|
||||||||||||||
|
ไปญี่ปุ่นแบบนักธุรกิจ
คอลัมน์ คนเดินตรอก โดย วีระพงษ์ รามางกูร ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4032 สำหรับญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองโตเกียว มาครั้งแรกเมื่อมิถุนายน พ.ศ.2509 หลังจากเรียนจบปริญญาเอกที่อเมริกาในปี 2514 ก็มาสัมมนาในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัยหลายครั้ง ปี 2525 มาเป็นศาสตราจารย์พิเศษสอนเศรษฐกิจการเกษตรอาเซียนเทอมหนึ่งที่คณะเศรษฐศาสตร์การเกษตร มหาวิทยาลัยเกียวโต ทุกครั้งที่มาญี่ปุ่นก็เห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวเองตามฐานะ มาครั้งแรกมาอย่างนักเรียน ไปพักโรงแรมเล็กๆ ที่ชินจูกุ ห้องพักเล็กเท่าแมวดิ้นตาย ห้องน้ำไม่มีต้องไปอาบน้ำที่บ่ออาบน้ำสาธารณะ เสียค่าอาบน้ำ 100 เยน หรือ 6 บาท ในขณะนั้นผู้หญิงน่องทู่ใส่กิโมโน รองเท้าไม้หรือเกี๊ยะเดินตึกๆ อย่างเร็ว ผู้คนสูงประมาณ 150 ซ.ม. มาคราวต่อมาในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัย ก็ยังพักห้องเล็กแถวชินจูกุ ไปประชุมสัมมนาตอนเย็น ไปดื่มเหล้าสาเกกับต้มพะโล้ญี่ปุ่นเรียกโอเด้งกับพวกอาจารย์ด้วยกัน เมื่อมาเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยเกียวโตประมาณ 3 เดือน พักโรงแรมห้องเล็กๆ ตามเดิม ชื่อโรงแรมไดอิจิ แปลเป็นไทยว่า โรงแรมมหาที่หนึ่ง อาจารย์ที่นี่มีบัตรเครดิตของบริษัทที่ศิษย์เก่าเป็นผู้จัดการใหญ่ ใช้ได้ไม่อั้น เกียวโตเป็นเมืองหลวงเก่าเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระจักรพรรดิ จึงยังคงรักษาขนบธรรมเนียมเดิมของญี่ปุ่นมากกว่าเมืองอื่นๆ สุดสัปดาห์ศาสตราจารย์มินามิ ซึ่งเป็นผู้ดูแล จะพานักศึกษาปริญญาเอกกับอาจารย์พิเศษไปรับประทานอาหาร ที่ภัตตาคารที่รับเฉพาะอาจารย์มหาวิทยาลัยเกียวโต เสร็จแล้วไปดื่มน้ำชากาแฟอีกร้านหนึ่ง ซึ่งรับเฉพาะอาจารย์มหาวิทยาลัยเกียวโต เสร็จแล้วไปดื่มเหล้าสาเกอีกแห่งหนึ่งซึ่งเป็นร้านเหล้าของอาจารย์เหมือนกัน เรียกว่ามารับเลี้ยง "สามบ้าน" ทั้ง 3 แห่ง มีเกอิชามาดูแลและคุยด้วยตลอดเวลาที่อยู่ในร้าน อาจารย์มหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่นเป็นคนมีเกียรติมาก อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกียวโตได้รับเงินเดือนสูงกว่าปลัดกระทรวง ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของข้าราชการประจำ มาญี่ปุ่นเที่ยวนี้มาในฐานะนักธุรกิจใหญ่ ได้รับการต้อนรับดีกว่ามาตอนเป็นรัฐมนตรีครั้งก่อน ตอนเป็นรัฐมนตรี พักโรงแรมอิมพีเรียล ข้างพระราชวังอาดาซากะ และพระราชวังโตเกียวที่ประทับของสมเด็จพระจักรพรรดิ มาเที่ยวนี้พักโรงแรมห้าดาวที่นักธุรกิจใหญ่พัก คือ โรงแรมปาร์ก ไฮแอตต์ ห้องเอ็กเซ็กคิวทีฟสวีต ไปรับประทานอาหารเนื้อโกเบ ที่ภัตตาคารซารีน่า บริษัทโตชิบาผู้ขายเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ให้การต้อนรับดีกว่ากระทรวงการคลังญี่ปุ่น ต้อนรับรัฐมนตรีคลังไทย อยู่โตเกียว 2 วัน 2 คืน วันที่ 3 ของวันเดินทาง คือวันที่ 11 มิ.