หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
กลยุทธ์ธุรกิจกับสถานการณ์ของประเทศในขณะนี้

มองมุมใหม่ : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย pasu@acc.chula.ac.th  กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 02 กันยายน พ.ศ. 2551

เหตุการณ์ความขัดแย้งในบ้านเมืองเราในปัจจุบัน นอกเหนือจากความเป็นห่วงและภาวนา ให้ได้ทางออกที่ดีที่สุด สำหรับประเทศไทยแล้ว ถ้ามองในแง่ก็การศึกษาทางด้านบริหารก็ต้องถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจนะครับ ไม่ว่าจะเป็นกรณีศึกษาทางด้านภาวะผู้นำ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นผู้นำในฝั่งไหนไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือพันธมิตรฯ ก็ล้วนแล้วแต่มีลีลาน่าติดตามทั้งสิ้น หรือ ในเรื่องของแรงจูงใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฝั่งของพันธมิตรฯ ทางแกนนำมีแนวทางและวิธีการอย่างไรในการจูงใจคนจำนวนมากเหล่านั้น ให้กระทำในสิ่งที่มีทั้งความเสี่ยงต่อตนเอง หรือในเรื่องของความขัดแย้งและการเจรจาต่อรอง ที่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในบ้านในขณะนี้ จะมีทางออกอย่างไร

สำหรับเรื่องที่น่าศึกษาคงหนีไม่พ้นเรื่องของกลยุทธ์ครับ โดยเฉพาะกลยุทธ์ที่ทั้งฝ่ายพันธมิตรฯ และฝ่ายรัฐบาลใช้ต่อสู้กันในปัจจุบันนั้น เมื่อนำมาพิจารณาเปรียบเทียบกับตำรา หรือหลักการทางด้านกลยุทธ์ ที่เราใช้สอนกันทั่วๆ ไปนั้นสามารถเปรียบเทียบเป็นฉากๆ ได้เลยครับ ซึ่งก็ไม่แปลกใจหรอกนะครับ เนื่องจากกลยุทธ์ของทางธุรกิจนั้นถูกพัฒนามาจากยุทธศาสตร์ของการทหาร

เริ่มจากกลยุทธ์เชิงรุกและเชิงรับก่อนครับ ในทางธุรกิจนั้นบริษัทบางบริษัทจะมุ่งโจมตีคู่แข่งขัน เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางการแข่งขัน ในขณะเดียวกันบางบริษัทก็จะหาหนทางตั้งรับอย่างเต็มที่ เพื่อรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ตนเองมีอยู่ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบัน ก็พอจะมองออกนะครับว่าทางกลุ่มพันธมิตรฯ เองกำลังใช้กลยุทธ์เชิงรุกในหลากหลายรูปแบบอยู่ครับ ไม่ว่าจะเป็น กลยุทธ์แบบดาวกระจาย ที่กระจายกองกำลังของตนเองออกเป็นกลุ่มเล็กๆ เพื่อไปสร้างสถานการณ์ตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งถ้าเป็นในทางธุรกิจ (หรือสงคราม) เราก็เรียกว่าเป็นกลยุทธ์แบบกองโจร ที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจที่มีขนาดเล็ก ที่จะเปิดฉากโจมตีธุรกิจที่มีขนาดใหญ่กว่าเป็นระยะๆ ไม่ว่าจะด้วยราคาหรือการส่งเสริมการจำหน่าย แล้วหลังจากนั้นก็จะถอยฉากออกมาเมื่อธุรกิจขนาดใหญ่เริ่มรู้ตัวและจะโต้ตอบ

กลยุทธ์เชิงรุกอีกประการหนึ่งที่ดูแล้วพันธมิตรใช้ คือกลยุทธ์ที่เราเรียกว่า Preemptive Strategy ซึ่งถ้าในเชิงธุรกิจแล้วเป็นกลยุทธ์ในการเข้าครอบครองหรือได้มาซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์ก่อนที่คู่แข่งขันจะเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นแหล่งวัตถุดิบ ทำเลทอง หรือ การสร้างกำลังการผลิตล่วงหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้คู่แข่งขันเข้ามาแข่งขันได้ ซึ่งพอเปรียบกับกลยุทธ์ที่ทางพันธมิตรฯ ใช้ก็เหมือนกับการยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นแหล่งชุมนุม เนื่องจากทำเนียบเป็นจุดสำคัญทางยุทธศาสตร์ของประเทศ

