|
||||||||||||||
|
โอกาสที่สูญเสียไปของประเทศ
ส่องกล้องเศรษฐกิจ : ดร.อาภรณ์ ชีวะเกรียงไกร กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 04 กันยายน พ.ศ. 2551 ขณะที่ส่งต้นฉบับของบทความวันนี้ ยังไม่รู้ว่าสถานการณ์ทางการเมือง จะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ก็ได้แต่ภาวนาให้จบลงด้วยดี ไม่มีความรุนแรงถึงการบาดเจ็บล้มตาย แต่คาดว่าภายหลังที่นายกรัฐมนตรีประกาศใช้ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ในเช้าตรู่ของวันที่ 2 กันยายนในเขตกรุงเทพมหานครที่ผ่านมานั้น จะมีผลกระทบที่สำคัญหลายประการ ที่สำคัญๆ คือ ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยที่ตกลงจุดถึง 15 จุดในวันที่ 2 กันยายน หลังประกาศภาวะฉุกเฉิน และอีกประการที่ชัดเจน คือ ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาของชาวต่างประเทศ ซึ่งมีนัดหมายกับแขกชาวต่างประเทศบางรายถูกขอเลื่อนออกไป (แต่บางรายก็ยังยืนยันการเดินทางมาประเทศไทย ตามกำหนดเดิม) ก็พอเป็นที่เข้าใจว่า ชาวต่างประเทศเห็นประกาศภาวะฉุกเฉิน จึงอาจเป็นห่วงต่อความปลอดภัย จึงรอดูสถานการณ์ให้มีความชัดเจนมากขึ้น เป็นธรรมดาที่นักธุรกิจ และนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปจะไม่เข้าใจ และคิดว่าสถานการณ์การเมืองของประเทศเข้าสู่ภาวะเลวร้ายจนถึงขั้นฉุกเฉิน ดังจะเห็นได้ว่าหลายประเทศ มีการเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางมาประเทศไทย ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นเรื่องเพียงเล็กน้อย เมื่อคิดถึงผลกระทบทางสังคม ที่มีความขัดแย้งอย่างรุนแรง และบานปลายจนต้องมีการบาดเจ็บล้มตายเกิดขึ้นเช่นที่เกิดขึ้นมาแล้ว ในเหตุการณ์เดือนตุลาคม 2516 เหตุการณ์เดือนตุลาคม 2519 และเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 2535 และไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม ก็คือ ชีวิตเลือดเนื้อของประชาชนไทยด้วยกันทั้งสิ้น เป็นที่น่าประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ที่คนไม่รู้จักกันเลยแต่วิ่งเข้าห้ำหั่นทำร้ายกันจนถึงชีวิต เพียงเพราะว่ามีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน การประกาศใช้ภาวะฉุกเฉินของรัฐบาลนั้น คงมีความคาดหวังว่าจะควบคุมสถานการณ์ได้ และใช้กฎหมายนี้ เป็นตัวบีบบังคับให้พันธมิตร สลายการชุมนุม แต่เสียงส่วนใหญ่แล้วดูเหมือนว่าจะไม่เห็นด้วยมากขึ้น และสะท้อนว่ารัฐบาลอาจไม่สามารถที่จะควบคุมสถานการณ์ได้ ทำให้มีการพูดถึงความชอบธรรมของนายกรัฐมนตรี ที่ไม่สามารถบริหารบ้านเมืองได้ ทั้งนี้ ในการแถลงของนายกรัฐมนตรีต่อการประชุมร่วมของสภาผู้แทนราษฎร และสภาวุฒิสมาชิกที่ได้มีการยอมรับว่า รัฐบาลเอาไม่อยู่แล้ว หากจะมองว่าการประท้วงของกลุ่มพันธมิตรนั้นเป็นตัวทำลายเศรษฐกิจจริงหรือ จะเห็นได้ว่าการประท้วง ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง มายาวนาน แต่ยังไม่กระทบต่อการท่องเที่ยว หากพิจารณาจากตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวของประเทศไทย ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ยังเติบโตได้ในอัตราที่สูง ทั้งนี้ เพราะการประท้วงด้วยความสงบ และสันติวิธีนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาในประเทศอื่นๆ เหตุการณ์ความรุนแรงจากการปะทะกันของกลุ่มพันธมิตรและกลุ่มนปก. (หรือนปช.) ที่เกิดขึ้นเป็นปลายเหตุ อันเกิดจากความแตกแยกกันอย่างรุนแรงของคนในประเทศอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2548 ที่เริ่มมีการประท้วงรัฐบาลพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร จนนำไปสู่เหตุการณ์ปฏิวัติในวันที่ 19 กันยายน 2549 และแม้ว่าจะมีการเลือกตั้ง และมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ของนายสมัคร สุนทรเวช ก็ไม่ได้มีความพยายามที่จะสร้างความสมานฉันท์ของคนในประเทศอย่างจริงจัง และดูเสมือนว่าท่าทีของนายกรัฐมนตรีท ี่ก้าวร้าว และตอบโต้อย่างรุนแรงกับทุกฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์ ที่ไม่มีแนวโน้มการสร้างบรรยากาศการรอมชอม ของคนในประเทศ เหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ดูเหมือนว่าจะไม่มีการดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุนับตั้งแต่เหตุการณ์ความไม่สงบ ที่เกิดขึ้นที่หน้าบ้านประธานองคมนตรีในปี 2550 เหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีอาวุธทำร้ายพันธมิตรที่ชุมนุมกันอย่างสงบ ในทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา ตลอดจนการดำเนินคดีในกรณีข้อหาการหมิ่นต่อสถาบันเบื้องสูง จึงทำให้ความไม่พึงพอใจต่อการทำบทบาทของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และรัฐบาลได้เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ที่ทำให้แนวร่วมของพันธมิตรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และสำนึกนั้นเป็นสิ่งที่หาได้ยากมาก จากนักการเมืองไทย จะเห็นได้ว่าในช่วงระยะเวลาเดียวกันนี้ นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศญี่ปุ่นได้ประกาศลาออก แม้จะเข้าบริหารประเทศ มาด้วยเวลาเพียงเกือบหนึ่งปี ด้วยเหตุผลว่าไม่สามารถบริหารแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ และคะแนนความนิยมลดลง แต่นักการเมืองไทยที่แม้จะมีคำตัดสินของศาล หรือมีคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีที่มีอยู่จำนวนมาก ต่างก็ไม่มีใครที่แสดงความรับผิดชอบ ทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายต่อการเมืองไทย และความไม่สงบทางการเมืองของไทยที่เกิดขึ้นนี้ จึงทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของเราอย่างน่าเสียดายยิ่ง
|