หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ธปท.ชูแผนเงินตึงตัวปราบ "เงินเฟ้อ"

กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 04 กันยายน พ.ศ. 2551

ธปท.ยันใช้นโยบายการเงินตึงตัว หวั่นเงินเฟ้อทรงตัวสูงต่อเนื่อง ขณะที่ นักเศรษฐศาสตร์แนะแบงก์ชาติ ปรับเงินเฟ้อเป้าหมาย และให้น้ำหนักต่อการขยายตัวเศรษฐกิจมากขึ้น

ดร.รุ่ง โปษยานนท์ มัลลิกะมาส เศรษฐกรอาวุโส สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้สรุปบทความทางวิชาการ หัวข้อ พลวัตของเงินเฟ้อและนัยต่อการดำเนินนโยบายการเงิน ในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2551 ของ ธปท.ว่า จากการศึกษาพบว่า ปัจจัยด้านอุปทาน มีส่วนสำคัญในการกำหนดเงินเฟ้อของไทย ซึ่งในอดีตปัจจัยดังกล่าว มีลักษณะชั่วคราวและหมดไปในเวลาไม่นาน ดังนั้น ผลกระทบต่อพลวัตของเงินเฟ้อจึงมักหมดไปเองในเวลาอันรวดเร็ว เว้นแต่จะถูกหล่อเลี้ยงจากปัจจัยอื่น เช่น นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเกินควร แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พลวัตของราคาน้ำมันและราคาสินค้าเกษตร เริ่มเปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างอุปสงค์ และอุปทานของน้ำมันและสินค้าเกษตร ทำให้ราคาน้ำมันและราคาสินค้าเกษตรอันเป็นต้นตอของเงินเฟ้อในขณะนี้ มีลักษณะที่ยืดเยื้อมากขึ้น

"ในภาวะดังกล่าวหากนโยบายการเงินช่วยหล่อเลี้ยงให้ความหนืดของเงินเฟ้อสูงขึ้นไปอีก จะยิ่งทำให้ผลของปัจจัยด้านอุปทาน ต่อเงินเฟ้อ มีความต่อเนื่อง ดังนั้น ทางการจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญ กับการรักษาวินัยทางการเงิน และ ระมัดระวังการคาดการณ์ของเงินเฟ้อที่อาจปรับสูงขึ้นติดต่อกันเป็นเวลานาน จนประชาชนเกิดความเคยชิน ซึ่งอาจส่งผลให้เงินเฟ้อทรงตัว อยู่ในระดับสูงต่อไปเรื่อยๆ ทั้งนี้ บทความดังกล่าวได้พยายามหาคำตอบว่า ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่เงินเฟ้อดูเสมือนจะมาจากปัจจัยด้านอุปทานนั้น ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร และนโยบายการเงิน จะมีบทบาทในการดูแลเงินเฟ้อได้หรือไม่"ดร.รุ่ง กล่าว

ดร.ปรเมธี วิมลศิริ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและการวางแผนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งเป็นผู้วิจารณ์บทความดังกล่าวเห็นว่า แม้ในบทความจะแสดงให้เห็นว่า นโยบายการเงินให้ความสำคัญ กับการเติบโตทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่จะเห็นได้ว่า บทความนี้ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของอัตราเงินเฟ้อ มากกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ เปรียบเสมือนการชกข้างเดียว

"ส่วนจีดีพีนั้นเปรียบเสมือนซินเดอร์เรลลา ที่ถูกพี่สาวกลั่นแกล้ง คือ หมายความว่า ไม่ได้รับความสนใจมากนัก ฉะนั้น จึงเห็นว่า ควรให้ความสำคัญกับเรื่องจีดีพีด้วย ขณะเดียวกัน ก็เห็นว่า เราจะอยู่ในโลกที่อัตราเงินเฟ้อสูงกว่าอดีต ฉะนั้น เงินเฟ้อเป้าหมายควรกำหนดไว้ที่ 3.5% หรือไม่ และจะทำให้นโยบายการเงินรับบทหนักไปหรือไม่"

เขาเห็นว่า ที่หายไปในการวิเคราะห์ คือ พลวัตของเงินเฟ้อกับนโยบายการเงิน ทำให้บทบาทของสถาบันการเงิน มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ขณะที่ การนำบาเซิลทูเข้ามาใช้ในระบบสถาบันการเงิน ก็จะทำให้สถาบันการเงินต้องระมัดระวังสูงอยู่แล้ว ฉะนั้น ถ้าการใช้นโยบายการเงินมีความระมัดระวังมากเกินไป อาจทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น

ด้าน ดร.เศรษฐพุฒ สุทธิวาทนฤพุฒิ กรรมการผู้จัดการกลุ่มวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าววิจารณ์บทความดังกล่าวว่า ในบทความชี้ให้เห็นว่า ถ้านโยบายการเงินหลวมไป จะทำให้ความหนืดของเงินเฟ้อมีมากขึ้น และ บอกว่า นโยบายการเงินในปัจจุบันทำได้ดีแล้ว อย่างไรก็ตาม ในโมเดลไม่ได้ระบุถึง การคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคต มีแต่อัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันและอดีตเท่านั้น ขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้ให้น้ำหนักต่อการจัดการเงินเฟ้อของนโยบายการเงินเท่าใดนัก

