หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ทองคำ หรือ อสังหาริมทรัพย์ เอาชนะเงินเฟ้อได้ดีกว่า

Money Pro : วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ wiwan.t@kasikornbank.com กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2551

คอลัมน์นี้หายไปสองสัปดาห์ หวังว่าท่านผู้อ่านคงไม่ต่อว่านะคะ ดิฉันติดภารกิจงานในต่างจังหวัดและต่างประเทศ และในสัปดาห์นี้จึงต้องรวบสองหัวข้อที่ผู้ลงทุนข้องใจมาไว้รวมกัน

ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ราคาทองคำลดลง พี่น้องชาวไทยต่างแห่แหนกันไปซื้อกันจนทองเกลี้ยงเยาวราช และทองที่ซื้อส่วนใหญ่เป็นทองคำแท่ง มากกว่าทองรูปพรรณ แสดงว่าซื้อเพื่อการลงทุนมากกว่าเพื่อใช้เป็นเครื่องประดับ

ราคาทองคำลดลงมา 20% จากจุดสูงสุดเมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ โดยราคาสูงสุดอยู่ที่ 1,002.80 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ราคาต่ำสุดอยู่ที่ 784.75 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม และในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 830 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ถามว่าราคาจะลดลงไปกว่านี้หรือไม่ ตอบยากค่ะ ถ้าถามว่าพอจะเข้าลงทุนได้แล้วหรือยัง อาจจะตอบง่ายกว่า

ถ้าดูราคาสูงสุดของทองคำในอดีต คือเมื่อวันที่ 21 มกราคม 1980 ราคาทองคำขึ้นไปสูงสุดที่ 825.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากคิดเป็นค่าเงินในปัจจุบันจะเท่ากับประมาณ 2,200 ดอลลาร์ ก็ถือว่าราคาทองคำที่ขึ้นไป 1,030 ดอลลาร์ยังไม่แพง และหากซื้อในราคาปัจจุบันที่ 830 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก็เท่ากับว่าซื้อได้ลดราคาถึง 62% จากราคาสูงสุดในประวัติศาสตร์ และลดไป 17% จากราคาสูงสุดในรอบนี้

ซูกิ คูเปอร์ นักวิเคราะห์จากบาร์เคลย์ส แคปิตอล วิเคราะห์ไว้ว่า ราคาทองคำจากนี้ไปจนถึงปีหน้า น่าจะอยู่ระหว่าง 800-900 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ราคาทองคำที่ลดลงในครั้งนี้เกิดจากสาเหตุหลักสองประการ คือ การที่ความต้องการ หรืออุปสงค์ (Demand) ลดลง โดยเฉพาะอุปสงค์จากอินเดียซึ่งเป็นผู้ใช้ทองรายใหญ่ นอกจากนี้ความต้องการทองคำของตุรกี และตะวันออกกลางก็ลดลงไปด้วย ในขณะที่ความต้องการในจีนคงที่ และในเวียดนามยังเพิ่มขึ้นอยู่ ความต้องการที่ลดลงในช่วงนี้ก็เกิดจากเศรษฐกิจที่ซบเซาลง

สาเหตุประการที่สองที่ทำให้ราคาทองคำลดลงคือ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา ราคาทองคำคิดกันเป็นเงินสกุลดอลลาร์ เมื่อค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้น แม้ราคาทองคำจะคงเดิม แต่เมื่อคิดเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐก็จะลดลง

อย่างไรก็ดี ในอดีตราคาทองคำที่อยู่ในระดับสูง จะอยู่ที่ประมาณราคาน้ำมัน 15 บาร์เรล ต่อทองคำ 1 ออนซ์ หรือหากจะมองในช่วงธรรมดา ราคาจะอยู่ที่น้ำมัน 10 บาร์เรลต่อทองคำ 1 ออนซ์ ดังนั้นราคาน้ำมันที่ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาทองคำก็ควรจะอยู่ที่ 1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ หากมองในมุมนี้ ราคาทองคำที่ระดับ 830 ดอลลาร์ต่อออนซ์ก็ยังลงทุนได้ค่ะ

แต่ราคาทองคำไม่ได้สะท้อนอัตราเงินเฟ้อ และไม่มีข้อพิสูจน์ว่า เอาชนะอัตราเงินเฟ้อได้นะคะ เพราะในหลายๆ ครั้ง ราคาทองคำก็นิ่งอยู่หลายๆ ปี แต่เวลาขยับขึ้นก็ขยับขึ้นได้หลายปีเช่นกัน เมื่อดูย้อนหลังไป 30 ปี ผลตอบแทนจากการลงทุนในทองคำ ยังชนะเงินเฟ้อค่ะ

