหากผู้นำขาดความสามารถ หรือไม่เต็มใจ ให้เกิดการเปิดประเทศมากขึ้น นโยบายต่างประเทศของประเทศใหญ่ๆ เช่น สหรัฐ จึงมีความสำคัญต่อประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่อยู่ทางซ้ายและประเทศที่กำลังเคลื่อนลงสู่จุดต่ำสุดของกราฟ

ทฤษฏี J Curve เป็นเครื่องมือที่ผู้เขียนออกแบบขึ้นเพื่อที่จะช่วยให้ประชาชนทั่วไปที่สนใจการเมืองระหว่างประเทศ เข้าใจวิธีการที่ผู้นำประเทศต่างๆ ตัดสินใจและสามารถทำนายวิธีการที่ประเทศต่างๆ จะตอบสนองต่อความแปรปรวน ทางด้านเศรษฐกิจ และการเมือง อีกทั้งยังช่วยให้นักลงทุนเข้าใจความเสี่ยง ที่พวกเขาจะต้องเผชิญเมื่อไปลงทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศที่อยู่ทางซ้าย และประเทศที่กำลังเคลื่อนลงสู่จุดต่ำสุดของกราฟ ทั้งนี้เพราะอันตรายที่จะเกิดจากประเทศเหล่านี้ได้กลายเป็นตัวกำหนดความเป็นอยู่ที่ดีของโลกทั้งในปัจจุบันและอนาคต

หน้า 42


J Curve / เสถียรภาพกับการเปิดรับโลกภายนอก(2)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย พ.ญ.นภาพร ลิมป์ปิยากรnaaplimp2@hotmail.com  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 08 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4034

บทที่ 2 ผู้เขียนพูดถึงประเทศที่อยู่ด้านซ้ายสุดตามทฤษฎี J Curve ซึ่งก็คือ เกาหลีเหนือ คิวบาและอิรัก เสถียรภาพของประเทศทั้งสามที่ยกตัวอย่างมานี้ เป็นผลมาจากการที่ผู้นำของประเทศสามารถปกปิด มิให้ประชาชนได้มีโอกาสล่วงรู้เรื่องราวของโลกภายนอก พวกเขาจึงสามารถที่จะดำเนินนโยบายเผด็จการได้อย่างเบ็ดเสร็จ แม้ว่าประชาชนของประเทศเหล่านี้จะอดอยากและอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมลงเรื่อยๆ แต่ผู้นำของพวกเขายังคงมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการบริหารทรัพยากร และสามารถควบคุมความสามารถ ในการสื่อสารของประชาชนในประเทศ และระหว่างประเทศ ทั้งนี้เพราะผู้นำของประเทศเหล่านี้ตระหนักดีว่า ความอยู่รอดของพวกเขาขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างกำแพงระหว่างประชาชนของประเทศเขากับโลกภายนอก พวกเขาจึงสร้างเทคนิคที่มีความซับซ้อนในการทำให้ประชาชนอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด

ระบอบการปกครองของประเทศที่อยู่ทางซ้ายสุดของกราฟ หรือประเทศที่ปิดทั้งด้านเศรษฐกิจ และการเมืองตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยง เพราะทรัพยากรส่วนใหญ่ถูกใช้ไปในการทำให้ประเทศโดดเดี่ยวมากขึ้น พวกเขาจำเป็นต้องสร้างระบบภูมิคุ้มกันซึ่งมีลักษณะพิเศษ ทั้งนี้เพราะการบุกรุกของสิ่งแปลกปลอมจากโลกภายนอก จะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของประชาชนจนยากที่รัฐบาลจะรับมือได้ การคงไว้ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันประเภทนี้อาศัยเงิน แรงงานและพลังงานเป็นจำนวนมาก มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหลอกลวงประชาชนว่าพวกเขามีชีวิตอยู่บนสรวงสวรรค์ และประชาชนของชาติอื่นๆ มีชีวิตที่ย่ำแย่กว่า เสถียรภาพของประเทศทางด้านซ้ายของกราฟ จึงขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้นำ การเสียชีวิตของผู้นำอาจทำให้เกิดความยุ่งเหยิงตามมาหรือทำให้การปกครองแบบเผด็จการสิ้นสุดลง

การที่เกาหลีเหนือพยายามที่จะหาทางให้เกิดการสู้รบทางทหารกับประเทศที่ยิ่งใหญ่เช่นสหรัฐ แม้ว่าผู้นำของประเทศจะรู้ดีว่า พวกเขาไม่มีทางสู้รบปรบมือได้เป็น เพราะผู้นำเกาหลีเหนือทราบดีว่า ประชาคมโลกจะตอบโต้การท้าทายให้เกิดสงคราม ด้วยการโดดเดี่ยวเกาหลีเหนือมากขึ้นไปอีก ซึ่งเท่ากับเป็นการตอบสนองความต้องการของเขา พวกผู้นำเผด็จการ มักใช้วิธีการสร้างปัญหากับต่างประเทศเพื่อดำรงเสถียรภาพของตนเองในประเทศ ประชาคมโลกจึงมีความจำเป็น ที่จะต้องเข้าใจว่า ทำอย่างไรประเทศทางด้านซ้ายของกราฟจึงสามารถที่จะดำรงสถานะของตน และทำอย่างไรพวกเขาจึงล้มเหลว

เกาหลีเหนือเป็นประเทศที่มีขนาดเล็กและถูกโดดเดี่ยวโดยมีพลเมืองอยู่ 20-22 ล้านคน และมีทรัพยากรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ประเทศนี้ไม่มีเพื่อนที่สามารถไว้ใจได้ และไม่มีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ อีกทั้งยังไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ แต่มีความสำคัญทางด้านภูมิศาสตร์และการเมืองเพราะมีทหารกว่าล้านคน มีประชาชนที่อดอยากหลายล้านคน และที่สำคัญที่สุดคือมีขีปนาวุธที่มีศักยภาพที่จะคุกคามทั้งเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ประวัติศาสตร์ของเกาหลีเหนือ เริ่มต้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อเกาหลีถูกแบ่งเป็นเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ที่เส้นละติจูด 38 องศา ในช่วงแรกนั้นเกาหลีเหนือภายใต้การนำของประธานาธิบดีคิม อิล ซุง สามารถพัฒนาอุตสาหกรรม จนมีผลผลิตเหนือกว่าเกาหลีใต้ได้เพราะได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต แต่หลังปี 2513 พวกเขาเริ่มไม่สามารถ ที่จะเลี้ยงดูประชาชนของตนเองให้เสมอเหมือนประเทศอื่นๆ ได้จนชาวเกาหลีเหนือต้องอดตายนับล้านคน อันเป็นผลมาจากการขาดการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตและความจำกัดของทรัพยากร คิม จอง อิล ผู้นำเผด็จการของเกาหลีเหนือคนต่อมาจึงจำเป็นต้องปกครองประเทศ ด้วยการควบคุมชีวิตประจำวัน ของชาวเกาหลีเหนือทุกหย่อมหญ้า โดยอาศัยตำรวจลับที่มีอยู่ทั่วทุกหนแห่ง การที่เขาลักลอบขายเฮโรอีน ให้กับชาวตะวันตก ยังผลให้ประเทศตะวันตกตอบโต้ด้วยการโดดเดี่ยวเกาหลีเหนือ อย่างไรก็ดีชาวเกาหลีเหนือกลับมิได้มืดบอดทั้งหมด ทั้งนี้เพราะพวกเขาสามารถใช้โทรศัพท์จากสถานีโทรศัพท์ไร้สายของจีน ที่อยู่บริเวณพรมแดน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ความสามารถในการปิดกั้นประเทศจากโลกภายนอกมิอาจดำรงอยู่ได้ตลอดกาล

รัฐบาลเกาหลีเหนืออาศัยการถูกปิดจากโลกภายนอกพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เพราะผู้นำเข้าใจดีว่า หากปราศจากซึ่งอาวุธนิวเคลียร์ พวกเขาย่อมไม่สามารถเรียกร้องขอความช่วยเหลือทั้งอาหารและพลังงานจากสหรัฐ และนานาประเทศเพื่อหล่อเลี้ยงกองทัพและประชาชนได้ มันจึงเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลเกาหลีเหนือจะยุติโครงการนี้โดยสมัครใจ ในปัจจุบันเกาหลีเหนือจึงกลายเป็นประเทศที่อันตรายที่สุดประเทศหนึ่ง ในโลกจากอาวุธนิวเคลียร์ที่คุกคามญี่ปุ่น เกาหลีใต้และชาติตะวันตกในอนาคต ร้ายกว่านั้นพวกเขายังขายอาวุธร้ายแรงเหล่านี้ให้กับประเทศอื่น ซึ่งเท่ากับได้ตอบโต้ศัตรูไปในตัวด้วย

ผู้เขียนเห็นว่าวิธีการเดียวที่จะทำให้เกาหลีเหนือเปลี่ยนแปลงการปกครองได้คือ การเปิดโอกาสให้ชาวเกาหลีเหนือ สามารถรับทราบข่าวสารจากภายนอกทีละเล็กละน้อย ซึ่งจะทำให้เกิดความต้องการเปลี่ยนแปลงขึ้นในหมู่ประชากร สหรัฐ ไม่ควรดำเนินนโยบายที่จะทำให้ผู้นำเกาหลีเหนือประสบความสำเร็จตามเป้าหมายด้วยการใช้มาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจ ตัดความช่วยเหลือ และปิดกั้นมิให้ชาวเกาหลีเหนือได้มีโอกาสติดต่อกับโลกภายนอก กลยุทธ์ที่ดีที่สุดก็คือ การชักชวนให้เกาหลีเหนือสร้างสัมพันธภาพที่แน่นแฟ้นกับจีน เพราะพวกเขาต้องพึ่งพิงจีนทั้งในด้านอาหาร และพลังงานและจีนอาจเป็นประเทศเดียวที่ผู้นำเกาหลีเหนือกล้าที่จะเชื่อใจ หากนโยบายนี้ประสบความสำเร็จ ทุกประเทศจะได้รับประโยชน์โดยเฉพาะจีนเองก็จะสามารถลดปัญหาทางด้านสาธารณสุข และมนุษยธรรมอันเป็นผลมาจากผู้อพยพชาวเกาหลีเหนือด้วย ผู้สูญเสียจะมีเพียงชนชั้นนำของเกาหลีเหนือเท่านั้น

อิรักเป็นประเทศที่อยู่ทางซ้ายสุดตามทฤษฎี J Curve เช่นกัน ประเทศนี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของการขาดความสามารถ ในการถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติ ประวัติศาสตร์ของอิรัก เริ่มเกิดความผันผวนขึ้นครั้งแรกในปี 2523 เมื่อซัดดัม ฮุสเซน ผู้นำชาวซุนหนี่ของอิรักเกรงว่า อิหร่านจะให้ความช่วยเหลือชาวชีอะห์ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ต่อต้านรัฐบาลที่บริหารโดยชาวซุนหนี่ ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยของประเทศ เขาจึงประกาศสงครามกับอิหร่าน ซึ่งกลายเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ ทั้งนี้เพราะการรบครั้งนั้นแสดงให้เห็นการด้อยความสามารถของตัวเขา และทหารอิรักส่งผลให้ชาวอิรักเสียชีวิตนับแสนคนอีกทั้งยังทำให้อิรักมีหนี้มากถึง 8 หมื่นล้านดอลลาร์ การที่กำปั่นหลวงว่างเปล่าทำให้กราฟของประเทศลดต่ำลง และยังทำให้สถานะความเป็นเผด็จการของเขาถูกคุกคามด้วย ซัดดัม ฮุสเซนจึงจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากซาอุดีอาระเบียและคูเวต เขาเรียกร้องให้กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ ลดกำลังการผลิตเพื่อยกระดับราคาน้ำมันและขอรับเงินช่วยเหลือเพิ่มขึ้น แต่ทั้งสองประเทศปฏิเสธ เขาจึงตัดสินใจบุกคูเวต แต่ปฏิบัติการครั้งนั้นของเขาไม่ได้รับการสนับสนุนทั้งจากโลกอาหรับและสหประชาชาติ อีกทั้งยังทำให้ท่อส่งน้ำมันของอิรัก ที่ผ่านตุรกี และซาอุฯ ถูกตัดขาดอีกด้วย ผู้เขียนวิพากษ์ว่าซัดดัม ฮุสเซนไม่เพียงแต่ไม่เคร่งครัดในกฎของการดำรงสถานะของประเทศทางซ้ายของกราฟ ด้วยการปิดประเทศเท่านั้น หากเขายังชื่นชอบที่จะสร้างความแปรปรวนอย่างใหญ่หลวงขึ้นเอง เพราะเขามักประเมินปฏิกิริยาของนานาชาติผิดไปอีกด้วย

อย่างไรก็ดีในปี 2539 โครงการน้ำมันแลกอาหารก็ถือกำเนิดขึ้น ซัดดัม ฮุสเซนได้ใช้เงินจากโครงการนี้ สนับสนุนให้เกิดการแบ่งฝ่าย และปิดประเทศมากยิ่งขึ้นไปอีก ในที่สุดสหรัฐก็ตระหนักว่า มาตรการลงโทษไม่ได้ผล จึงตัดสินใจบุกอิรัก สงครามที่สหรัฐบุกอิรักสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว เพราะไม่มีชาวอิรักคนใดยินดีรบเพื่อซัดดัม ฮุสเซน อย่างไรก็ดีผู้เขียนยังคงเห็นว่าผู้กำหนดนโยบาย ไม่ควรที่จะเลือกนโยบายทั้งมาตรการลงโทษและการบุกอิรัก ทั้งนี้เพราะจากทฤษฎี J Curve จะเห็นว่าการที่ชาวอิรัก สามารถเข้าถึงโลกภายนอกน่าจะเป็นแรงกดดันต่อซัดดัม ฮุสเซนและทำให้เสถียรภาพของเขาสั่นคลอน ซึ่งจะทำให้ต้นทุนของทั้งชาวอิรักและสหรัฐต่ำกว่านี้

ในปัจจุบันอิรักกำลังอยู่ที่จุดต่ำสุดของกราฟและกำลังดิ้นรนเพื่อที่จะอยู่รอด แต่ยังคงไม่มีใครทราบว่าสหรัฐ และนานาชาติจะมีวิธีการใดในการเยียวยาอิรัก

หน้า 42


J Curve / เสถียรภาพกับการเปิดรับโลกภายนอก (3)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย พ.ญ.นภาพร ลิมป์ปิยากร  naaplimp2@hotmail.com  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4035

บทที่ 3 พูดถึงการเคลื่อนลงสู่จุดแห่งการขาดเสถียรภาพ อิหร่าน ซาอุดีอาระเบียและรัสเซียมีความซับซ้อน และขาดเสถียรภาพที่สุดในโลก โดย 3 ประเทศนี้ สามารถที่จะเคลื่อนที่ไปได้ทั้งทางซ้าย และทางขวาของกราฟ ความวุ่นวาย และความสำคัญของทั้งสามประเทศทำให้การเคลื่อนที่ไปบนกราฟของพวกเขามีความสำคัญต่อประเทศต่างๆ ทั่วโลก ตามทฤษฎี J Curve มิใช่เพียงแค่ประเทศจะเคลื่อนที่ไปบนกราฟเท่านั้น ตัวกราฟเองก็สามารถเปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์พิเศษที่แต่ละประเทศต้องเผชิญ เช่น เมื่อรัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้น จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ผู้บริหารประเทศก็สามารถที่จะลงทุนในด้านการศึกษาและการพยาบาล รวมทั้งให้การสนับสนุนระยะสั้นกับโครงการต่างๆ เพื่อลดความไม่พอใจของกลุ่มที่ตกงานซึ่งเท่ากับว่ากราฟทั้งกราฟเคลื่อนที่ขึ้น ซึ่งจะทำให้ทุกๆ จุดบนกราฟมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่โชคร้ายที่ผู้บริหารประเทศมักใช้เงินไปในทิศทางที่ทำให้เกิดการปิดประเทศมากขึ้น บางคนจึงเห็นว่า น้ำมันมิใช่พรของพระเจ้าแต่เป็นคำสาป อย่างไรก็ดีนโยบายโดดเดี่ยวประเทศเหล่านี้ คงไม่สามารถดำเนินไปได้ตลอดกาล ทั้งนี้เพราะ 1) โลกาภิวัตน์ได้ทำให้โลกเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว 2) การปิดประเทศมีต้นทุนที่สูงมากขึ้น ช่วงเวลาของการถ่ายโอนอำนาจจึงเป็นช่วงที่มีโอกาสเกิดความวุ่นวายสูงซึ่งจะส่งผลกระทบไม่เพียงแต่ภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงประเทศต่างๆ ทั่วทั้งภูมิภาคอีกด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากประเทศนั้นๆ เป็นผู้นำของภูมิภาค เช่น อิหร่านและซาอุดีอาระเบีย

