|
||||||||||||||
|
ธรรมาภิบาลในรัฐวิสาหกิจ
คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ โดย นวลน้อย ตรีรัตน์ มติชนรายวัน วันที่ 03 กันยายน พ.ศ. 2551 ปัญหาของรัฐวิสาหกิจที่ถูกแปรรูปเข้าไปอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ จะมีลักษณะที่คล้ายๆ กันกล่าวคือ เป็นประเภทลูกครึ่ง ที่เถียงกันไม่จบว่า เป้าหมายการทำงานและลักษณะวิธีการบริหารจัดการจะเป็นเช่นไร ในเมื่อรัฐให้เอกชนเข้ามาถือหุ้นแล้ว เป้าหมายการทำงานจะมุ่งเฉพาะเรื่อง กำไร เป็นสำคัญหรือไม่ เพราะถ้าเน้นเรื่องกำไร ปัญหาเรื่องประสิทธิภาพ จะเป็นเป้าหมายหลัก แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐยังคงเป็นผู้ถือหุ้น และเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ด้วย ประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจด้วย แต่ไม่ได้รับเงินปันผลโดยตรง จะได้รับผ่านการนำส่งกำไรหรือเงินปันผล ตามสัดส่วนการถือหุ้นเข้าเป็นรายได้ของรัฐบาล และรัฐบาลใช้จ่ายผ่านระบบงบประมาณออกมา ย่อมมีข้อเรียกร้องต่อการดำเนินการของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ ด้วยเช่นกัน เนื่องจาก ในฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ องค์กรได้รับการคาดหมายให้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะบางประการ ตามภารกิจที่กำหนดไว้ในขอบเขตของการจัดตั้งองค์กรหรือรัฐวิสาหกิจนั้นขึ้นมา เช่นการที่จะต้องทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศ สามารถเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึง โดยไม่คำนึงถึงประเด็นของรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริการที่ถือเป็นบริการที่จำเป็นแก่การดำรงชีวิต กล่าวในอีกนัยหนึ่งนั้นก็คือ ต้องทำให้ประชาชน สามารถได้รับบริการหรือใช้บริการนั้นได้ในราคาที่เป็นธรรม หรือมีราคาที่ไม่แพงจนกระทั่งทำให้คนบางส่วน ไม่สามารถเข้าถึงบริการนั้นได้ วัตถุประสงค์ในเรื่องนี้จึงมักจะขัดแย้งกับวัตถุประสงค์โดยพื้นฐานของบริษัทเอกชน ที่จะต้องสร้างกำไรให้กับผู้ถือหุ้น ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ การที่ภาคประชาชนได้เรียกร้องต่อ ปตท.ให้เข้ามามีบทบาทในการดูแลความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงที่พลังงานมีราคาแพง หรือขณะเดียวกันรัฐในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่อาจจะกำหนดให้บริษัทดำเนินการใดๆ เพื่อเป็นไปตามวัตถุประสงค์บางประการ ของนโยบายรัฐบาล โดยอาจจะขัดแย้งกับการสร้างผลกำไร ซึ่งเป็นเป้าหมายพื้นฐานของบริษัทเอกชน โดยการดำเนินการดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ จากการที่รัฐในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่มีสิทธิคัดเลือก และแต่งตั้งบุคคล ที่จะมาดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัท ทำให้สามารถควบคุมการกำหนดนโยบาย การแต่งตั้งผู้บริหารในระดับสูง ผ่านทางคณะกรรมการบริหารได้ ซึ่งจากการที่รัฐบาลสามารถควบคุมรัฐวิสาหกิจ ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ได้ในระดับสูง จึงมักจะเกิดคำถามหรือการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอยู่ตลอดเวลาว่าได้มีการใช้อำนาจในทางฉ้อฉล เพื่อผลประโยชน์อันมิชอบของกลุ่มบุคคลใดหรือไม่ สำหรับรัฐวิสาหกิจนั้น โดยทั่วไปก็มีปัญหาในบทบาทการดำเนินการของตนเองอยู่แล้ว เพราะเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นมา เพื่อดำเนินการให้บริการที่มีลักษณะเป็นธุรกิจตามที่กฎหมายกำหนด โดยมีรัฐบาลเป็นผู้กำกับดูแล ผ่านการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหาร โดยคณะกรรมการบริหารมีระยะการดำรงตำแหน่งที่ชัดเจน แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล รัฐบาลใหม่ก็มักจะกดดันให้คณะกรรมการบริหารรัฐวิสาหกิจชุดเดิมลาออก หรือถ้าไม่ลาออก ก็อาจจะปลดออก โดยอ้างว่าเพื่อให้รัฐวิสาหกิจนั้นทำตามนโยบายของรัฐบาล เช่นกรณีที่เกิดกับองค์การเภสัชกรรม และข้อครหาที่ปรากฏในทางสาธารณะมักจะเป็นไปในทางตรงกันข้าม กล่าวคือมีความเชื่อว่า รัฐบาลต้องการส่งคนของตนเข้าไปควบคุมรัฐวิสาหกิจ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์บางประการมากกว่า เมื่อรัฐวิสาหกิจกลายเป็นบริษัทมหาชนที่รัฐบาลยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ปัญหาการกำกับดูแลจึงมากขึ้น เพราะการเป็นบริษัทมหาชน ซึ่งมีการกำหนดเกณฑ์ธรรมาภิบาลอย่างชัดเจน ต้องยึดถือผลประโยชน์ ของผู้ถือหุ้นทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน ต้องมีความโปร่งใสในการบริหารจัดการ แต่ขณะเดียวกันการที่รัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ รัฐบาลจึงไม่ได้ต้องการผลเฉพาะผลประกอบการ ซึ่งเน้นหนักในเรื่องผลกำไรเป็นหลัก แต่ต้องการผลทางด้านอื่นๆ ด้วย เช่น เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล นอกจากนี้ก็อาจจะมีเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น การแทรกแซงเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวอื่นๆ ของกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลหรือพรรคการเมืองรัฐบาลประกอบกันไปด้วย สำหรับ อสมท ซึ่งได้เปลี่ยนฐานะจากการเป็นรัฐวิสาหกิจที่รัฐถือหุ้นทั้งหมด เป็นบริษัทมหาชนที่มีภาคเอกชน เข้ามาถือหุ้นบางส่วนในปี 2547 โดยที่รัฐบาลยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ประมาณร้อยละ 80 การคัดเลือกคณะกรรมการบริหาร อาศัยเกณฑ์จากสัดส่วนการถือครองหุ้น ทำให้ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐ ซึ่งคือกระทรวงการคลังกลายเป็นผู้กุมเสียงหลัก ในการคัดเลือกคณะกรรมการบริหารทั้งหมด ทำให้สามารถควบคุมการบริหารงานขององค์การได้ อสมท จัดเป็นองค์กรสื่อขนาดใหญ่ที่มีการดำเนินธุรกิจในหลายด้าน ทั้งด้านสื่อโทรทัศน์ วิทยุ และการร่วมกิจการกับสื่อโทรทัศน์อื่นๆ และเคเบิ้ลทีวี ในปี 2550 อสมท มีรายได้ประมาณ 4 พันล้านบาท โดยร้อยละ 57 มาจากการดำเนินธุรกิจโทรทัศน์ ร้อยละ 21.3 จากวิทยุ ร้อยละ 18.2 จากการร่วมกิจการ และร้อยละ 2.9 จากรายได้อื่นๆ การเป็นองค์กรทางด้านสื่อสารขนาดใหญ่ ทำให้บทบาทของ อสมท จึงไม่เป็นเพียงองค์กรที่มีบทบาททางธุรกิจเท่านั้น แต่เป็นองค์กรที่มีบทบาททางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ในระดับสูง บทบาทในฐานะสื่อมวลชนที่จะต้องนำเสนอข่าวสารสู่ประชาชน การนำเสนอรายการที่มีคุณภาพ จึงเป็นข้อเรียกร้องที่สาธารณชนมีต่อ อสมท มาโดยตลอด ในอดีตที่ผ่านมา อสมท ได้พยายามปรับตัวเพื่อสามารถแข่งขันกับสื่อเอกชนได้ โดยที่คุณภาพของรายการ อยู่ในระดับที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมในระดับสูง อสมท ได้พยายามที่จะผลิตรายการที่มีสาระประโยชน์ต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เรื่องที่เป็นปัญหายุ่งยากของ อสมท น่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว เพราะรัฐบาล ซึ่งสามารถกำกับดูแล อสมท ได้โดยผ่านการตั้งคณะกรรมการบริหาร มักจะเป็นส่วนหนึ่งของคู่กรณีหรือคู่ความขัดแย้งในข่าวที่นำเสนอ การนำเสนอข่าวที่มีคุณภาพ มีความเป็นกลาง และครอบคลุม ต้องอาศัยความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง และการมีจรรยาบรรณในการนำเสนอข่าวสู่ประชาชนอย่างสูง การประชุมคณะกรรมการบริหารบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2551 ปรากฏเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ เพราะมีประเด็นในเรื่องของกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ อาจจะผิดสัญญาจ้าง เนื่องจากคณะกรรมการบริหารได้อ้างว่า กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ไม่ได้จัดทำแผนธุรกิจประจำปี 2551 แต่ทางกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ได้แจ้งว่า ได้จัดส่งแผนธุรกิจแล้วในการประชุมกรรมการบริหารชุดเดิม เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2550 แต่คณะกรรมการบริหารชุดใหม่ยืนยันว่า ไม่ใช่แผนธุรกิจของกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ แต่เป็นแผนธุรกิจของสำนักยุทธศาสตร์ร่วมกับผู้บริหาร อสมท ซึ่งถ้ามีการผิดสัญญาจ้าง ก็อาจจะมีผลทำให้มีการเลิกจ้างได้ โดยที่กรรมการผู้อำนวยการใหญ่คนปัจจุบันได้เข้ามาดำรงตำแหน่งในปี 2550 ซึ่งเป็นละรัฐบาลกัน จึงเกิดคำถามและสร้างความสงสัยขึ้นมากมายว่า เรื่องเป็นอย่างไร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ผิดสัญญาจ้างจริง หรือเป็นการกลั่นแกล้งกันเพื่อที่จะปลดออก และตั้งคนของตัวเองเข้าไปแทน เพื่อผลในการควบคุม อสมท ให้ได้ เพราะ อสมท นอกจากจะเป็นองค์กรที่สร้างผลกำไรแล้ว ยังเป็นองค์กรสื่อที่มีบทบาทค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ความขัดแย้งทางการเมือง ระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายพันธมิตรอยู่ในระดับสูง และนายกรัฐมนตรี ออกมาตำหนิสื่ออยู่ตลอดเวลาว่ามีอคติกับรัฐบาล คณะกรรมการบริหาร อสมท คงต้องตอบคำถามเหล่านี้ให้ชัดเจน และโปร่งใส ว่าการดำเนินการเหล่านี้ เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลหรือไม่ เป็นไปเพื่อผลประโยชน์โดยรวมของผู้ถือหุ้น และผลประโยชน์สาธารณะ ในฐานะผู้ถือหุ้นที่แท้จริงของ อสมท หรือไม่ หน้า 6
|