กราฟฟิก*****

ข้อมูลจาก www.goldprice.org

ทำไมคนนิยมลงทุนในทองคำ? ทองคำเป็นโลหะที่มีราคามาตรฐานสากล แลกเปลี่ยนเป็นเงินได้คล่องตัวกว่าโลหะอื่นๆ ทั้งยังสามารถนำมาทำเป็นเครื่องประดับไว้สวมใส่ หากไม่ชอบรูปแบบก็หลอมทำแบบใหม่ได้ ทำให้ทองคำได้รับความนิยม โดยเฉพาะในยามที่โลกมีความวุ่นวาย มีภาวะสงคราม ภาวะเงินเฟ้อสูง และค่าเงินมีความไม่แน่นอน แต่ก็ยุ่งยากในการเก็บรักษา หากท่านไม่ต้องการยุ่งยากในการเก็บรักษาก็สามารถลงทุนในกองทุนรวมทองคำ หรือซื้อทองคำในตลาดล่วงหน้าได้ การลงทุนในทองคำเหมาะสำหรับผู้ต้องการผลตอบแทนระยะยาวเป็นก้อนค่ะ คือจะได้ผลตอบแทนพร้อมเงินลงทุนก็ต่อเมื่อขายออกไป

การลงทุนที่เอาชนะเงินเฟ้อได้จริงๆ คือการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทให้เช่า เนื่องจากอัตราค่าเช่า จะสามารถปรับให้ขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อได้ คนจึงนิยมลงทุน แต่การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และนำมาให้เช่าเองก็มีข้อยุ่งยากหลายประการ ทั้งยังต้องมีการบริหารจัดการการเช่าให้มีผู้เช่าอย่างสม่ำเสมอ คอยดูแลรักษาทรัพย์สินให้อยู่ในสภาพดี ซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย ชำรุด และยังอาจมีผู้เช่าประเภทไม่ยอมจ่ายค่าเช่า

การบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่าจึงเป็นเรื่องยุ่งยากพอสมควร ในวันนี้มีกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ เป็นทางเลือกให้ลงทุน ผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลอยู่ที่ประมาณ 6-9% ต่อปี และมีโอกาสได้รับผลตอบแทน จากการเพิ่มขึ้นของราคาอสังหาริมทรัพย์ หากเป็นที่ซื้อขาด หรือหากเป็นสิทธิการเช่า ก็อาจมีโอกาสรับผลตอบแทนเพิ่ม จากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากค่าเช่า เหมาะกับผู้ต้องการผลตอบแทนเป็นงวดๆ เช่นผู้ที่เกษียณอายุงาน หรือใกล้เกษียณแล้ว ลงทุนเพื่อเก็บเกี่ยวผลตอบแทนเป็นงวดๆ แทนรายได้ประจำที่เคยได้รับจากการทำงาน

แต่การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยตรงอาจมีสภาพคล่องน้อย อยากจะขายที่ ขายบ้าน ต้องใช้เวลาขายนาน บางครั้งอาจจะถึงปี หรือหลายๆ ปี กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์จะมีสภาพคล่องสูงกว่าการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยตรง แม้ในปัจจุบันจะมีสภาพคล่องไม่สูงมากนัก อาจจะต้องใช้เวลาขายหลายวันกรณีขายจำนวนมาก แต่ก็ไม่ต้องใช้เวลาขายเป็นปีค่ะ

กองทุนบำนาญของต่างประเทศนิยมลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กันมาก เพราะเหตุผลทางด้านผลตอบแทน และสภาพคล่องตามที่กล่าวมาค่ะ

ในช่วงวันที่ 8-18 กันยายนนี้ บลจ.กสิกรไทย จะเปิดเสนอขายกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โรงแรม และรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา ทรัพย์สินชิ้นแรกที่จะลงทุนเป็นสิทธิการเช่า 30 ปี ในโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทสมุย บนหาดเฉวง เกาะสมุย กองทุนจะจ่ายปันผลเป็นรายไตรมาส โดยบริษัทโรงแรมเซ็นทรัล พลาซา จำกัด (มหาชน) จะเข้ารับประกันรายได้ค่าเช่าขั้นต่ำ 36% ในช่วง 4 ปีแรก หรือเฉลี่ย 9%ต่อปี สนใจสอบถามข้อมูลได้ที่ ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขา หรือ ที่ บลจ.กสิกรไทย โทร. 0-26733888

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน