|
||||||||||||||
|
ชาติที่ภูมิซรอลกับชาติที่มัฆวาน
นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 28 ฉบับที่ 1458 นอกจากผมแล้ว คงมีอีกหลายคนที่สะเทือนใจอย่างมากกับการปะทะกันถึงเลือดตกยางออก ระหว่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กับชาวบ้านตำบลภูมิซรอล อำเภอกันทรลักษณ์ ผู้สื่อข่าวของทีวีไทยซึ่งฝังตัวอยู่ที่ภูมิซรอลมาหลายวันก่อนเหตุการณ์ ยืนยันว่าชาวบ้านไม่ใช่ "ม็อบจัดตั้ง" (ความหมายของคำนี้คลุมเครือ หากใช้เงินจ้างวานให้เกิด "ม็อบ" ก็ถือว่าจัดตั้ง แต่ใช้เงินเพื่อปลุกเร้าให้เกิด "ม็อบ" ก็ไม่ถือว่าจัดตั้ง ความต่างจึงอยู่ที่วิธีใช้เงินของผู้จัดตั้งเท่านั้น) การสัมภาษณ์พูดคุยกับชาวบ้านทางทีวีหลังเหตุการณ์ ยิ่งพิสูจน์ว่า ไม่มีใครจ้างวานให้ชาวบ้านออกมาขัดขวางขบวนของกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ชาวบ้านต้องการจะปกป้องวิถีชีวิตที่ตนหาอยู่หากินเป็นปรกติของตนเอาไว้ ไม่ต่างจากชาวบ้านปากมูลต้องการจะปกป้องวิถีชีวิตประมงพื้นบ้านของตน มิให้โครงการเขื่อนเข้ามาทำลาย จะต่างกันอยู่บ้างก็คือ เขื่อนมาจากรัฐซึ่งคนชั้นกลางควบคุมอยู่ ในขณะที่การประกาศเจตนารมณ์ที่ผามออีแดงของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นโครงการที่คนชั้นกลางทำเองโดยไม่ผ่านรัฐเท่านั้น การปะทะกันของม็อบ ไม่ว่าจะจัดตั้งหรือไม่ ดูเป็นเรื่องที่คนไทยคุ้นเคยมานานแล้ว โดยเฉพาะในสอง-สามปีหลังนี้เกิดขึ้นบ่อยพอควร แต่ผมก็ไม่รู้สึกสะเทือนใจเท่าครั้งนี้ เพราะอย่างที่รู้ๆ กันอยู่แล้วว่า เบื้องหลังคือการแก่งแย่งอำนาจและผลประโยชน์ของกลุ่มคนชั้นกลางด้วยกันเอง ผมได้แต่รู้สึกหงุดหงิดเท่านั้นว่า เหตุใดกลไกเพื่อความขัดแย้งโดยสงบในสังคมไทยจึงไม่ทำงาน แต่เหตุการณ์เลือดตกยางออกที่ภูมิซรอลครั้งนี้ ไม่ใช่ความขัดแย้งเพื่อแย่งอำนาจและผลประโยชน์อย่างที่ผ่านมา หากเป็นความขัดแย้งระดับโลกทรรศน์ โดยเฉพาะในจินตนากรรมเกี่ยวกับชาติ ความเข้าใจของผมในข้อนี้ได้รับการยืนยันจากคำสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ของหนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ ผู้สื่อข่าวถามท่านว่า ในทัศนะของชาวบ้านที่ภูมิซรอล ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาในบริเวณปราสาทพระวิหารมีมานานแล้ว แต่ในพื้นที่ก็ยังมีการติดต่อกันระหว่างคนสองฝั่งเป็นปรกติ ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อเพื่อซื้อขายแลกเปลี่ยน