หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
การเมืองกับเศรษฐกิจ

เศรษฐศาสตร์จานร้อน : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2551

สัปดาห์ที่แล้ว การปฏิบัติการของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้ง และวุ่นวายทางการเมืองที่เป็นข่าวตลอดสัปดาห์ในประเทศไทย และเป็นข่าวไปทั่วโลก ทำให้นายกรัฐมนตรี ต้องให้สัมภาษณ์กับนักข่าวต่างประเทศ และรัฐมนตรีต่างประเทศ ต้องส่งข้อความชี้แจงเหตุความวุ่นวาย ไปยังสถานทูต-กงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก

แนวคิดเกี่ยวกับปัญหาการเมืองของไทยนั้น แบ่งออกได้เป็น 3 แนวคิดหลักๆ คือ

1. จะต้องพยายามแก้ปัญหาความขัดแย้ง โดยการเจรจาเพื่อให้นำมาสู่การประนีประนอม ทั้งนี้ จากประสบการณ์ในอดีต จะเห็นได้ว่า นิสัยคนไทยมีความปรองดอง ยืดหยุ่น จึงน่าจะหาทางออกให้เกิดความสมานฉันท์ได้ในที่สุด ผมเห็นว่า ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในครั้งนี้ เป็นความขัดแย้งขั้นพื้นฐานและมีความสลับซับซ้อน ทำให้ยากที่จะประนีประนอมกันได้ จึงจะต้องเกิดการช่วงชิงชัยความได้เปรียบกัน จนกระทั่งมีผู้ที่เป็นฝ่ายชนะและผู้ที่เป็นฝ่ายแพ้ ซึ่งการต่อสู้ทางการเมืองดังกล่าว อาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะรู้ผล

2. บางคนออกความเห็นว่า ประเทศไทยมีปัญหาทางการเมืองมาโดยตลอด ปัญหาการเมืองปัจจุบัน จึงไม่ได้แตกต่างจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต ดังนั้น นักธุรกิจและนักลงทุน จะต้องเข้าใจยอมรับ และปรับตัวกับความเสี่ยงทางการเมือง และควรขับเคลื่อนธุรกิจและการลงทุนของตนต่อไป ไม่ต้องรีรอให้ปัญหาการเมืองคลี่คลาย เพราะจะเป็นการเสียโอกาส หากพิจารณาจากข้อมูลในอดีต จะเห็นว่าการเมืองไทย มีความผันผวนสูงมาก ในช่วง 76 ปีที่ประเทศไทยปฏิรูปการปกครอง ไปสู่ระบบการปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญ ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข มีการเลือกตั้ง 22 ครั้ง พร้อมกับการปฏิวัติรัฐประหาร 21 ครั้ง โดยประสบความสำเร็จในการล้มรัฐบาล 14 ครั้ง แปลว่า การถ่ายเทอำนาจทางการเมืองของไทย เป็นการถ่ายเทอำนาจผ่านการเลือกตั้งโดยประชาชน 61% และเป็นการถ่ายเทอำนาจโดยการปฏิวัติรัฐประหาร 39% แต่ในช่วงเวลาดังกล่าว เศรษฐกิจไทย ก็สามารถขยายตัวได้เฉลี่ย 6-7% ต่อปีตลอดมา ดังนั้น กลุ่มนี้จึงเชื่อว่าแม้ปัญหาการเมืองจะแก้ไขได้หรือไม่ได้ก็ตาม หากรัฐบาลสามารถสร้างความมั่นใจให้กับนักธุรกิจ และนักลงทุนด้วยผู้บริหารเศรษฐกิจที่มีฝีมือแล้ว ก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้

3. อีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่า หากไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองได้ เศรษฐกิจก็จะไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ดังนั้น กลุ่มนี้จึงอยากให้ปัญหาการเมืองจบลงโดยเร็วในลักษณะใดก็ได้ ขอให้มีเสถียรภาพเกิดขึ้น และหากจะต้องเบี่ยงเบน จากระบอบประชาธิปไตย โดยมีการอาศัยอำนาจพิเศษ และ "รัฐบาลแห่งชาติ" ก็ยอมรับได้ ทั้งนี้ กลุ่มนี้ได้เคยตั้งความหวังเอาไว้กับการปฏิวัติครั้งที่แล้ว แต่ได้รู้สึกผิดหวังว่า การปฏิวัติมิได้แก้ปัญหาได้ดังที่คาด แต่ก็ยังอยากเห็นการแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างเบ็ดเสร็จ โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับกระบวนการประชาธิปไตยแต่อย่างใด

ผมเชื่อว่า การเมืองไทยมีความขัดแย้งสูง ยากที่จะหาจุดประนีประนอม และเมื่อประนีประนอมไม่ได้ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะพัฒนาการทางเศรษฐกิจของไทยในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า ต้องอาศัยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลจะต้องเป็นผู้นำทางอย่างน้อย 3 ด้าน คือ

1. พัฒนาระบบชลประทาน เพราะอุปสงค์ของโลก ด้านโภคภัณฑ์ น่าจะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ในช่วง 10-20 ปีข้างหน้า เพราะประเทศเกิดใหม่ อาทิเช่น จีน อินเดีย แอฟริกาใต้ ฯลฯ กำลังเร่งรีบพัฒนาเศรษฐกิจของตน โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม ทำให้ความต้องการวัตถุดิบและสินค้าโภคภัณฑ์น่าจะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต การเคลื่อนย้ายประชาชน จากภาคการเกษตรและการขยายตัวของเมืองใหญ่อย่างเร่งรีบ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ในประเทศเกิดใหม่ ทำให้เห็นได้ว่า ภาคเกษตรทั่วโลกถูกทอดทิ้งและหดตัวลง จึงไม่น่าแปลกใจที่เห็นสต็อกสินค้าเกษตรของโลก อยู่ที่ระดับต่ำกว่าในอดีตอย่างมาก และอุปทานแทบจะขยายตัวไม่ทันอุปสงค์ ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ประเทศที่มีศักยภาพด้านการเกษตร อาทิเช่น ไทย จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะเร่งรัดการลงทุนด้านชลประทาน ที่มีการปล่อยปละละเลยมาหลาย 10 ปี เพื่อให้ผลิตภาพด้านการเกษตรของไทยสามารถพัฒนาไปได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการเกษตรของไทยในภูมิภาคเอเชีย แต่การลงทุนนี้ ต้องอาศัยการริเริ่ม และการสนับสนุนจากภาครัฐเป็นหลัก ดังนั้น หากความขัดแย้งทางการเมืองของไทยยืดเยื้อต่อไป ก็ยากที่จะเชื่อได้ว่า รัฐบาลจะมีความสามารถที่จะผลักดันนโยบายระยะยาว อาทิเช่น การพัฒนาระบบชลประทานอย่างเต็มระบบได้ จนประสบความสำเร็จ

2. ลดการพึ่งพาน้ำมัน เพราะเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ประเทศไทยพึ่งพาน้ำมันมากเกินไป (ปริมาณนำเข้าน้ำมันสุทธิ 10% ของจีดีพี) และราคาน้ำมันได้เพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่าตัวจาก 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลมาเป็น 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การลดการใช้น้ำมันนั้น จะต้องทำโดยเปลี่ยนระบบการขนส่งที่ปัจจุบันใช้รถบรรทุกสิบล้อ (ขนส่งสินค้า) และรถโดยสาร เป็นใช้รถไฟทางคู่เป็นหลัก แต่การลงทุนดังกล่าวจะต้องอาศัยรัฐบาลเป็นแกนนำ เพราะการรถไฟของไทยเป็นรัฐวิสาหกิจเต็มตัว และมีหนี้สินมากมาย จึงดูเหมือนว่าจะต้องมีการแปรรูปให้เอกชนเข้ามามีบทบาท เพื่อลดภาระของภาครัฐ แต่การแปรรูปรัฐวิสาหกิจกลับกลายเป็นการขายชาติ และถูกต่อต้านจากสหภาพ และ NGOs ทำให้การลดการพึ่งพาน้ำมันของเศรษฐกิจไทย โดยการปรับเปลี่ยนระบบโลจิสติกส์เกิดขึ้นได้ยาก

3. การปฏิรูปการศึกษา เพื่อรองรับยุคโลกาภิวัตน์ ปัจจุบันข้อมูลเคลื่อนย้ายไปทั่วโลกในเสี้ยววินาที ทำให้ความสามารถในการติดตาม และวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อนำมาสู่ข้อสรุปที่ถูกต้องเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้น ระบบการศึกษาที่สอนให้นักเรียนมีความสามารถในการเรียนรู้ และวิเคราะห์ข้อมูลอย่างกว้างขวาง จึงเป็นเรื่องสำคัญ นอกจากนั้น การ "ผลิต" ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ในโลกสมัยคอมพิวเตอร์ น่าจะเป็นการผลิต ที่เน้นความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี จินตนาการ และนวัตกรรม ซึ่งต้องพึ่งพาระบบการศึกษาที่เน้น "คุณภาพ" มากกว่า "ปริมาณ" การศึกษาที่มีคุณภาพนั้น จากที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้เกี่ยวข้องในวงการ และจากการสัมผัสของผมเอง ต้องยอมรับว่าหาได้ไม่ง่ายนักในประเทศไทย เราจึงเห็นผู้ที่มีฐานะทุกคนส่งลูกหลานของตนไปเรียนในต่างประเทศกันเกือบทั้งหมด การปฏิรูปการศึกษา ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องเป็นผู้บุกเบิก แต่ก็มีความยากลำบาก เพราะการปฏิรูปที่แท้จริง น่าจะต้องอาศัยการเปิดเสรี และการแข่งขัน รวมทั้งการออกจากระบบราชการ เพื่อพัฒนาคุณภาพของครูบาอาจารย์ แต่ก็ถูกต่อต้าน และนักการเมือง ก็ไม่กล้าผลักดันเรื่องนี้มากนัก เพราะครูสามารถเป็นหัวคะแนนที่สำคัญได้

ดังนั้น หากเรายังไม่สามารถแก้ปัญหาการเมืองได้ ผมก็เชื่อว่า ยากที่เราจะสามารถผลักดัน การปฏิรูปเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นระบบในระยะยาวครับ