ย. หลังจากอาหารเช้าแบบญี่ปุ่น คือ เอาไข่ดิบตอกใส่ข้าวร้อนๆ โรยด้วยผงปลาแห้งกับงา รับประทานกับผักดองชนิดต่างๆ แล้วก็ซุปเต้าหู้ยี้ญี่ปุ่นเรียกว่ามิโซ พวกเราก็ไปที่สถานีรถไฟโตเกียวซึ่งอยู่กลางเมือง ขึ้นรถไฟชินกันเซ็น ซึ่งมีมานานก่อนใครเขาในโลก คราวนี้ขึ้นไปนั่งชั้นบน เพราะตีตั๋วชั้นหนึ่ง รถไฟหัวกระสุนสายนิงาตะ ไปลงที่สถานีอุระสะ แล้วนั่งรถทัวร์ไปดูระบบเขื่อนผลิตไฟฟ้าของแม่น้ำอะงาโนะ และระบบเขื่อนผลิตไฟฟ้าของแม่น้ำชินาโนะ แต่ละแม่น้ำมีเขื่อน 4 เขื่อนร่วมกันเป็น 8 เขื่อน สามารถผลิตไฟฟ้ารวมกันได้ประมาณ 2,350 เมกะวัตต์ ที่ไปดูละเอียดหน่อย ก็คือเขื่อนโอคูตะดะมิ ซึ่งมีขนาดความกว้างความสูงปริมาณน้ำ จำนวนกังหันน้ำและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และปริมาณไฟฟ้าที่จะผลิตได้ใกล้เคียงกับเขื่อนน้ำงึมสองที่ประเทศลาว ภูมิประเทศอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 500 เมตร กรรมการบริษัทก็ซักถามเล็กน้อยพอเป็นพิธี เพราะเข้าใจอยู่แล้วไม่ใช่ของลี้ลับพิสดารอะไร หลังจากนั้นก็เดินทางไปเมืองน้ำพุร้อน คือเมืองคุซะทสึ ใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมงไปตามทางด่วน ทางด่วนของญี่ปุ่น ตัดเป็นเส้นตรงแหนว คือเจอเหวก็ทำสะพานสูงมารับ เจอภูเขาก็เจาะอุโมงค์ อุโมงค์บางแห่งยาวตั้ง 10-20 ก.ม. ไม่ได้หนีเหวหรือภูเขาอย่างบ้านเรา ระหว่างทางสวยงามด้วยป่าเขาที่เขียวชอุ่ม ป่าทุกแห่งอุดมสมบูรณ์ ญี่ปุ่นไม่ตัดไม้ของตัวเอง ถ้าจะใช้ไม้ก็ซื้อจากต่างประเทศเพราะถูกกว่าตัดไม้ตัวเอง ที่จังหวัดนีงาตะนี้มีการทำนากันมาก ว่ากันว่าข้าวที่นี่มีคุณภาพดีที่สุดของญี่ปุ่น ชื่อว่าพันธุ์ "โคชิฮิตาริ" เพราะต้องการขึ้นที่พื้นที่ที่สูงประมาณ 370-390 ม. เหนือระดับน้ำทะเล และปลูกในฤดูร้อน ราวๆ ปลายเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน แดดต้องดี กลางวันอุ่น กลางคืนอากาศเย็น กลางวันต้นข้าวปรุงอาหารได้เต็มที่ กลางคืนก็นอนพักอย่างสบาย น้ำสะอาดเพราะใช้น้ำบาดาล ไม่มีหินปูนหรือเค็มเพราะเกลือ ถือเป็นน้ำที่คนดื่มได้ เป็นน้ำที่ละลายจากหิมะลงไปใต้ดิน ปลูกไม่แน่นจนเกินไป คือใช้เนื้อที่เพียง 70 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ ข้าวเปลือก 1 ตัน ใช้น้ำ 6 ตันครึ่ง ข้าวสารชนิดนี้ราคาแพงหูฉี่ กิโลหนึ่ง 800 บาท ที่นี่เขารักและเคารพข้าวมาก เมื่อลูกอายุครบ 20 จะมีการทำพิธีเอาตะเกียบคีบข้าว 1 เม็ด ใส่ปากเพื่อเป็นสัญญาณว่านี่เป็นข้าวเม็ดสุดท้ายที่พ่อแม่จะให้ข้าวลูกกิน ต่อไปลูกต้องไปทำมาหาข้าวกินเอง เป็นประเพณีเก่าแก่มาแต่โบราณ ทุ่งนานั้นมีคันนา บางแห่งทำบนเนินเขาเป็นชั้นๆ สวยงาม บางแห่งก็เป็นที่ราบ เป็นระเบียบสวยงาม มาถึงเมืองคุซะทสึ เข้าพักที่โรงแรมซากูระอิ รับประทานอาหารชุดไคเซกิ ซึ่งเป็นชุดต้อนรับแขกเมืองพร้อมกับเหล้าลูกบ๊วย นั่งพื้นปูด้วยเสื่อแบบขันโตก เสร็จแล้วก็ขึ้นไปเปลี่ยนเป็นชุดยูกะตะ ลงไปบ่อน้ำแร่อุณหภูมิประมาณ 41 องศา หลังจากอาบน้ำสระผมจนสะอาดแล้วก็ลงแช่ประมาณ 20 นาทีขึ้นมาชมการแสดงพื้นเมืองเป็นระบำตีกลอง รุ่งเช้าไปดูแหล่งน้ำพุร้อนยูบาทาเกะ มีน้ำพุร้อนประมาณ 70 องศา พุ่งออกมาด้วยความแรงประมาณ 5,000 ลิตรต่อนาที ซึ่งเขาว่าแรงที่สุดในญี่ปุ่น มีกลิ่นกำมะถันฉุน เอาน้ำมาพักในรางไม้ ให้กำมะถันระเหย น้ำเย็นลงแล้วก็ปล่อยไปที่โรงแรมต่างๆ ที่มีอยู่รายรอบแหล่งน้ำพุนี้ รอบๆ น้ำพุมีร้านขายของที่ระลึกเรียงรายอยู่จนรอบ หลังจากนั้นประมาณ 9.00 น. ก็นั่งรถไปเมืองคารุยซาวะ ตลอดทางไปตามซอกเขา แวะรับประทานอาหารกลางวัน ที่เขาเรียกว่าเอาต์เลต ใหญ่โตเหมือนศูนย์การค้านอกเมืองที่อเมริกาหรือยุโรป เมืองคารุยซาวะเป็นเมืองตากอากาศหน้าร้อนที่แพงและรวยที่สุดของญี่ปุ่น อากาศในฤดูร้อน ร้อนที่สุดคือประมาณ 10-15 องศาเท่านั้นเอง เมืองนี้ได้รับการควบคุมอย่างสวยงามด้วยต้นไม้และดอกไม้ที่ร่มเย็น ถนนก็เล็กๆ ข้างทางมีบ้านเรือนเล็กๆ ชั้นเดียว ที่ญี่ปุ่นการจัดสวนในเมืองไม่เหมือนอเมริกาหรือยุโรป ที่ชอบทำแปลงดอกไม้สีฉูดฉาดเป็นแห่งๆ แต่ที่ญี่ปุ่นเน้นต้นไม้ยืนต้นสูงบ้างเตี้ยบ้าง พร้อมกับก้อนหินและสนามหญ้าที่เขียวขจี สวยแบบผู้ดี มีรสนิยม สนามกอล์ฟให้ทดสอบฝีมือ แต่ใช้หญ้าค่อนข้างยาว ตียากกว่าสนามเมืองไทยหรืออเมริกา แล้วก็เข้าพักที่โรงแรมคารุยซาวะมัมเปย โรงแรมแห่งนี้อยู่ในบริเวณที่กว้าง มีต้นไม้ใหญ่ เช่น ต้นเมเปิลญี่ปุ่น ต้นสน และต้นแป๊ะก๊วยขึ้นสูงเขียว พื้นดินคลุมด้วยต้นเฟิร์น อาคารมีเพียง 2 ชั้น ทาสีขาว ตัดขอบสีน้ำตาลเข้มหลังคากระเบื้องแผ่นเรียบสีเทาเข้ม มองไกลๆ คล้ายแป้นเกล็ดของเรา เดินในบริเวณโรงแรมซึ่งวางแผ่นอิฐที่ทำเหมือนหินให้เดินจึงมีความรู้สึกว่ากำลังเดินป่า ไม่ใช่เดินอยู่ในบริเวณโรงแรม โรงแรมมัมเปยแห่งนี้เป็นโรงแรมที่เก่าแก่ของเมืองคารุยซาวะเหมือนกับโรงแรมโอเรียนเต็ลของกรุงเทพฯ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2437 สมัยพระพุทธเจ้าหลวงของเรา รุ่นๆ เดียวกับโรงแรมโอเรียนเต็ล การจัดการต้อนรับ การบริการ รวมทั้งห้องอาหาร ยังทำเป็นแบบญี่ปุ่น และแบบตะวันตกอย่างน่าทึ่ง รุ่งขึ้นไปชมสวนหินลาวาจากภูเขาไฟที่หุบเขาโอนิ โอชิคาชิ สวนหินลาวานี้เป็นหินลาวาที่ไหลมาจากภูเขาไฟอาซามะ อยู่ห่างไปทางใต้ประมาณ 20 ก.