อีกกลยุทธ์หนึ่งที่น่าสนใจของกลุ่มพันธมิตรฯ ก็คือ การสร้างและใช้ประโยชน์จากพันธมิตร นั้นเองครับ ซึ่งก็คือเรื่องของการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจหรือ Strategic Alliances ที่บรรดานักธุรกิจคุ้นเคยกัน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเครือข่ายและพันธมิตรกับบรรดาสหภาพรัฐวิสาหกิจต่างๆ หรือ การดึงนักการเมือง นักวิชาการ หรือแม้กระทั่งดารานักร้องที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลเข้ามาเป็นแนวร่วม

ในขณะที่ทางพันธมิตรฯ จะเป็นฝ่ายใช้กลยุทธ์เชิงรุกเป็นส่วนใหญ่แล้ว ท่านผู้อ่านก็คงเห็นพ้องนะครับ รัฐบาลก็มักจะออกแนวการใช้กลยุทธ์เชิงรับเป็นหลักครับ แต่ในขณะเดียวกันก็ใช้กลยุทธ์เชิงรุกบ้างเป็นครั้งคราวครับ โดยในช่วงแรกนั้นผมยังคิดว่ารัฐบาลจะใช้กลยุทธ์การเฝ้ารอให้คู่ต่อสู้เหนื่อยอ่อน แต่ดูเหมือนสุดท้ายก็จะเฝ้ารอไม่ไหว แล้วเริ่มหันมาใช้กลยุทธ์เชิงรุกบ้าง โดยลักษณะของกลยุทธ์ที่ทางรัฐบาลใช้ก็ดูแล้วคล้ายๆ กับทางพันธมิตรนะครับ ไม่ว่าความพยายามในการสร้างเครือข่ายพันธมิตรของตนเอง หรือ การโจมตีแบบกองโจรที่หาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มาโจมตีเป็นระยะๆ

แต่ไม่ว่าพันธมิตรฯ หรือ รัฐบาลจะใช้กลยุทธ์ใดก็ตามนะครับ สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือประเทศมากกว่า ถ้าเปรียบเสมือนสมรภูมิธุรกิจ การใช้กลยุทธ์เพื่อช่วงชิงและแย่งความได้เปรียบทางการแข่งขันนั้น สุดท้ายก็นำไปสู่การทำให้ธุรกิจกลายเป็นน้ำน่านสีแดงหรือ Red Ocean กันไปหมด ซึ่งสำหรับสมรภูมิของธุรกิจนั้น ยังไม่เท่าไรครับ เนื่องจากสีแดงที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการอุปมาอุปไมยว่า การแข่งขันที่รุนแรงจะทำให้องค์กร ธุรกิจทุกแห่งเจ็บตัวและเลือดออก ทำให้สมรภูมิหรือท้องทะเล ที่ใช้ในการแข่งขันกลายเป็นสีแดง ซึ่งสำหรับภาคธุรกิจแล้วนั้น ก็เป็นเพียงแค่การอุปมาอุปไมยเท่านั้นเองนะครับ

ที่น่าเป็นห่วงคือถ้าทั้งสองฝ่ายคือพันธมิตรฯ และรัฐบาลยังคงใช้กลยุทธ์เพื่อห้ำหั่นและฟาดฟันฝ่ายตรงข้ามในลักษณะนี้อีกต่อไป ประเทศไทยจะเป็น Red Ocean ไปนะครับ และคราวนี้จะไม่ใช่เป็นแค่คำ อุปมาอุปไมยเท่านั้นครับ แต่สีแดงที่เกิดขึ้นจะมาจากอาการบาดเจ็บและเลือดจริงๆ

ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองคงต้องเร่งหาทางออกกันนะครับ อาจจะต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ยอมถอยออกไป หรือ ทั้งสองฝ่ายหันหน้าเข้าหากันเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แต่จะทำอะไรก็แล้วแต่ขออย่าทำให้ประเทศไทย กลายเป็นกรณีศึกษาระดับโลกในเรื่องของ Red Ocean ก็แล้วกันนะครับ