อิหร่านเป็นประเทศที่มีความหนาแน่นของชาวมุสลิมสูงที่สุดในตะวันออกกลาง และเป็นประเทศที่มีน้ำมันสำรองมากถึง 11% และมีก๊าซธรรมชาติมากเป็นอันดับสองของโลก อิหร่านจึงเป็นประเทศที่ใหญ่และมีอิทธิพลมากที่สุดประเทศหนึ่ง ในตะวันออกกลาง ปัจจุบันอิหร่านมีพลเมือง 70 ล้านคนโดยกว่า 70% มีอายุน้อยกว่า 24 ปี ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ หดตัว รายได้ประชาชาติลดลงเหลือเพียง 1 ใน 3 ของเมื่อปี 2521 ซึ่งเป็นปีที่อิหร่าน สามารถผลิตน้ำมันได้ถึงวันละ 6 ล้านบาร์เรล ชนชั้นกลางที่เคยอยู่อย่างสุขสบายจึงได้รับความลำบากมากขึ้นจากเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและรายได้ที่คงที่ อิหร่านจำเป็นต้องมีงานใหม่เพิ่มขึ้น ถึงปีละ 8 แสนถึง 1 ล้านตำแหน่งเพื่อรองรับกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น แต่ระบบเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ไม่เอื้ออำนวย ซ้ำร้ายการคอร์รัปชั่นในประเทศที่รุนแรงมากขึ้น ทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศ ยากที่จะเยียวยา ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ประชาชนต้องการความเปลี่ยนแปลง โชคดีของอิหร่านมาถึงในปี 2548 เมื่อราคาน้ำมันถีบตัวสูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง จำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นนี้สามารถทำให้ผู้นำอิหร่าน เปิดประเทศมากขึ้นหากพวกเขาต้องการ และยังสามารถปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและบริการทางสังคม จนทำให้อิหร่านกลายเป็นสวรรค์ของตะวันออกกลาง ซึ่งเท่ากับเป็นการยกระดับเส้นกราฟขึ้น แต่แทนที่ผู้นำของอิหร่าน จะใช้เงินไปพัฒนาประเทศกลับใช้เงินไปกับโครงการนิวเคลียร์เพื่อท้าทายอำนาจของสหรัฐ และยุโรป ทั้งนี้เพราะผู้นำของอิหร่านเชื่อว่า พวกเขาสามารถทำได้ และน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของอิหร่าน ก็เป็นที่ต้องการของกลุ่มประเทศตะวันตก มากกว่าช่วงเวลาใดๆ ที่ผ่านมา ผู้นำอิหร่านคนปัจจุบันยังคงพยายามเคลื่อนประเทศ ไปทางซ้ายของกราฟมากขึ้น แม้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ ต้องการที่จะเคลื่อนประเทศไปทางขวาของกราฟหรือเปิดประเทศมากขึ้นก็ตาม

อย่างไรก็ดี ผู้เขียนกลับเห็นว่านโยบายของสหรัฐในการโดดเดี่ยวอิหร่าน และพยายามทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลอิหร่าน เป็นนโยบายที่ไม่ถูกต้อง ทั้งนี้เพราะ 1) นโยบายนี้ไม่ได้รับการสนับสนุนทั้งจากยุโรป จีน ญี่ปุ่นและรัสเซีย 2) ผู้นำอิหร่าน ใช้นโยบายโดดเดี่ยวของสหรัฐ เป็นข้ออ้างของสาเหตุการว่างงานและความวุ่นวายในสังคม 3) มาตรการลงโทษ เท่ากับเป็นการเสริมกำลังการโดดเดี่ยวประเทศมากยิ่งขึ้นไปอีก นอกจากนั้นมาตรการลงโทษ ยังเท่ากับเป็นการตอกย้ำ ความเป็นซาตานของสหรัฐ ในสายตาของชาวอิหร่าน ซึ่งพวกเขาเชื่อเป็นทุนเดิมอยู่แล้วว่า สหรัฐเป็นต้นตอของปัญหาทั้งหมดในอิหร่าน ผู้กำหนดนโยบายสหรัฐ จึงควรหาโอกาสสร้างข้อตกลงพิเศษกับอิหร่าน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มปฏิรูป ผู้เขียนยังคงเชื่อว่าในไม่ช้าอิหร่านจะเคลื่อนลงสู่จุดต่ำสุดของกราฟ เพื่อก้าวไปสู่การเป็นประเทศเปิดมากยิ่งขึ้น นโยบายของสหรัฐจึงควรที่จะถูกออกแบบให้ใช้ความได้เปรียบ จากโอกาสในการให้ความช่วยเหลือชาวอิหร่านในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้

ซาอุดีอาระเบียมีน้ำมันสำรองมากถึง 1 ใน 4 ของปริมาณน้ำมันสำรองของโลก ดังนั้นเมื่อน้ำมันมีราคาสูงขึ้น ผู้บริหารประเทศย่อมสามารถใช้รายได้ที่เพิ่มขึ้นเลื่อนการเผชิญหน้ากับปัญหาไปได้อีกระยะหนึ่ง แม้ว่าปัจจุบันราชวงศ์ซาอุฯ จะสามารถหยุดยั้งมิให้พวกพระสามารถสอนเด็กไปในทิศทางที่ราชวงศ์ไม่ต้องการได้แล้วก็จริง แต่เหตุการณ์การถล่มตึกกรุงนิวยอร์กในเดือนกันยายนปี 2544 แสดงให้เห็นว่าการเผชิญหน้าระหว่างราชวงศ์ กับกลุ่มที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงยังคงมีอยู่และคงยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ ซาอุฯ เป็นประเทศที่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ความตึงเครียดระหว่างการเมืองและศาสนา เริ่มต้นจากการที่ชาวมุสลิมส่วนหนึ่งไม่พอใจที่กษัตริย์ ผูกสัมพันธไมตรีกับชาวตะวันตกส่งผลให้ซาอุฯ เคลื่อนไปทางซ้ายของกราฟ เมื่อซาอุฯ ค้นพบน้ำมันมากขึ้น ความตึงเครียดระหว่างราชวงศ์และศาสนาจึงยิ่งเพิ่มขึ้น ซ้ำร้ายรายได้จากน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทำให้ราชวงศ์ สามารถจัดสรรเงินไปให้ครอบครัวตนเอง และคุ้นเคยกับชีวิตที่หรูหรามากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างคนรวย และคนจนเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดีเงินที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่ง ก็หลั่งไหลไปสู่มือของประชาชน ด้วยจึงทำให้กราฟทั้งกราฟ ขยับสูงขึ้นด้วย

แม้ว่ารัฐบาลซาอุฯ ยังคงต้องการให้การสนับสนุนมุสลิมสายอนุรักษ์ แต่พวกเขาก็ทราบดีว่าซาอุฯ ต้องปรับตัวเข้า กับสังคมโลกในยุคศตวรรษที่ 21 ด้วย การที่จำนวนประชากรซาอุฯ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 7 ล้านคนในปี 2523 เป็น 27 ล้านคนในปี 2549 ส่งผลให้รายได้ต่อหัวประชากรลดลงจาก 21,000 ดอลลาร์ในปี 2523 เหลือเพียง 4,564 ดอลลาร์ในปี 2547 ร่วมกับการที่ชาวซาอุฯ รุ่นใหม่ที่ไม่มีงานทำกำลังรวมตัวกันที่โรงเรียนและมัสยิด ซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มหัวรุนแรง ที่ต่อต้านสังคมรุ่นใหม่ จึงจะเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของประเทศในระยะยาว

ผู้เขียนยังหวังว่าซาอุฯ สามารถที่จะเคลื่อนเข้าสู่จุดที่เปิดประเทศได้มากขึ้น แต่ปัญหาที่สำคัญที่สุดของซาอุฯ คือระบบการศึกษาที่ขาดศักยภาพในการฝึกหัดแรงงานชาวซาอุฯ เพราะมหาวิทยาลัยซาอุฯ ยังคงสอนแต่เรื่องของศาสนา อย่างไรก็ดีผู้เขียนเห็นว่าซาอุฯ คงเลี่ยงที่จะไม่เปิดประเทศ ไม่ได้อย่างแน่นอน ดังนั้นประเทศอื่นๆ จึงควรช่วยให้การเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของซาอุฯ เป็นไปอย่างราบรื่น การปฏิเสธความช่วยเหลือเท่ากับเป็นการประกันการเกิดหายนะอย่างแน่นอนเช่นกัน

รัสเซียเป็นตัวอย่างของประเทศยิ่งใหญ่ที่เคยเคลื่อนตัวเข้าสู่จุดต่ำสุดของกราฟแล้ว หลังรัสเซียยกเลิกการปกครอง แบบคอมมิวนิสต์ใหม่ๆ การคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นมากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกลุ่มผู้มีอำนาจใหม่ เมื่อนายกรัฐมนตรีเซกิ คิริเยนโกประกาศงดชำระหนี้และลดค่าเงินในเดือนสิงหาคมปี 2541 ส่งผลให้นักลงทุนหนีหายจากประเทศ ทำให้รัสเซียเข้าสู่จุดอสมดุลและเคลื่อนตัวไปทางซ้ายของกราฟอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ดีการลดค่าเงิน และราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจรัสเซียในเวลาต่อมา เพราะมันทำให้รัสเซีย สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงแค่ 2 ปี แม้ว่าขณะที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ได้รับการเลือกตั้งเข้าดำรงตำแหน่งครั้งแรกในปี 2544 นั้นสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจของรัสเซีย ได้ฟื้นตัวขึ้นมากแล้ว แต่เขายังคงไม่รีบร้อนที่จะปฏิรูปทางการเมือง ทั้งนี้เพราะเขาคิดว่าการที่ประเทศอยู่ทางด้านซ้ายของกราฟปลอดภัยกว่า

ผู้เขียนคาดว่าปัญหาที่โลกจะต้องเผชิญในอนาคตอาจเกิดขึ้นเมื่อความนิยมในตัวประธานาธิบดีปูตินลดลง ซึ่งจะส่งผลให้เสถียรภาพ ของรัสเซียลดลง และทำให้กราฟทั้งกราฟเคลื่อนที่ลง การขาดเสถียรภาพในรัสเซีย อาจทำให้ผู้เชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีด้านนิวเคลียร์หลั่งไหลไปสู่กลุ่มผู้ก่อการร้าย ซึ่งคงไม่มีประเทศใดต้องการให้เกิดขึ้น ผู้เขียนย้ำว่านโยบายของสหรัฐและประเทศต่างๆ จึงมีส่วนสำคัญยิ่งในการช่วยเหลือรัสเซีย ให้สามารถปฏิรูปตนเองสู่การเปิดประเทศได้อย่างราบรื่น

หน้า 38


J Curve / เสถียรภาพกับการเปิดรับโลกภายนอก(4)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย พ.ญ.นภาพร ลิมป์ปิยากร naaplimp2@hotmail.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4036

ในบทที่ 4 ผู้เขียนพูดถึงจุดต่ำสุดของกราฟตามทฤษฎี J Curve เขาเชื่อว่าทุกๆ ประเทศที่อยู่ทางซ้ายของกราฟ ย่อมเคลื่อนเข้าสู่จุดอสมดุลเสมอ ทั้งนี้เพราะการถูกควบคุมและการแยกตัวจากสังคมโลกไม่สามารถดำเนินอยู่ตลอดกาล เมื่อประเทศเหล่านี้เข้าสู่จุดต่ำสุด พวกเขาต้องเคลื่อนที่ไปทางใดทางหนึ่งหรือไม่ก็ตกไปจากกราฟและอยู่ที่ตรงนั้นตลอดไป ทำอย่างไรโลกจึงจะสามารถเตรียมความพร้อมให้กับประเทศปิดเหล่านี้ และทำอย่างไรจึงจะช่วยให้การเปลี่ยนผ่าน สู่การเปิดประเทศของกลุ่มประเทศเหล่านี้เป็นไปอย่างราบรื่น

การสิ้นสุดลงของการแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้มิได้ทำให้ชาติล่มสลายเช่นเดียวกับยูโกสลาเวียหรือรัสเซีย ทั้งนี้เพราะแอฟริกามีรัฐบาลที่ดีและมีผู้นำที่มีคุณธรรม แอฟริกาถือกำเนิดขึ้นในปี 2453 แต่การแบ่งแยกสีผิว เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังในปี 2456 เมื่อรัฐบาลของคนผิวขาวออกกฎหมายห้ามคนผิวดำ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ถือครองที่ดิน ในปี 2528 รัฐบาลแอฟริกันเกือบยุตินโยบายการแบ่งแยกสีผิวได้สำเร็จ แต่ประธานาธิบดีในขณะนั้น เปลี่ยนใจกะทันหันทำให้นานาชาติประณาม และไม่ยินยอมปล่อยกู้ให้กับรัฐบาลแอฟริกันอีกต่อไป ยังผลให้เกิดวิกฤตการเงินในประเทศตามมา รัฐบาลแอฟริกันต้องเผชิญหน้ากับความกดดันอย่างหนัก เพื่อยุติการแบ่งแยกสีผิวทั้งจากประเทศเพื่อนบ้านและนโยบายของสหรัฐ ในที่สุดในปี 2532 ประธานาธิบดีโบธาก็ยินยอมเจรจากับเนลสัน แมนเดลา ตัวแทนของชาวแอฟริกันผิวดำส่งผลให้การแบ่งแยกสีผิวยุติลง และมีการจัดตั้งรัฐบาลที่มีชาวแอฟริกันผิวดำร่วมด้วยเป็นครั้งแรกในปี 2536 โดยเนลสัน แมนเดลาได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดี

การสิ้นสุดของการแบ่งแยกสีผิวเป็นผลมาจากการที่ประธานาธิบดีโบธาและเนลสัน แมนเดลาเห็นพ้องต้องกันว่า นโยบายนี้จะทำให้ทั้งชาวแอฟริกันผิวดำและผิวขาวได้ประโยชน์ ผู้นำผิวดำทราบดีว่าพวกเขาต้องการความร่วมมือทางการเมือง จากผู้นำผิวขาว และต้องการความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจจากชาวแอฟริกันผิวขาวด้วย ทั้งนี้เพราะการศึกษาแบบเก่า มิได้เตรียมความพร้อมทางด้านวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์แก่ชาวแอฟริกันผิวดำ ทำให้พวกเขาขาดความสามารถ ในการทำงานในระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ หากชาวแอฟริกันผิวขาว ย้ายหนีออกไปนอกประเทศหมด พวกเขาย่อมนำความมั่งคั่งติดตัวไปด้วย การสงวนความมั่งคั่งไว้ในประเทศร่วมกับการดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศ จะทำให้ชาวแอฟริกันผิวขาวยังคงยินยอมที่จะอยู่ในประเทศต่อไป จึงเท่ากับเป็นการให้เวลาชาวแอฟริกันผิวดำ ในการเรียนรู้ที่จะทำงานต่อไปในอนาคต การที่ชาวแอฟริกันผิวขาวยินดีที่จะเจรจาต่อรองด้วยเพราะพวกเขาทราบดีว่า 1) การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ 2) พวกเขาไม่สามารถทำให้ชาวแอฟริกันผิวดำ ยอมรับการแบ่งพื้นที่เพียงส่วนน้อยของประเทศได้อีกต่อไป 3) กลุ่มชนชั้นสูงที่แบ่งแยกสีผิว และต่อต้านคอมมิวนิสต์ ไม่เกรงกลัวสหภาพโซเวียตแล้ว 4) สัญญาจากคณะกรรมการประนีประนอมที่จะไม่เอาผิดกับอาชญากรรมที่เกิดขึ้น ในช่วงที่มีการแบ่งแยกสีผิวทำให้การจองเวรจากกลุ่มคนผิวดำสิ้นสุดลง 5) ชาวแอฟริกันผิวขาวไม่มีที่จะไปเพราะพวกเขาได้ละถิ่นฐานจากยุโรปมายาวนานแล้ว

หลังเลือกตั้งแมนเดลาเลือกที่จะให้แอฟริกาใต้ เปิดประเทศแทนที่จะปิดประเทศ ทั้งนี้เพราะการสิ้นสุดลงของสหภาพโซเวียต เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการใช้ระบบตลาดเสรี และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย น่าที่จะดีกว่า และอาจเป็นเพราะเขาเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ แมนเดลามีทุนทางการเมืองสูงมาก เขาเป็นคนที่มีบุคลิกภาพที่อบอุ่น มีเสน่ห์ มีชื่อเสียงในด้านความซื่อสัตย์และมีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลทำให้เขาสามารถเรียกร้องให้ชาวแอฟริกันเสียสละเพื่อชาติได้ นอกจากนี้ชาวแอฟริกันยังพร้อมที่จะทำงานหนักเพื่อแสดงให้ชาวโลกรู้ว่ารัฐบาลผิวดำของพวกเขา สามารถที่จะอยู่รอด และนำพาความมั่งคั่งมาสู่ประเทศได้ ความสำเร็จของนโยบายทำให้รายได้ประชาชาติของประเทศ เพิ่มขึ้นจากหนึ่งแสนสามหมื่นล้านดอลลาร์ เป็นสองแสนล้านดอลลาร์ภายในเวลาสิบปีนับจากปี 2536 ถึงกระนั้นก็ตามความแตกต่างทางด้านรายได้กลับมิได้ดีขึ้น ซ้ำยังทำให้ชาวแอฟริกันผิวขาวร่ำรวยมากขึ้น ในขณะที่ชาวแอฟริกันผิวดำยากจนลง ทั้งนี้เพราะชาวแอฟริกันผิวดำไม่สามารถทำงานในภาคบริการได้ ปัจจุบันการนัดหยุดงานและการบุกรุกเข้าไปในที่ดินของคนผิวขาวจึงมีเพิ่มขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเริ่มเคลื่อนเข้าสู่ทางขวาของกราฟ มิได้ค้ำประกันว่าประเทศเหล่านี้จะมีเสถียรภาพตลอดไป

แม้ว่าแอฟริกาใต้จะตกอยู่ภายใต้มาตรการลงโทษจากนานาชาติ แต่มาตรการนี้กลับมีส่วนสำคัญ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลดีต่อประเทศ นั่นหมายความว่า มาตรการลงโทษมิได้มีแต่ข้อเสีย หากปราศจากมาตรการนี้เป็นไปได้ว่าชาวแอฟริกันผิวขาว อาจยังคงพยายามเลื่อนการเปลี่ยนแปลงประเทศต่อไป อย่างไม่มีที่สิ้นสุดก็เป็นได้ มาตรการลงโทษจากนานาชาติทำให้ชาวแอฟริกันผิวขาวไม่สามารถส่งสินค้าออกได้ ไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนต่างประเทศและขาดเทคโนโลยีใหม่ๆ จึงส่งผลให้กราฟของประเทศเคลื่อนต่ำลง นอกจากนั้นการที่ผู้นำของพวกเขายังไม่เคยมีอำนาจถึงขนาดที่จะขับเคลื่อนประเทศไปทางซ้ายของกราฟหรือปิดประเทศได้ รวมทั้งการที่กลุ่มชนผิวขาวชั้นนำมีแนวโน้มที่จะยอมรับการเปลี่ยนประเทศ จึงทำให้มาตรการลงโทษ มีอิทธิพลต่อนโยบายทางการเมืองอย่างแท้จริง ยิ่งไปกว่านั้นการที่แมนเดลามีความกล้าหาญ ฉลาดและมีคุณธรรมก็เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเคลื่อนประเทศไปอย่างมีเสถียรภาพ เขาพิสูจน์ให้ทั้งโลกรับรู้ได้ว่าบทบาทของคนเพียงคนเดียวสามารถที่จะกำหนดอนาคตของประเทศได้

ส่วนสถานการณ์ของยูโกสลาเวียกลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับแอฟริกาใต้ ยูโกสลาเวียเหมือนกับอิรัก ตรงที่เป็นที่รวมของชนชาติที่เกลียดชังกัน ก่อนการแตกเป็นเสี่ยงๆ ของยูโกสลาเวียนั้น ประเทศนี้ประกอบด้วย 6 สาธารณรัฐคือ เซอร์เบีย โครเอเทีย บอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา สโลวาเนีย มาซิโดเนียและมอนเทเนโกร และเขตปกครองตนเองอีก 2 เขตคือ โคโซโวและวอจโวดีนา ชาวเซอร์บซึ่งมีมากที่สุดเป็นกลุ่มคนที่มีอิทธิพลสูงสุด ชาวมาซิโดเนียน และชาวมอนเตเนกริน เป็นกลุ่มคริสเตียนออร์โธดอกซ์ ส่วนชาวโครแอต ชาวสโลวาเนียนเป็นกลุ่มคาทอลิก ชาวบอสเนียและคนส่วนใหญ่ในโคโซโวมีเชื้อชาติแอลบาเนียนและมุสลิม ยูโกสลาเวียตั้งขึ้นในเดือนธันวาคมปี 2461 จากการรวมตัวของชาวเซิร์บ โครแอตและสโลวาเนียน ซึ่งเป็นกลุ่มที่พ่ายแพ้ต่อราชวงศ์ฮับบวร์ก ของออสเตรียในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง หลังประกาศตั้งประเทศความตึงเครียดภายในจากชนต่างเชื้อชาติก็เริ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังจากที่โครเอเทียถูกยกให้เป็นเขตปกครองพิเศษ แผนของกลุ่มปฏิวัติโครเอเทียก็คือ พยายามฆ่าชาวเซิร์บให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้ และเปลี่ยนประเทศให้เป็นคาทอลิกส่งผลให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในประเทศ เมื่อโจเซฟ ติโตซึ่งมีพ่อเป็นชาวโครแอตและแม่เป็นชาวสโลวาเนียนกลายเป็นผู้นำยูโกสลาเวีย เขาจึงเปลี่ยนประเทศไปปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ เมื่อเขาเสียชีวิตลง จึงเท่ากับเป็นการทำให้กราฟของทั้งประเทศเคลื่อนต่ำลง ดังนั้นภายในเวลาเพียงแค่ 5 ปีมาตรฐานการครองชีพของชาวยูโกสลาเวียลดต่ำลงถึง 40% ในขณะที่เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นถึง 2,000% เมื่อสโบโบดาน มิโลเซวิช ซึ่งได้รับความชื่นชอบจากชาวเซิร์บกลายเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ จากสุนทรพจน์ที่ว่า การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวเซิร์บเกิดขึ้นจริงที่โคโซโว ความวุ่นวายในประเทศก็เพิ่มขึ้นจนถึงวันที่ 27 กันยายน 2532 สโลวาเนียจึงเสนอให้รัฐบาลยูโกสลาเวียอนุญาตให้แต่ละสาธารณรัฐเลือกระบอบการปกครองของตนเอง มิโลเซวิชปฏิเสธที่จะทำตามคำข้อเสนอ สโลวาเนียจึงประกาศแยกตัวเป็นรัฐอิสระ ตามมาด้วยโครเอเทีย ซึ่งเท่ากับเป็นการสิ้นสุดของประเทศยูโกสลาเวีย

ผู้เขียนสรุปว่าทั้งยูโกสลาเวียและแอฟริกาใต้ต่างตกลงสู่จุดต่ำสุดของกราฟ แต่ผลลัพธ์ของทั้งสองประเทศ กลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้เพราะความแตกต่างระหว่างการรับรู้ของพลเมืองทั้งสองประเทศ ต่อการเปลี่ยนแปลงแตกต่างกัน ประชาชนหลายล้านคนในยูโกสลาเวียต่างให้ความสนใจแต่กับเชื้อชาติ ศาสนาและวัฒนธรรมของตนมากกว่าที่จะพยายามรวมตัวกันเป็นชาติ แต่ชาวแอฟริกาใต้ส่วนใหญ่กลับรู้สึกว่า ตนเองเป็นส่วนหนึ่งของชาติ และต้องการสร้างความแข็งแกร่งให้กับชาติของตน ยิ่งไปกว่านั้นชาวตะวันตก ต้องการแสดงให้เห็นว่ายุคสมัยของอาณานิคมในแอฟริกาได้สิ้นสุดลงแล้ว เนลสัน แมนเดลาจึงได้รับการสนับสนุนทั้งทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจอย่างเต็มที่