นอกจากนี้ ในโมเดลของบทความยังไม่ได้มีการวิเคราะห์ถึงอัตราเงินเฟ้อกับค่าจ้างแรงงานของประเทศด้วย ที่น่าสังเกตคือ 7 ปีก่อนวิกฤติเศรษฐกิจนั้น ค่าจ้างแรงงานที่แท้จริงขยายตัว 7% ต่อปี แต่หลังจากวิกฤติกลับติดลบเฉลี่ย 3% ต่อปี ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลก เพราะหากมองในเชิงคุณภาพของแรงงานแล้ว ถือว่า ดีขึ้น เพราะการศึกษาของแรงงานดีขึ้น แต่ก็เป็นไปได้ที่แรงงานครึ่งหนึ่งเป็นแรงงานที่มีค่าจ้างรายวัน ทำให้การต่อรองเรื่องเงินเดือนทำได้ลำบาก

อีกประเด็นหนึ่ง คือ ไม่ได้มีการวิเคราะห์ถึง ความสัมพันธ์ของเงินเฟ้อกับความอิสระของธนาคารกลาง ซึ่ง ความสัมพันธ์ดังกล่าวถือว่า มีนัยต่ออัตราเงินเฟ้อในอนาคต ทั้งนี้ เคยมีผู้วิจัยเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว โดยสรุปว่า ธนาคารกลางของประเทศที่มีความเป็นอิสระมาก อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับต่ำ เช่น ประเทศเยอรมนีกับสวิตเซอร์แลนด์ เป็นต้น ส่วนธนาคารกลางของประเทศที่มีความเป็นอิสระน้อย อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูง ฉะนั้น คำถามคือ ธนาคารกลางของประเทศไทยอยู่ตรงไหน ซึ่งสำคัญมาก เพราะถือว่า มีนัยต่ออัตราเงินเฟ้อในอนาคต

เขากล่าวด้วยว่า ถึงเวลาหรือยังที่เราควรนำปัจจัยเรื่องของราคาน้ำมันและอาหารมาคำนวณใน Core Inflation เพราะเชื่อว่า ปัจจัยดังกล่าวจะอยู่กับเราไปอีกนาน ไม่เช่นนั้น เราจะไม่สามารถคาดการณ์เงินเฟ้อได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ ยังเสนอว่า ธปท.ควร Monitor ข้อมูลเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของ Asset Priceในด้านต่างๆ เช่น เรื่องของอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินในตลาดทุน เป็นต้น

ดร.ปรานี ทินกร ศาสตราจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หากราคาน้ำมัน และราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นแบบยืดเยื้อ จากการที่ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกมีจำกัด ขณะที่อุปสงค์จากประเทศจีนและอินเดีย ยังไม่ปรับลดลง จะทำให้เกิดเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจากต้นทุน (Cost Push) และเกิดผลกระทบทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว ในขณะที่เงินเฟ้อสูง หรือเป็นภาวะ Stagflation ซึ่ง ธปท.ต้องพิจารณาด้วยว่าการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อ คาดการณ์นั้นอาจจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจและการจ้างงานได้เช่นกัน

"ภาวะ Stagflation มันกระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจและการจ้างงานด้วยเหมือนกัน แบงก์ชาติจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อสกัดการคาดการณ์เงินเฟ้อ โดยไม่ดูปัจจัยอื่นได้หรือ... ถ้าธนาคารกลางยืนยันจะใช้ดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ไม่ว่าจะมาจากด้านอุปทานหรืออุปสงค์ ธปท.เคยทำวิจัยหรือไม่ว่าต้นทุนในการลดเงินเฟ้อต่อเศรษฐกิจ หรือ Cost of Disinflation เป็นอย่างไร การลดการคาดการณ์เงินเฟ้อ ก่อให้เกิดต้นทุนอะไรบ้าง" ดร.ปรานี กล่าว

ดร.ชัยพัฒน์ พูนพัฒน์พิบูลย์ ผู้บริหารทีม ฝ่ายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในการนำเสนองานวิจัยเรื่องพรมแดนของนโยบายการเงินในสภาพแวดล้อมทางการเงินยุคใหม่ วานนี้ (3 ก.ย.) ว่าจากการศึกษาประสิทธิภาพการดำเนินนโยบายการเงินโดยศึกษาจากกรณีประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า เศรษฐกิจตอบสนองน้อยลงต่อการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และนโยบายการเงินก็มีผลผ่านช่องทางสินเชื่อ ราคาบ้านและอัตราแลกเปลี่ยนลดลง

อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยนโยบายมีผลต่อดอกเบี้ยต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยที่การคาดการณ์ของตลาดการเงิน เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายการเงินในอนาคต มีผลต่อการส่งผ่านนโยบายการเงินอย่างเห็นได้ชัดเจน