หรือติดต่อถามไถ่ทุกข์สุขกันในฐานะญาติมิตร ความสงบในพื้นที่ทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวนมาก ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญอีกอย่างหนึ่งของชาวบ้าน ฉะนั้น ชาวบ้านจึงอยากให้ความสงบในพื้นที่นี้ดำรงอยู่ต่อไป ส่วนความขัดแย้งระดับรัฐก็เจรจาต่อรองกันไป นี่จะเป็นแนวทางการแก้ปัญหาอย่างหนึ่งได้หรือไม่ (ผมได้ทราบเป็นส่วนตัวจากผู้สื่อข่าวคนหนึ่งว่า เมื่อเขาเข้าไปคุยกับชาวบ้านเขมรซึ่งตั้งร้านค้าและบ้านเรือนในพื้นที่ซึ่งเป็นกรณีพิพาท แม้ชาวบ้านเขมรเหล่านั้นยืนยันว่าผืนดินตรงที่เขาอยู่เป็นแผ่นดินกัมพูชา แต่สิ่งที่อยู่ในความวิตกห่วงไยของเขามากกว่า ไม่ใช่เรื่องแผ่นดิน 4.6 ตารางกิโลเมตร ควรเป็นของใครเท่ากับว่า ความตึงเครียดในความสัมพันธ์ในพื้นที่ จะทำให้เขาไม่อาจข้ามมาซื้อสินค้าจากฝั่งไทย) ท่านที่เป็นหนึ่งในแกนนำตอบว่า เรื่องพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหาร กลายเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าระดับท้องถิ่นแล้ว บัดนี้ได้ขยายขึ้นมาถึงระดับชาติและระดับสากลแล้วด้วยซ้ำ จึงเกินความสามารถของชาวบ้านในท้องถิ่นจะแก้ไขอะไรได้ ผมเข้าใจความหมายของคำพูดของท่านว่า เมื่อคนชั้นกลางจากหัวเมืองต่างๆ ในภาคอิสาน ยกขบวนกันไปประกาศเจตนารมณ์และความรักชาติที่ผามออีแดง คือการตอบสนองต่อปัญหาระดับชาติและระดับสากลที่เหมาะสมกว่า คือยกระดับความตึงเครียดในความสัมพันธ์กับกัมพูชาให้สูงขึ้น รวมทั้งขยายความตึงเครียดนั้น ให้แผ่ไปถึงพื้นที่ทุกตารางนิ้วของไทย เพราะชาติกำลังสูญเสียอธิปไตยบนพื้นแผ่นดินของชาติ จึงต้องระดมกำลังของชาติออกตั้งรับอย่างแข็งแกร่ง ท่านไม่ได้อธิบายว่า ขบวนของคนชั้นกลางที่ขึ้นไปประกาศเจตนารมณ์บนผามออีแดงนั้น มีความสามารถมากกว่าชาวบ้านภูมิซรอลตรงไหนในการจัดการกับกรณีพิพาทที่เกิดขึ้น ผมจึงขอเดาเอาเองว่า เมื่อไรเป็นเรื่องระดับชาติและสากล คนชั้นกลางต่างหากที่มีสิทธิและความสามารถในการจัดการมากกว่าชาวบ้านในท้องถิ่น เพราะคนท้องถิ่นมีความสามารถจำกัด มองอะไรได้ไม่กว้างไกลไปถึงระดับชาติและระดับสากลหรอกครับ อันที่จริงนี่ไม่ใช่ความคิดใหม่อะไร แต่เป็นแนวคิดพื้นฐานของคนมี "การศึกษา" ซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นคนชั้นกลางตลอดมา (ผมไม่ได้หมายเฉพาะในเมืองไทยนะครับ แต่รวมทั้งโลกเลยทีเดียว ชาวอินเดียนพื้นเมืองในสหรัฐจะรู้จักประโยชน์ของชาติมากไปกว่าคนที่จบฮาร์วาร์ดได้อย่างไร) เขื่อนปากมูลแม้ผลิตกระแสไฟได้น้อยมาก (เมื่อเทียบกับความสูญเสียหรือต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการสร้างเขื่อน) แต่มีความจำเป็นสูงในแง่ของความมั่นคงของกระแสไฟฟ้าระดับชาติ (และระดับสากล) เพราะอิสานใต้เป็นช่องโหว่ของความมั่นคงด้านพลังงาน ไฟฟ้าที่ซื้อจากลาววิ่งเข้ามาทางอิสานเหนือ ไฟฟ้าในอิสานใต้จึงขึ้นอยู่กับแหล่งผลิตไม่กี่แหล่งที่ขยายกำลังการผลิตไปจนถึงที่สุดแล้ว ไฟฟ้าจำนวนน้อยที่ได้จากเขื่อนปากมูลจึงมีความสำคัญสุดยอดในระดับชาติและระดับสากล คนบ้านปากมูลจึงไม่มีทางรู้หรือเข้าใจได้ว่าชาติต้องการอะไร ปลาอีตู๋ไม่กี่ตันที่จับได้จะมาแลกกับความมั่นคงด้านพลังงานของชาติได้อย่างไร มีคนที่เป็นเจ้าของชาติมากกว่าเขา ได้ช่วยตัดสินใจให้แล้วว่า เขาควรเสียสละปลาอีตู๋เหล่านั้นเพื่อชาติ ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นจากการสร้างเขื่อน เป็นปัญหาระดับท้องถิ่นที่อยู่ในแดนความสามารถของเขานั่นแหละ แก้ไปเองเถิด รัฐช่วยได้บ้างเท่าที่พอจะช่วย เช่น จ่ายเงินชดเชย, ปล่อยลูกกุ้งลงแม่น้ำมูล, และสร้างบันไดปลาโจน แนวคิดอย่างนี้อธิบายความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านและรัฐ-ทุนได้ทุกเรื่องครับ ไม่ว่าจะเป็นการวางท่อก๊าซผ่านป่าและชิดบ้านเรือนที่กาญจนบุรี หรือการผูกขาดการศึกษาของชาติอย่างตายตัว การปะทะกันจนเลือดตกยางออกที่กันทรลักษณ์จึงเป็นการปะทะกันระหว่างชาติที่ภูมิซรอล และชาติที่มัฆวาน ก่อนหน้าการปะทะกันสักสองสัปดาห์ เมื่อปัญหาปราสาทเข้าพระวิหารกำลังจะขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ผู้สื่อข่าวรายการ "เวทีสาธารณะ" ของทีวีไทย ไปเปิดการพูดคุยกับชาวบ้านที่นั่น ในท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างประเทศซึ่งเพิ่มพูนขึ้นทุกนาที ชาวบ้านที่นั่นซึ่งมีเชื้อสายเขมรและมีญาติพี่น้องอยู่อีกฝั่งหนึ่งด้วย ไม่ได้พูดถึงอธิปไตยของชาติ แต่พูดถึงการใช้ทรัพยากรร่วมกันระหว่างคนท้องถิ่นในฝั่งไทยและกัมพูชา บางคนแสดงความวิตกกังวลว่า เมื่อฝ่ายกัมพูชาปิดพรมแดนพร้อมกำลังทหารเช่นนี้ เขาจะเข้าไปหาของป่าในฝั่งกัมพูชาอย่างที่เคยทำมาได้อย่างไร บางคนบอกว่านักท่องเที่ยวหายไปหมดเช่นนี้ แล้วร้านอาหารของเขาจะขายใครได้ บางคนติดต่อกับญาติมิตรทางฝั่งกัมพูชาเป็นประจำด้วยโทรศัพท์มือถือ รู้ความเป็นไปทางฝั่งโน้นมากพอจะเล่าได้ว่าทางฝั่งโน้นเขากะจะฉลองกันเมื่อไรและอย่างไร