|
||||||||||||||
|
ทุนแลซเซส์แฟร์
ทุนมนุษย์ 2020 : โดย จุมพฏ สายหยุด กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 03 กันยายน พ.ศ. 2551 ฝรั่งเศสเป็นฝรั่งที่คนไทยรู้จักน้อยกว่า เมื่อเทียบกับอังกฤษและอเมริกา อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศสนับว่ามีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อคนไทยหลายประการ อาทิเพลงชาติไทย ได้แรงบันดาลใจจากเพลงชาติฝรั่งเศส หรือแนวคิดในการเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตยของไทย ก็มีจุดเริ่มต้นที่ฝรั่งเศส เช่นเดียวกับการปฏิวัติใน จีน เวียดนาม กัมพูชา ลาว ก็มีจุดเริ่มต้นที่ฝรั่งเศส เรื่องเขาพระวิหารก็เป็นเรื่องที่ฝรั่งเศสผูกปมไว้ แม้กระทั่งเรื่องโอลิมปิกที่เพิ่งผ่านพ้นไป ฝรั่งเศสก็เป็นประเทศต้นคิดให้มีการจัดแข่งขันขึ้น เช่นเดียวกับการแข่งขันฟุตบอลโลก ก็คิดโดยคนฝรั่งเศส และแน่นอนเจ้ากี้เจ้าการในการจัดตั้งสหภาพยุโรปก็คือฝรั่งเศสอีกนั่นเอง ว่ากันว่าเป็นนิสัยที่สืบเนื่องมาจากจักรพรรดินโปเลียน ที่เคยมีปณิธานที่จะรวมยุโรปเป็นหนึ่งเดียว การก่อตั้งสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ก็อาจจะเกี่ยวข้องกับฝรั่งเศสอย่างคาดไม่ถึง นั่นก็คือ คุณถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีต่างประเทศไทย ที่ไปชักชวนให้ประเทศต่างๆ มารวมกันตั้งกลุ่มอาเซียน ก็จบการศึกษาจากฝรั่งเศส ซึ่งการก่อตั้งอาเซียน ก็ดูจะสอดคล้องกับนิสัยแบบฝรั่งเศสอีกนั่นเอง รัฐบาลฝรั่งเศสและคนฝรั่งเศสดูจะชื่นชม "นิวเคลียร์"เป็นพิเศษ ทั้งในส่วนของ "ระเบิด" และ "โรงไฟฟ้า" ซึ่งมีกว่า 40 โรง และการที่ชุมชนใดมีโรงไฟฟ้าตั้งอยู่จะถือ "เป็นเกียรติอย่างสูง" เนื่องจากถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความเจริญ ดังนั้นจึงเกิดการเดินขบวนประท้วงโดยชุมชนที่ "ไม่ปรากฏ" อยู่ในรายชื่อที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไปตั้ง เพราะถือว่า "ถูกดูแคลน" มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ที่ฝรั่งเศสและญี่ปุ่นต้องตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เยอะๆ จะเกี่ยวพันกับ "ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม" เพราะคนในประเทศเหล่านี้ต้องนอนดึกกว่าประเทศที่ด้อยพัฒนา ความต้องการใช้ไฟฟ้าจึงมีสูง สินค้าที่ต้องอาศัย "นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์" จากฝรั่งเศสนี่เองที่อยู่ในใจของคนไทย อาทิ สินค้าแฟชั่นไวน์ อาหาร การท่องเที่ยว สินค้าเหล่านี้มีมาร์จินสูง และสังเกตได้ว่าจะเกี่ยวข้องกับ "ทุนทางวัฒนธรรม" ทั้งหมด ซึ่งทำให้เป็นที่น่าฉงนว่า ประเทศนี้มีวิธีการสร้างบุคลากรขึ้นมาได้อย่างไร ผมเอาคำถามนี้ไปถาม ดร.