ม. เป็นภูเขาไฟที่เกิดขึ้นมาเมื่อ 30,000 ปีมาแล้ว ระเบิดครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2326 หลังตั้งกรุงเทพฯเป็นเมืองหลวงปีหนึ่ง ครั้งนั้นพ่นลาวาออกมาเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร พื้นที่หลายตารางกิโลเมตรกลายเป็นสวนหินลาวา ครั้งสุดท้ายระเบิดอีกเมื่อ 4 ปีที่แล้ว คือปี 2547 แม้ไม่มีลาวาพวยพุ่งออกมา แต่ก็พ่นฝุ่นภูเขาไฟปกคลุมทั่วไปไกลถึง 7-8 กิโลเมตร บนสวนหินมีวัดเจ้าแม่กวนอิมแบบญี่ปุ่นให้กราบไหว้ ตอนบ่ายได้ไปชมน้ำตกชิราอิโตะ น้ำตกมีความสูงเพียง 3 เมตร แต่กว้างถึง 70 เมตร น้ำตกนี้ตกมาจากแม่น้ำยูกาวะ ที่ขอบบนน้ำตกมีหินกั้นน้ำไว้ น้ำจึงตกมาตามซอกหินไหลเป็นสายคล้ายกับด้ายสีขาว บรรยากาศเหมือนอยู่ในป่าเมืองหนาว เต็มไปด้วยไม้สน ไม้ซีดาร์ ไม้เบริด ที่พื้นดินมีเฟิร์นและตะไคร่น้ำขึ้นอยู่ทั่วไป บรรยากาศร่มเย็น กลับมาเก็บของที่โรงแรมมัมเปย แล้วไปสถานีรถไฟ คารุยซาวะกลับมากรุงโตเกียว วันรุ่งขึ้นพากันไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์เอโดะ แปลว่า "ปากน้ำ" เป็นชื่อเก่าของเมืองโตเกียวก่อนจะเป็นเมืองหลวงญี่ปุ่นในปัจจุบัน เดิมเมืองหลวงอยู่ที่เมืองเกียวโต โชกุนตระกูลสุดท้ายคือ โตกุกาวะ ซึ่งเคยเป็นไดเมียวหรือเจ้าผู้ครองแคว้นนาโงย่า เป็นผู้ย้ายเมืองหลวงจากเกียวโตมาที่เอโดะแล้วเปลี่ยนชื่อเป็นโตเกียว พิพิธภัณฑ์เอโดะเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเอโดะ จำลองบรรยากาศญี่ปุ่นเมื่อ 550 ปีก่อนมาถึงปัจจุบัน มาญี่ปุ่นหลายทีก็ไม่เคยมาดู พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จัดแสดงเครื่องแต่งกาย ชีวิตความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียม สถาปัตยกรรม บ้านเรือน ยานพาหนะ ถ้วยชามรามไห จิตรกรรม ประติมากรรมจากสมัยเอโดะมาจนถึงปัจจุบัน น่าดูมาก ตอนบ่ายเดินทางไปนาริตะเตรียมตัวกลับบ้าน แวะที่ห้างสรรพสินค้าอิออน ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าใหญ่ที่สุดในเมืองนาริตะ มีร้านค้าขายของทุกชนิด ตั้งแต่สินค้ามียี่ห้อมาจนถึงสินค้าทุกอย่าง 100 เยน ไปดูแล้วส่วนมากเป็นสินค้าจากจีน เหมือนกับของที่ชาวตลาดนัดต่างจังหวัดบ้านเราที่ขายทุกอย่าง 20 บาท ของคุณภาพดีพอสมควร ผู้คนพากันซื้อกันใหญ่ มาญี่ปุ่นเที่ยวนี้ที่ประทับใจที่สุดคือโถส้วม โถส้วมที่นี่มีเครื่องทำความร้อนให้สบายก้น เสร็จธุระใช้กระดาษชำระแล้วกดน้ำให้พุ่งขึ้นล้างก้นแล้วก็สเปรย์ให้แก้มก้นสะอาดแล้วมีลมอุ่นทำให้ก้นแห้ง สบายก้นจริงๆ อยากเอาไปติดตั้งที่กรุงเทพฯจัง หน้า 37
|