หน้า 38


J Curve/เสถียรภาพกับการเปิดรับโลกภายนอก (5)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย พ.ญ.นภาพร ลิมป์ปิยากร naaplimp2@hotmail.com  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4037

บทที่ 5 พูดถึงประเทศทางด้านขวาของกราฟรูปตัว J ซึ่งมีเสถียรภาพจากการเปิดประเทศทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม สถาบันต่างๆ ของประเทศเหล่านี้มีความเป็นอิสระต่อกัน และมีส่วนสำคัญในการสนับสนุน ให้เกิดเสถียรภาพ อย่างไรก็ดีมิใช่ทุกประเทศที่อยู่ทางขวาของกราฟจะมีเสถียรภาพเสมอไป เช่น ตุรกี และอินเดีย ต่างยังคงเป็นประเทศที่มีปัญหาเรื่องเสถียรภาพอยู่

ตุรกีกำลังอยู่ในกระบวนการต่อรองเพื่อเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป ตุรกีต่างจากสมาชิกอื่นๆ ของสหภาพยุโรป ตรงที่ชาวตุรกีส่วนใหญ่เป็นมุสลิม การยอมรับชาวตุรกีซึ่งเป็นมุสลิมถึง 70 ล้านคน เข้าร่วมวงไพบูลย์กับสหภาพยุโรป จึงมีความสำคัญทั้งกับตุรกี และโลก ในปัจจุบันตุรกีเป็นชาติที่อยู่ตรงกึ่งกลางทางขวาของกราฟ การเข้าร่วมกับสหภาพยุโรปเป็นอีกหนทางหนึ่ง ที่จะทำให้ตุรกีเป็นประเทศที่เปิด และมีเสถียรภาพมากขึ้น หรือเคลื่อนไปทางขวามากขึ้น เหตุใดชาวตุรกีจึงต้องการเคลื่อนกราฟของประเทศตนไปทางขวาตามทฤษฎี J Curve ในขณะที่โลกมุสลิมอื่นๆ ต้องการเคลื่อนประเทศตนไปทางซ้ายเป็นคำถามที่ผู้คนต่างให้ความสนใจ และตุรกีจะเคลื่อนประเทศเข้าสู่ทางขวาของกราฟได้อย่างไร

การที่พัฒนาการทั้งทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจของโลกอาหรับหยุดชะงักเป็นผลมาจากการขาดอิสระทางการเมือง การขาดความรู้และการขาดสิทธิของสตรี มุสตาฟา เคมาล ผู้นำของตุรกีในช่วงระหว่างปี 2466-81 จึงพยายามใช้ความเป็นเผด็จการของตน ในการทำให้ตุรกีกลายเป็นประเทศที่ทันสมัยด้วยการจัดระเบียบศาสนา และห้ามกลุ่มผู้นำทางศาสนาเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการศึกษา เขาเชื่อว่าการศึกษาจะทำให้ชาวตุรกี สามารถที่จะมีวิถีชีวิต แบบชาวยุโรปได้ จึงสนับสนุนให้ชาวตุรกีทั้งหญิงและชายเรียนหนังสือ ส่งผลให้ชายตุรกีอ่านหนังสือไม่ออก เพียง 6% ในขณะที่หญิงตุรกีอ่านหนังสือไม่ออกเพียง 21.5% เท่านั้น นอกจากนี้หญิงตุรกียังได้รับสิทธิเท่ากับชายตุรกีหลังปี 2463 อีกด้วย นโยบายของเขาจึงมีส่วนช่วยเคลื่อนตุรกีไปทางขวา ของกราฟ

ตุรกีได้เซ็นสัญญากับสหภาพยุโรปตั้งแต่ปี 2506 และขอเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปตั้งแต่ปี 2530 อีกทั้งยังเป็นผู้สมัครอย่างเป็นทางการในปี 2542 แต่จากนั้นมากระบวนการเข้าสู่การเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ก็เป็นไปอย่างเชื่องช้า นอกจากนี้ผู้นำหลายประเทศในสหภาพยุโรปยังต่อต้านการเข้าเป็นสมาชิกของตุรกีอีกด้วย ในปี 2545 สหภาพยุโรปได้เสนอเงื่อนไขให้ตุรกีปรับปรุงนโยบายหลายประการเพื่อให้อยู่ในสถานภาพที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกได้ รัฐบาลตุรกีจึงให้อิสระกับสื่อและกระบวนการยุติธรรม ให้สิทธิชาวเคิร์ดสอนบุตรหลานด้วยภาษาของตนได้ และปฏิรูประบบเศรษฐกิจเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อและดอกเบี้ยซึ่งส่งผลให้ตุรกีมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึง 8.9% ในปี 2547

ในปัจจุบันชาวตุรกีส่วนหนึ่งกำลังเกรงว่าสหภาพยุโรปบีบบังคับให้ตุรกีปฏิรูปโดยไม่ให้สิ่งใดตอบแทน ทั้งนี้เพราะสหภาพยุโรป ไม่เคยเชื้อเชิญให้ชาติมุสลิม เข้าเป็นสมาชิกแต่อย่างใด ส่วนสหภาพยุโรปเองก็กำลังเกรงว่าการดึงตุรกีเข้าเป็นสมาชิก จะทำให้ทั่วโลกบีบบังคับให้สหภาพยุโรป รับผิดชอบต่อเสถียรภาพของตะวันออกกลาง ทั้งนี้เพราะชาวยุโรปกำลังเกรงการเพิ่มขึ้น ของจำนวนประชากรมุสลิมซึ่งมีมากถึง 15-20 ล้านคนแล้วทั่วทั้งยุโรป การหยั่งเสียงของสมาชิกสหภาพยุโรปในปี 2548 พบว่ากว่า 52% ไม่ยินดีรับตุรกีเป็นสมาชิก และ 9 จาก 25 ประเทศที่ประชาชนกว่า 60% ออกเสียงไม่สนับสนุน การเป็นสมาชิกของตุรกี นั่นหมายความว่า โอกาสของตุรกีในการเข้าเป็นสมาชิก อาจต้องรออีกเป็นทศวรรษหรือสิ้นสุดลงตลอดกาลก็เป็นได้

ผู้เขียนเห็นว่าการที่สหภาพยุโรปยอมรับตุรกีเข้าเป็นสมาชิกจะเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับโลกมุสลิม และสนับสนุนการปราม กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงได้ แต่หากสหภาพยุโรปปฏิเสธ ตุรกีย่อมทำให้เกิดความโกรธแค้น และเกลียดชังขึ้นในหมู่ชาวตุรกี ส่งผลให้เสถียรภาพทางการเมือง และสังคมสูญเสียไปจนทำให้ตุรกีเคลื่อนไปทางด้านซ้าย ของกราฟมากขึ้น การเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปเท่ากับเป็นการค้ำประกันการปฏิรูปทางการเมืองและเศรษฐกิจให้กับตุรกี รวมทั้งทำให้ชาวตุรกีที่ยากจน มีมาตรฐานการดำรงชีวิตดีขึ้นด้วย สหรัฐจึงอาจเป็นประเทศเดียว ที่สามารถให้ความช่วยเหลือตุรกี เพื่อให้มีโอกาสเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป หากในที่สุดสหภาพยุโรป ไม่ยอมรับตุรกีเข้าเป็นสมาชิก สหรัฐก็ควรใช้ความพยายามทั้งหมดในการช่วยให้ตุรกี ก้าวไปสู่ความเป็นประเทศที่ทันสมัยต่อไป