หากพระวิหารได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก หลายคนในวงสนทนาบอกว่า เขาเดินทางเข้าออกเพื่อทำธุระหรือพบปะญาติมิตรทางฝั่งโน้นเป็นประจำ บางครั้งก็ผ่านด่านอย่างถูกต้อง บางครั้งก็ได้แต่เดินข้ามไปเฉยๆ เขาไม่รู้ว่า เมื่อไรเหตุการณ์จึงจะคลี่คลายพอที่เขาจะทำอย่างนั้นได้อีก ชีวิตจริงครับ ชีวิตจริงของผู้คนตามชายแดนทั้งนั้น พระวิหารและดินแดนที่เป็นข้อพิพาทระหว่างไทยกัมพูชากระทบต่อชีวิตของเขาในลักษณะนี้แหละครับ ตารางนิ้วไหนของแผ่นดินจะเป็นของใครก็ตาม ชีวิตที่จะต้องดำเนินต่อไปจะเป็นไปได้อย่างไร นี่คือปัญหาของเขา ผมไม่คิดว่าชาวบ้านที่ภูมิซรอลขาดความรักชาติ แต่ชาติที่เขารักเป็นชาติที่ผดุงชีวิตของเขาให้ดำเนินไปตามวิถีทางที่เขาสามารถจัดการมันได้ ชาติลอยๆ ที่สูงส่งและเรียกร้องการเสียสละจนเลือดหยาดสุดท้ายจากพลเมืองนั้น ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับชีวิตของเขาเลย ตรงกันข้ามกับชาติที่มัฆวาน ซึ่งพระวิหารและดินแดนพิพาทไม่ว่าจะอยู่กับใคร ก็หาได้กระทบต่อชีวิตของเขาไม่ ที่เดือดเนื้อร้อนใจก็เพราะชาติที่สูงส่งและเรียกร้องการเสียสละอย่างสุดตัวนั้น กำลังสูญเสียอธิปไตยบนพื้นที่ซึ่งพวกเขาถือว่าเป็นของชาติไป ฉะนั้น แม้ไม่กระทบต่อชีวิตของเขาโดยตรง แต่ก็กระทบต่อจินตนากรรมความเป็นชาติของเขาอย่างร้ายแรง จินตนากรรมชาติที่สูงส่งและอยู่พ้นออกไปจากชีวิตของคนเช่นนี้แหละ ที่คนชั้นกลางถูกพร่ำสอนผ่านการศึกษาและสื่อมาตลอดชีวิต พวกเขาพร้อมจะเสียสละทุกอย่างเพื่อชาติในจินตนาการนี้ ไม่เฉพาะแต่เพียงชีวิตและเลือดเนื้อ แต่รวมถึงเสรีภาพ, ความยุติธรรม, ประชาธิปไตย, หรือแม้แต่มนุษยธรรม ("ฆ่าพวกแขกกบฏให้หมด") ฉะนั้น การปะทะกันที่ภูมิซรอล อำเภอกันทรลักษณ์จึงเป็นการปะทะกันระหว่างจินตนากรรมเกี่ยวกับชาติสองอย่าง ชาติที่เป็นนามธรรมและอยู่สูงสุดเอื้อม (transcendental) กับชาติที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ดำเนินไปเป็นปรกติของผู้คน (immanent) อันที่จริงการปะทะกันของจินตนากรรมเกี่ยวกับชาติสองอย่างเช่นนี้ ได้เกิดมาหลายครั้งหลายหนแล้ว แต่คู่ความขัดแย้งจะเป็นระหว่างชาวบ้านและรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ หากทว่าคู่ความขัดแย้งที่กันทรลักษณ์เป็นระหว่างชาวบ้านและกลุ่มคนชั้นกลาง ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของผู้สนับสนุนพันธมิตรฯ และนี่อาจนับเป็นครั้งแรกของการปะทะกันของคู่ความขัดแย้งใหม่นี้ หน้า 20
|