|
||||||||||||||
|
ความขัดแย้งทางการเมือง
และประชาธิปไตยที่ยั่งยืน
คอลัมน์ ล่องคลื่นโลกาภิวัตน์ โดย สฤณี อาชวานันทกุล www.fringer.org ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4021 (3221) หลังจากที่เขียนเรื่อง "การพัฒนาอย่างยั่งยืน" ติดกันมา หลายตอน ผู้เขียนก็ขอ "บ่น" เรื่องการเมืองกับเขาบ้าง ไม่ใช่เพื่อให้ ทันสมัย แต่เพื่อระบายความอัดอั้นตันใจ ที่สะสมมานานหลายเดือน แม้ว่าจะพยายามไม่รับรู้อะไรเลยก็ไม่สำเร็จ เพราะสื่อยุคโลกาภิวัตน์นำเสนอข่าว ทุกช่องทางอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ (วันนี้ผู้เขียนมาบ่นอย่างเดียว ไม่มีใครจ้างให้ชิมอะไร แถมยังไม่ใช่นายกรัฐมนตรี จึงไม่ต้องตีความให้ปวดหัวว่า "ลูกจ้าง" กับ "รับจ้าง" แตกต่างกันอย่างไร) อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าวันนี้ผู้เขียน จะเขียนเรื่องการเมืองก็คงจะไม่ออกนอกประเด็น "การพัฒนาอย่างยั่งยืน" ไปมากนัก เพราะในยุคโลกาภิวัตน์ที่ผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจมักจะมีอำนาจครอบงำรัฐบาลหรือกำหนดนโยบายการมีระบอบประชาธิปไตยที่ "ยั่งยืน" พอสมควรนั้นน่าจะเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นต่อการสร้างและดำเนินนโยบาย "การพัฒนาอย่างยั่งยืน" ระดับประเทศ เพราะโดยนิยามนโยบายพัฒนาที่ดำเนินด้วยความมุ่งหมายว่าจะให้ "ยั่งยืน" นั้น ต้องใช้เวลานานหลายปี หรือหลายทศวรรษกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ายั่งยืนจริงหรือไม่ ดังนั้นถ้ารัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ กฎหมายสูงสุดอย่างรัฐธรรมนูญถูกแก้อยู่เนืองๆ ในทางที่ทำให้นักกฎหมายไม่แน่ใจว่าประเทศยังอยากเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ประชาชนใจร้อนกลุ่มหนึ่งเรียกร้องให้ทหารออกมา "ล้างไพ่" ใหม่ทุกครั้งที่คนที่ตนเชื่อว่าโกงได้รับเลือกตั้งโดยไม่รอให้ศาลตัดสิน สถานการณ์เช่นนี้ก็ยากที่รัฐบาลจะบริหารประเทศแบบ "มองการณ์ไกล" ได้ อย่างน้อยที่สุด "ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน" ควรหมายถึงภาวะรัฐบาลที่มาจากการ เลือกตั้งสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความขัดแย้งทางการเมืองนั้นไม่ใช่ต้องถึงขนาด "ไม่มี" เลย เพราะคนหลายกลุ่มย่อมขัดแย้งกันเป็นธรรมดาอยู่แล้ว แต่ในประชาธิปไตยที่ยั่งยืน รัฐบาล ไม่ควรเผชิญกับความเสี่ยงที่จะถูกถอดถอน ทั้งชุดโดยผู้ประท้วงหลักหมื่นคนที่ไม่มีเหตุผลที่ "ใหญ่" พอที่จะถอดถอน เพราะถ้าผู้ประท้วงมีเหตุผลไม่เพียงพอ แต่สามารถกดดันจนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งออกจากตำแหน่งได้ ระบอบการปกครองก็อาจไม่ใช่ประชาธิปไตย เรียกว่าระบอบที่ปกครองโดยม็อบ หรือ "mob