วรวีร์ ภัทรวงศ์วิสูตร ซึ่งผ่านการศึกษาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นระบบเดียวกับฝรั่งเศส ได้รับคำตอบที่น่าสนใจว่า กระบวนการสร้างบุคลากรของฝรั่งเศสเป็นทายาทจากเหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศส (The French Revolution เมื่อกว่าสองร้อยปีก่อน ที่มีการประกาศสิทธิแห่งมนุษยชนและพลเมือง ประกอบด้วยหลักการสำคัญ 3 ข้อ ที่เป็นอุดมการณ์ของการปฏิวัติคือ เสรีภาพ (liberty) เสมอภาค (equality) และ ภราดรภาพ (fraternity) ภายใต้หลักอุดมการณ์นี้ เป็นที่มาของอีกคำหนึ่งคือ laissez faire (แลซเซส์แฟร์) ที่เป็นพื้นฐานระบบการศึกษาของฝรั่งเศส ฟังมาถึงตรงนี้คงงงกันสองเด้ง เพราะไหนจะเรื่องการปฏิวัติฝรั่งเศส แล้วยังมีเรื่อง laissez faire ซึ่งเป็นศัพท์ที่ใช้กันแพร่หลาย ในวงการเศรษฐศาสตร์ ที่หมายถึงการปล่อยให้กลไกเศรษฐกิจดำเนินไป โดยรัฐเข้าไปแทรกแซงน้อยที่สุด (พื้นฐานความหมายของ laissez faire จึงได้แก่ to leave alone or to allow to do,Let It Be) ดร.วรวีร์เลยต้องอธิบายให้ฟังเพิ่มเติมว่า ภายใต้หลักอุดมการณ์ทั้งสาม ทำให้รัฐบาลฝรั่งเศสต้องอุดหนุนการศึกษาของพลเมือง ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงอุดมศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งที่คนฝรั่งเศสภาคภูมิใจมาก โดยเปรียบเทียบว่า แม้กระทั่งเยอรมนี รัฐยังอุดหนุนถึงแค่ระดับมัธยมศึกษา นอกจากนี้มหาวิทยาลัยต่างๆ ยังมีระดับมาตรฐานเท่าเทียมกัน เพื่อตัดปัญหาพวกหัวกะทิไปกองอยู่ที่ใดที่หนึ่ง คำว่า "อยากเรียน ต้องได้เรียน" ของฝรั่งเศส ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการให้เงินอุดหนุนเท่านั้น แต่ยังหมายความถึงว่า ใครอยากจะเรียน คณะไหน มหาวิทยาลัยไหน ก็ต้องได้เรียนอีกด้วย แต่มีข้อแม้สำคัญที่เป็นตัวกลั่นกรองคือ หนึ่ง ภายในสามปีแรกนักศึกษาต้องสอบผ่านวิชาชั้นปีหนึ่งถึงสอง มิฉะนั้นจะพ้นสถานภาพการเป็นนักศึกษา สอง ผู้ที่พ้นสถานภาพดังกล่าวจะไม่สามารถไปสมัครเรียนสาขาเดียวกันนี้ในมหาวิทยาลัยใดในฝรั่งเศสได้อีก เว้นเสียจะว่าจะเปลี่ยนไปเรียนสาขาอื่น สถิติอย่างไม่เป็นทางการระบุเปรียบเทียบให้เห็นว่า ทุกๆ 4 คนที่เรียนปีหนึ่ง จะเหลือ 3 คนในปีที่สอง 2 คนในปีที่สาม และจบการศึกษาเพียงแค่ 1 คน นักศึกษาฝรั่งเศสต้องมีสำนึกตลอดเวลาว่า เงินอุดหนุนการศึกษามาจากภาษีของประชาชน จึงต้องมีความรับผิดชอบในการเรียนมาก และในกรณีที่ทำไม่สำเร็จจึงต้องไปศึกษาที่ประเทศอื่นแทน ดังนั้นคนฝรั่งเศสที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากต่างประเทศ จะถูกมองด้วยสายตาประหลาดในเชิงลบ นี่คือความหมายของ laissez faire ในการสร้างบุคลากรฝรั่งเศส เราจึงไม่ค่อยเห็นคนไทย ส่งลูกหลานไปเรียนต่อระดับปริญญาตรีที่ฝรั่งเศส ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ค่อยเห็นความกระตือรือร้นของมหาวิทยาลัยฝรั่งเศส ในการเปิดรับนักศึกษาต่างชาติ เมื่อเทียบกับอังกฤษ สหรัฐ และออสเตรเลีย
|