หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
บริหารทรัพย์สินในตลาดผันผวน

บทความคุณเสถียร กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 03 กันยายน พ.ศ. 2551

จริงๆ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปี 2008 นี้ ผมเชื่อโดยส่วนตัว เป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์ สำหรับตลาดเงินของโลก ในกรณีที่มีความผันผวนอย่างที่สุด เราเจอปรากฏการณ์ที่มากกว่าสองเด้งพร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่สูงเป็นสถิติของโลกสมัยใหม่ วิกฤตการณ์ของตลาดเงิน โดยมีสาเหตุสำคัญมาจาก การปล่อยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ให้กับผู้ด้อยกว่าทางเครดิต (ที่เรารู้จักหรือเรียกกันว่า Subprime Mortgage Credit)

สองเรื่องนี้ ผลักดันอย่างมีนัยสำคัญให้ชีวิต พวกเราเดือดร้อนในสองกรณี กรณีแรก ราคาของพืชผลทะยานสูงขึ้นอย่างมาก และกรณีที่สองความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน

ผมก็เลยอยากถือโอกาสนี้มาแนะนำท่านว่า ท่านได้ดูแลบริหารจัดการทรัพย์สินของท่าน ซึ่งหามาด้วยความเหนื่อยยากดีพอหรือยัง

ทรัพย์สินของท่านอาจหมายรวมถึง ทั้งที่เป็นทางการเงินหรือไม่เป็นก็ได้นะครับ แต่ผมคงจะขออนุญาตพูดถึง เรื่องที่ผมประกอบอาชีพอยู่มากหน่อย

จริงๆ แล้วหลักที่ผมจะเรียน ก็สามารถนำไปใช้กับอย่างอื่นก็ได้ครับ

1) ท่าน "กระจาย" ดีพอหรือยัง? กระจายในที่นี้หมายรวมถึง กระจายสินทรัพย์ต่างๆ หรือกระจายความเสี่ยงทั้งด้านราคา (Market) และด้าน Credit คำพูดที่ชอบอ้างกันว่า ไม่ใส่ไข่ทุกฟองที่มีในตะกร้าใบเดียว นั้นพูดง่ายทำยาก ด้วยเหตุผลง่ายๆ คือทุกคนยังมีความโลภอยู่ในตัว ลองดูกรณีตัวอย่างการทำ Carry Trade (ยังจำได้มั้ยครับ)

ในเงินสกุลดอกเบี้ยสูงๆ เช่น KIWI หรือนิวซีแลนด์ดอลลาร์ ในขณะที่ KIWI ยังคงในอัตราดอกเบี้ยที่สูง ถ้าไม่ใช่สูงที่สุดในบรรดาเงินสกุลที่ Freely Convertible ผู้คนมักจะลืมไปว่า หากทำ Carry Trade ก็มีโอกาสที่จะเจ๊งจากอัตราแลกเปลี่ยน ในขนาดที่เรียกได้ว่าเหลือ ก.ก.น.ตัวเดียว

สาเหตุที่ผู้คนออกจะลืมเรื่องนี้ไป ก็เพราะ KIWI ให้ดอกเบี้ย 8% (ตอนนี้ลงมาบ้างแล้ว) คนคงจะหันหลัง ให้กับดอกเบี้ยขนาดนี้กันยาก เมื่อทำกันมากๆ เข้า แล้วหนีไม่ทันก็เลยเกิดเหตุการณ์เหลือ ก.ก.น.ตัวเดียวอย่างข้างต้น ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจก็คือ เราสามารถ Structure Portfolio ที่ให้ผลตอบแทนน้อยลงมาบ้าง (ประมาณ 4-5%) โดยมีความเสี่ยงในอัตราแลกเปลี่ยนลดลงอย่างมาก แต่ดูเหมือนไม่มีใครทำออกมาขายเลย

2) ท่าน "ตี" หรือยัง? ตีในที่นี้ หมายถึงการตีมูลค่าของทรัพย์สินของท่านอย่างสม่ำเสมอ การตีมูลค่า (Mark To Market) ก็เหมือนกับเราไปตรวจสุขภาพของเรา การปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอบ่งชี้ได้ว่า คุณภาพของ Portfolio หรือสุขภาพของทรัพย์สินเราเป็นอย่างไร และต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งสามารถจะทำให้เราสามารถทำการได้อย่างทันท่วงที ข้อเท็จจริงที่น่าเสียดาย ก็คือ ผู้คนจะทำตอนที่ตลาดยังดี ๆ หากมูลค่าของทรัพย์สิน "จมน้ำ" ก็มักจะแกล้งลืมกันอย่างสม่ำเสมอเช่นกัน

3) ท่าน "อยู่ข้างหน้า" เพื่อนท่านหรือเปล่า? การอยู่ข้างหน้าหรือนำหน้าคนอื่น อาจต้องการความกล้าหาญพอสมควร พวกเราส่วนใหญ่มักจะเป็นพวก "ตามแห่" ซึ่งที่จริงก็อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย

หากเราไม่ใช่คนสุดท้ายที่หลงเหลือ การฝึกฝนให้คิดก่อน (และทำก่อน) เป็นสิ่งที่ยากแต่ก็ต้องฝึกให้ทำให้ได้ เมื่อฝึกบ่อยๆ ก็จะสามารถทำได้ดีขึ้น

นักค้าเงินที่ดีมักจะมีปฏิกิริยาต่อตลาดก่อนคนอื่นประมาณครึ่งก้าว หากทำก่อนไปหนึ่งก้าวก็อาจจะมากไปเล็กน้อย ซึ่งอาจจะทำให้อยู่ในสภาวะเข้า Position เร็วไป หรือออกจาก Position ช้าไป

4) ท่าน "รู้" มากไปหรือเปล่า? การที่เรารู้มากเป็นสิ่งที่ดี อย่างไรก็ตามหากเรารู้มากไป อาจทำให้เราตกอยู่ในสภาวการณ์ที่ไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไรดี นักค้าเงินฝึกหัดมักจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ว่านี้ คือมีข้อมูลข่าวสารมากเกินไป แล้วจัดลำดับความสำคัญของข้อมูล เลยตัดสินใจไม่ได้ หรือได้ก็ไม่ดี การแก้ไขเรื่องนี้ ไม่ใช่ "ตัด" ทุกอย่างไม่รับรู้อะไรแต่คงต้อง "Focus" ว่าเราสนใจทำอะไรอยู่และข้อมูลข่าวสารอะไรที่เกี่ยวข้อง

ผมเชื่อว่า หากทำได้ตามนี้พอควร การดูแลจัดการทรัพย์สินของเราก็น่าจะอยู่กับร่องกับรอย และให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่เข้าไปรับ PORTFOLIO ของเราอาจจะไม่ทำให้เรารวยแบบไม่มีเหตุผล

แต่รับรองว่าท่านนอนหลับสบายแน่นอนครับ