อินเดียถูกก่อตั้งขึ้นในวันที่ 15 สิงหาคม 2490 ภายใต้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีพรรคการเมืองหลายพรรค เยาวหราล เนรู นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดียหลังการประกาศอิสรภาพจากอังกฤษมีนโยบายการบริหารประเทศ คือ สร้างสถาบันประชาธิปไตย แยกงานบริหารจากศาสนา ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และใช้ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม แม้ว่าเนรูจะทำตามธรรมเนียมทางการเมืองเก่าแก่นั่นคือ การลงทุนทางด้านการศึกษาระดับสูงและเทคโนโลยี แต่เขากลับละเลยความสำคัญของการศึกษาระดับพื้นฐาน ส่งผลให้ชาวอินเดียจำนวนมากยังคงอ่านหนังสือไม่ออก ซ้ำร้ายการปิดประเทศเป็นเวลายาวนานร่วมกับการให้เงินอุดหนุนกับภาคอุตสาหกรรม ทำให้ระบบการผลิตขาดประสิทธิภาพ จนทำให้คนยากจนเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ประเทศอื่นๆ โดยรอบมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจถึง 10-15% ในช่วงระหว่างปี 2493-2523 อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียเพียงแค่ 3-5% เท่านั้น ซ้ำร้ายรัฐยังลงทุนในสาธารณูปโภคน้อยมาก จนทำให้อินเดียต้องนำทองคำสำรอง เป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินจากอังกฤษ เพื่อมิให้ผิดนัดชำระหนี้ในปี 2534

อย่างไรก็ดี หลังจากที่มานโมฮาน สิงค์ นักเศรษฐศาสตร์ซึ่งถูกแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีคลังในช่วงเวลานั้น เริ่มปฏิรูปเศรษฐกิจด้วยการลดค่าเงิน ลดภาษีศุลกากร สร้างกฎระเบียบที่เอื้อต่อการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น ทำให้เงินลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นจาก 2 พันล้านดอลลาร์ในปี 2539 เป็น 5 พันล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียง 5 ปี และทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียเพิ่มขึ้นถึงปีละ 7% ส่งผลให้อินเดียมีเสถียรภาพมากขึ้น หรือเคลื่อนตัวไปสู่ทางขวาของกราฟเพิ่มขึ้น นอกจากนี้เสถียรภาพของอินเดียยังเป็นผลมาจากการที่อินเดีย มีความหลากหลาย ทั้งในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา และเผ่าพันธุ์ จากการที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีน สหรัฐ และญี่ปุ่นเป็นไปอย่างไม่ปกติ จึงทำให้ทั้ง 3 ประเทศ พยายามที่จะสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับอินเดีย ผู้เขียนคาดว่า ภัยคุกคามเสถียรภาพของอินเดีย น่าจะมาจากความแตกต่างทางด้านฐานะที่เพิ่มระหว่างคนจนกับคนรวย

แท้ที่จริงแล้วการอยู่ทางขวาของกราฟมิใช่จุดหมายปลายทาง มันเป็นเพียงแค่กระบวนการเท่านั้น ตุรกีและอินเดีย สามารถอยู่รอดทางขวาของกราฟได้ แต่พวกเขายังคงต้องเผชิญกับความท้าทายในอนาคต และยังคงต้องแสวงหากระบวนการ เพื่อให้เกิดการเปิดประเทศมากขึ้น นอกจากนั้นนานาชาติยังมีบทบาทที่จะช่วยให้ประเทศเหล่านี้ ดำรงตนอยู่ทางขวาของกราฟ ได้อย่างมีเสถียรภาพ และสามารถเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ได้ สหรัฐได้บทเรียนจากกรณีของอิรักแล้วว่า ไม่มีองค์กรระหว่างประเทศใดสามารถค้ำประกันความสำเร็จ ในการเคลื่อนประเทศจากทางซ้ายของกราฟ มายังจุดสมดุลได้ กลยุทธ์ที่ดีที่สุดก็คือ การสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นเองภายในชาติ หากนานาชาติพลาดโอกาส ในการทำให้ประเทศเหล่านี้ ผสานอย่างกลมกลืนกับโลกภายนอก ประชาคมโลกก็จะเสียหายตามไปด้วย

หน้า 42


J Curve/เสถียรภาพกับการเปิดรับโลกภายนอก (จบ)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ พ.ญ.นภาพร ลิมป์ปิยากร  naaplimp2@hotmail.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4038

บทที่ 6 พูดถึงเรื่องของจีน ทิศทางการพัฒนาทางการเมืองของจีนมีความสำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศและความมั่นคงของโลกในอนาคต ความสำเร็จทางด้านเศรษฐกิจของจีนจะเป็นตัวตัดสินอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก ผู้นำจีน จึงใช้การเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ ซื้อเวลาในการปิดทางการเมือง พวกเขาเชื่อว่าหากชาวจีนมีความมั่งคั่งและอยู่ดีกินดีขึ้น พวกเขาก็จะสามารถควบคุมทางการเมืองได้ตลอดไป

เติ้ง เสี่ยว ผิง เป็นผู้นำจีนคนแรกที่ดำเนินนโยบายเปิดประเทศทางด้านเศรษฐกิจ ในปี 2523 เขาได้เปิดพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้น โดยให้ชาวต่างชาติมาลงทุนโดยตรงและได้รับอัตราภาษีพิเศษ การเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกในปี 2544 ทำให้จีนกลายเป็นประเทศที่มีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศมากที่สุด โดยในปี 2546 การลงทุนโดยตรงเพิ่มขึ้นจากห้าหมื่นสามพันล้านดอลลาร์ เป็นห้าแสนหกหมื่นสี่พันล้าน หรือเพิ่มขึ้นกว่าสิบเท่าภายในเวลาเพียงแค่ 2 ปี แม้การเปิดเสรีทางด้านเศรษฐกิจ สร้างความเปลี่ยนแปลงขึ้นภายในประเทศจีนอย่างมากก็จริง แต่ชาวจีนยังคงไม่สามารถแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระได้ ทั้งนี้เพราะรัฐบาลจีนไม่เคยให้อิสระกับสื่อเลย

เจียง เจ๋อ หมิน ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์รุ่นสาม ทราบดีว่าพวกเขาไม่สามารถรักษาระดับการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจได้ โดยไม่ต้องมีการปฏิรูปทางด้านการเมือง ทั้งนี้เพราะการประท้วงได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รายงานจากวอชิงตันโพสต์ ในเดือนพฤศจิกายนปี 2547 ชี้ว่าการประท้วงในจีนเพิ่มขึ้นถึง 15% จากปีก่อน เป็น 58,000 ครั้งแล้ว และยังเพิ่มขึ้นเป็นถึง 87,000 ครั้ง ภายในเวลาเพียงแค่ปีเดียว การประท้วงเหล่านี้เป็นผลมาจากการตกงานและโครงการพัฒนาที่ทำลายสิ่งแวดล้อม ข้อมูลบ่งว่า 9 ใน 10 เมืองที่มีมลพิษสูงสุดในโลกอยู่ในจีนและแม่น้ำของจีนถึง 75% สกปรกมากจนไม่สามารถสัมผัสได้ ส่งผลให้พื้นที่หนึ่งในสี่ของแผ่นดินจีนกลายเป็นทะเลทรายจึงทำให้ชาวจีนถึง 60 ล้านคนขาดแคลนน้ำ และ 600 ล้านคนต้องดื่มน้ำที่ไม่สะอาด นอกจากนี้โรงงานของรัฐซึ่งในปัจจุบันขาดประสิทธิภาพและขาดทุนจนต้องไล่คนงานออก ปัญหาทางด้านประสิทธิภาพในการผลิตและความเสียหายทางด้านสิ่งแวดล้อมส่งผลให้ช่องว่างทางด้านความมั่งคั่งเพิ่มมากขึ้น มากเสียจนกระทั่งคนรวยที่สุด 20% มีรายได้เท่ากับครึ่งหนึ่งของรายได้ของประเทศแล้ว แต่คนจนที่สุด 20% กลับมีรายได้เพียง 4.7% เท่านั้น ซ้ำร้ายการมีอินเทอร์เน็ตยังทำให้ข่าวลือต่างๆ สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว และกระตุ้นให้เกิดความวุ่นวายขึ้นเป็นบริเวณกว้าง

แม้ว่าประชาคมโลกจะเห็นว่าจีนจำเป็นจะต้องได้รับการปฏิรูปทางการเมืองอย่างเร่งด่วน แต่สัญญาณต่างๆ ที่พรรคคอมมิวนิสต์แสดงให้เห็นก็คือ พวกเขาจะควบคุมประเทศมากยิ่งขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตามผู้เขียนเห็นว่า ในเวลาอีกไม่นานจีนต้องเคลื่อนเข้าสู่จุดต่ำสุดของกราฟ และจะเข้าสู่การเปิดประเทศมากยิ่งขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่ผู้นำจีนเกรงกลัวที่สุดคือการขาดเสถียรภาพ นี่คือเหตุผลที่พวกเขาพยายามปิดบังข้อมูล รัฐบาลพยายามที่จะหลีกเลี่ยงปัญหาความวุ่นวายภายในด้วยการเบี่ยงเบนประเด็นไปที่การคอร์รัปชั่นของรัฐบาลท้องถิ่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน และสหรัฐ แต่เมื่อใดที่พวกเขาไม่สามารถเบี่ยงเบนประเด็นได้พวกเขาก็เลือกที่จะจับกุมและจำคุกกลุ่มผู้ประท้วง

จีนและอินเดียเป็นกระจกสองด้านที่ต่างกัน อินเดียเป็นประเทศที่เปิดทางด้านการเมืองมาเป็นเวลายาวนาน แต่เป็นประเทศที่ปิดทางด้านเศรษฐกิจ ในขณะที่จีนเพิ่งเปิดทางด้านเศรษฐกิจแต่ยังคงปิดทางด้านการเมือง ทั้งๆ ที่ระบอบการเมืองและระบบเศรษฐกิจควรดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน อย่างไรก็ดีผู้เขียนเห็นว่าการเปิดทางด้านการเมือง สามารถเป็นเครื่องค้ำประกันเสถียรภาพได้มากกว่าการเปิดทางด้านเศรษฐกิจ ทั้งนี้เพราะการเปิดทางด้านการเมือง สามารถป้องกันความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงทางสังคมและการเมือง จากการที่พลเมือง สามารถแสดงความคิดเห็นของตนได้อย่างเปิดเผย การเปิดทางด้านเศรษฐกิจ กลับทำให้เกิดความวุ่นวายในสังคมมากยิ่งขึ้นไปอีก หากความมั่งคั่งมิได้กระจายอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งจีนและอินเดียต่างประสบปัญหาการคอร์รัปชั่นในทุกระดับของสังคม ชาวอินเดีย กลับสามารถแสดงความไม่พอใจ ได้อย่างเปิดเผย ด้วยการเดินขบวนหรือวิธีการอื่นๆ ส่วนชาวจีนกลับไม่สามารถแสดงความเห็นของตนเอง และจะถูกคุกคามหากแสดงความเห็นที่ขัดแย้งกับรัฐ อย่างไรก็ดีการเปิดระบบเศรษฐกิจของจีน เท่ากับเป็นการยกระดับกราฟทั้งกราฟขึ้น ดังนั้นพวกเขาจึงมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่จีนคงไม่สามารถเคลื่อนไปทางขวาของกราฟได้ โดยไม่ผ่านจุดอสมดุล ทั้งนี้เพราะจีนต้องเคลื่อนลงจากทางซ้ายของกราฟ ลงสู่จุดต่ำกว่า แม้ว่าชาวจีนในปัจจุบันส่วนใหญ่มีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น แต่ผู้เขียนคาดว่า พวกเขาคงไม่ยอมปล่อยให้การเมืองตกอยู่แต่ในกำมือของรัฐบาลเผด็จการตลอดกาล พวกเขาคงต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อสนองความต้องการของพวกเขาด้วยในไม่ช้านี้

นโยบายที่สหรัฐจะช่วยเหลือให้จีนเคลื่อนเข้าสู่จุดอสมดุลจึงมีความสำคัญทั้งต่อจีน สหรัฐ และประชาคมโลก สหรัฐอาจเลือกโดดเดี่ยวจีนเช่นที่ทำกับคิวบาหรือเกาหลีเหนือ แต่นโยบายนี้กลับจะทำให้ผู้นำจีนผลักดันประเทศ เข้าสู่การปิดประเทศมากขึ้นหรือเคลื่อนไปทางซ้ายมากขึ้น ในไม่ช้าจีนต้องถูกผลักดันให้เปิดประเทศ อันเป็นผลมาจากการที่ประชาชนมีความมั่งคั่งและรับรู้ข้อมูลข่าวสารมากขึ้น สหรัฐจึงควรพยายามทุกวิธีทาง ที่จะทำให้ชาวจีนเชื่อว่าพวกเขามีเครื่องมือพร้อมอยู่แล้ว ที่จะสามารถเปลี่ยนประเทศสู่ความทันสมัยและเปิดสู่โลกภายนอก

ผู้เขียนสรุปไว้ตอนท้ายหนังสือว่า เมื่อประชาชนของประเทศที่ปิดทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง เรียนรู้ว่าชนชาติอื่นๆ มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีกว่า และพวกเขากำลังถูกผู้นำหลอก กลุ่มผู้บริหารของประเทศปิดจึงต้องใช้ทรัพยากรมากยิ่งขึ้น ในการโดดเดี่ยวประเทศของตน ประเทศเหล่านี้ย่อมมีโอกาสที่จะเคลื่อนเข้าสู่จุดอสมดุลอย่างรวดเร็ว นี่คือเหตุผลที่ประเทศทางด้านขวาของกราฟต้องให้ความสำคัญกับพวกเขา ประเทศทางด้านขวาของกราฟเอง ก็มีความสนใจร่วมกันทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และความปลอดภัย ในการที่จะช่วยให้ประเทศทางซ้าย เคลื่อนเข้าสู่การเป็นประเทศเปิดมากขึ้น แต่พวกเขาต้องใช้อำนาจอย่างสร้างสรรค์ และกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จากภายในประเทศเอง วิธีการหนึ่งที่พวกเขาทำกันอยู่ก็คือ การเชื้อเชิญให้ประเทศปิดเข้าร่วมในองค์การการค้าโลก สนับสนุนให้พวกเขาทำตามกฎเกณฑ์ของสถาบัน รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดชนชั้นกลางในประเทศ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปิดประเทศตามมา

ในปัจจุบันสหรัฐทราบดีแล้วว่าการใช้กำลังทหาร เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประเทศทางซ้าย ยากที่จะประสบความสำเร็จ และฝ่ายบริหารของประเทศทางฝั่งซ้ายก็ขาดทั้งทรัพยากร และทุนทางการเมือง ในการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จากทฤษฎี J Curve จะเห็นว่าวิธีการที่ดีที่สุดที่ประเทศทางขวาของกราฟ จะช่วยเหลือประเทศทางซ้ายของกราฟ ในการเคลื่อนตัวเข้าสู่จุดอสมดุลก็คือ การช่วยยกกราฟทั้งกราฟขึ้นก่อน เพราะเมื่อระดับของกราฟสูงขึ้นจุดต่ำสุดของกราฟก็จะสูงขึ้น ซึ่งเท่ากับว่าประเทศ จะมีเสถียรภาพในทุกระดับของการเปิดประเทศ และทนต่อการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงได้ง่ายขึ้น การยกกราฟขึ้นยังจะทำให้รัฐบาลใหม่มีทรัพยากรมากพอที่จะบริหารภายใต้ระบอบการเมืองแบบใหม่หลังการเปลี่ยนแปลงด้วย นั่นหมายความว่าการเปิดประเทศจะทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจนทำให้ประเทศทางฝั่งซ้าย ต้องการเคลื่อนตัวเข้าสู่ฝั่งขวาของกราฟเอง

ข้อคิดเห็น - ในปัจจุบันประเทศต่างๆ ในโลกล้วนมีความสัมพันธ์กันไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลายประเทศที่ผู้เขียนกล่าวถึง กำลังมีบทบาทสำคัญในประชาคมโลกทั้งทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ดังนั้นการที่ซาอุฯ อิหร่าน เกาหลีเหนือ จีน และอินเดีย เกิดปัญหาทางด้านเสถียรภาพ ย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง นั่นหมายความว่า นโยบายของประเทศยักษ์ใหญ่ เช่นสหรัฐต่อประเทศเหล่านี้ จึงเป็นเรื่องที่ไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะมันมีส่วนสำคัญต่อความเป็นอยู่ที่ดีของประเทศไทยด้วย

หน้า 42