rule" อาจจะถูกต้องกว่า แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศที่ ประชาธิปไตยยั่งยืน องค์กรและสถาบัน ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ หรือถ่วงดุลก็ต้องสามารถทำงานของตัวเองได้อย่างมี ประสิทธิภาพและไม่ถูกนักการเมืองแทรกแซงอย่างง่ายดายด้วย เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องหมดหวังในกลไกตรวจสอบจนออกมาเดินขบวนประท้วงอย่างที่แล้วๆ มา ถ้ามีเหตุอันควรสงสัยว่า ใครในรัฐบาลคอร์รัปชั่น รัฐบาลก็ต้องยอมรับการ ตรวจสอบจากพรรคฝ่ายค้านและองค์กรอิสระต่างๆ ส่วนสถาบันอื่นๆ เช่น ศาลสถิตยุติธรรม รัฐสภา และวุฒิสภา ก็ควรทำหน้าที่ของตนตามขอบเขตในรัฐธรรมนูญ ไม่ออกมาก้าวก่ายแทรกแซงการทำงานของรัฐบาล หรือ "หาเรื่อง" จับผิดหยุมหยิมเพื่อเล่นงานนักการเมืองบางคน จนทำให้รัฐบาลทำงานแทบไม่ได้ จนอีกหน่อยก็จะไม่มีใครที่มีความสามารถอยากมาเล่นการเมือง เพราะแค่ถือ "หุ้นสัมปทาน" มูลค่าไม่ถึงหมื่นบาทก็สุ่มเสี่ยงต่อการ ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งแล้ว (ว่ากันตามจริง ผู้เขียนคิดว่าประเทศไทยมีกฎหมายหลายฉบับที่เคร่งครัดเกินไปจนไม่ควรออกมาเป็นกฎหมาย หรือไม่ก็โฟกัส "ผิดที่" เสียจนแทบไร้ประสิทธิผล ในทางปฏิบัติ เช่น ไปโฟกัสที่การออกแบบกระบวนการที่จะเฟ้นหาแต่ "คนดี" มารับใช้บ้านเมือง ราวกับว่าประเทศไทยเป็นประเทศวิเศษที่มี "คนดี" มากกว่าประเทศอื่นๆ แทนที่จะให้ความสำคัญกับการออกแบบกระบวนการตรวจสอบ และบังคับความรับผิด (accountability) ที่เพิ่ม "ต้นทุน" ให้กับ "คนเลว" จนไม่กล้าทำเลวเมื่อรับตำแหน่งบริหาร หรือไม่ถ้าทำแล้วก็จับตัว มาลงโทษในศาลได้) แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ไม่ควรทำทุกวิถีทางเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบหรือแทรกแซงการทำงานของข้าราชการ อย่างโจ๋งครึ่มจนชัดเจนว่ามีวาระซ่อนเร้นทางการเมือง ไม่ได้ตั้งใจจะทำงานอย่างโปร่งใส และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งอย่างแท้จริง ผู้เขียนเชื่อว่า ก่อนที่ระบอบประชาธิปไตยจะหยั่งรากแก้วและดำเนินอย่างยั่งยืนได้จริง ประชาชนส่วนใหญ่จะต้องตระหนักว่า เผด็จการในคราบประชาธิปไตยเป็นอันตรายต่อประชาธิปไตยพอๆ กับเผด็จการซึ่งๆ หน้า ตระหนักว่ากลไกการเลือกตั้งสำคัญพอๆ กับกลไก การตรวจสอบและถ่วงดุล เคารพในบทบาทหน้าที่ของสถาบันต่างๆ รวมทั้งการเมืองภาคประชาชนตามหลักประชาธิปไตยที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วในประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศว่าใช้การได้จริง ถึงแม้ว่าบริบททางวัฒนธรรมและสังคมของแต่ละประเทศจะแตกต่างกันอย่างมากมายมหาศาล ไม่ใช่พยายามแก้ปัญหาผิดที่ผิดทาง ผิดสถาบันวุ่นวายจนไม่เหลือหลักการใดๆ อีกต่อไป เช่น พยายามแก้ปัญหาหลังเลือกตั้ง (อาทิ มีนักการเมือง "ขี้โกง" เข้าสภา) ด้วยการแก้รัฐธรรมนูญให้ประชาชนมีสิทธิเลือกผู้แทนฯน้อยกว่าเดิม (แต่ถ้าฝ่าย "ขี้โกง" พยายามแก้รัฐธรรมนูญเพื่อ "ฟอกโกง" ให้ตัวเอง ก็ต้องสรุปว่าไม่มีใครดีกว่ากัน) ตราบใดที่แก้ปัญหาไม่ตรงจุด ไม่ตรงประเด็น ประชาธิปไตยก็ไม่มีวันจะยั่งยืน เพราะความขัดแย้งและอคติก็จะดำรง อยู่ต่อไป ขณะที่เขียนอยู่นี้ (กรกฎาคม 2551) รอบใหม่ของความขัดแย้งทางการเมือง ในไทยกำลังปะทุขึ้นเกี่ยวกับอธิปไตยไทย และเขาพระวิหาร หนึ่งใน "ธง" คลาสสิกสามผืน คือ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ที่ไม่ว่าจะหยิบมา "เล่น" เมื่อใดก็จุดกระแส "ติด" เมื่อนั้น เพราะเป็นองค์ประกอบของ มโนทัศน์ชาตินิยม "แบบไทยๆ" ทำนอง "เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย" ที่ครอบงำสังคมไทยอย่างแน่นหนา ตั้งแต่ก่อนที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม จะเปลี่ยนชื่อประเทศจาก "สยาม" เป็น "ไทย" ด้วยซ้ำไป (ท่านใด ที่สนใจอ่านบทความที่สรุปความเป็นมา และ "วิกฤตอัตลักษณ์ไทย" ที่เกิดจาก มโนทัศน์แบบนี้ได้อย่างดีเยี่ยม ผู้เขียนขอแนะนำ "การสร้างความเป็นไทยกระแสหลัก" และ "ความจริง" ที่ "ความเป็นไทย" สร้างโดย รศ.สายชล สัตยานุรักษ์ ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้จากหน้า "downloads" ในบล็อกส่วนตัวของผู้เขียน) ผู้เขียนยังคงเชื่อเหมือนกับตอนที่เขียนในคอลัมน์นี้เมื่อเดือนที่แล้วว่า ความขัดแย้งทางการเมืองรอบนี้ไม่มีทางจะ "สงบ" ลงได้อย่างยั่งยืน เพราะดูเหมือนว่าคนไทยส่วนใหญ่ได้แตกออกเป็น 3 ฝ่ายไปแล้วเรียบร้อย คือฝ่ายที่สนับสนุนอดีตนายกฯ ทักษิณ และพรรคพลังประชาชนอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู ฝ่ายต่อต้านที่นำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ก็ค้านอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูเหมือนกัน และฝ่ายที่อยู่ตรงกลางที่ตัดสินใจ "ไม่เลือกข้าง" ด้วยเหตุผลที่หลากหลาย นับตั้งแต่อาการ "เบื่อการเมือง" ไปจนถึงคนจำนวนไม่น้อย ที่ไม่อยากเลือกข้างเพราะดู "ไม่เข้าท่า" ทั้งสองข้าง ไม่อยากตกเป็น "เครื่องมือ" ของใคร เห็นด้วยกับจุดยืนของข้างใดข้างหนึ่งแต่ไม่ชอบวิธีการ หรือไม่ก็รู้สึกท้อแท้ ที่เห็นคนทุ่มเถียงกันด้วยอารมณ์ อคติ และความมักง่าย มากกว่าจะยึดมั่นในเหตุผล หลักการ หรือข้อมูลหลักฐานที่พิสูจน์ได้ แถมยังเถียงกันแบบ "เหมารวม" ทุกประเด็นว่า "ดี 100%" หรือ "เลว 100%" โดยไม่ใช้วิจารณญาณแยกแยะ อีกต่อไป ความขัดแย้งทางการเมืองรอบนี้ใช่ว่าจะไม่มีอะไรดีเลย อย่างน้อยมันก็จุดประกายให้ประชาชนจำนวนไม่น้อย หันมาสนใจการเมืองมากขึ้น แทนที่จะสนใจเฉพาะช่วงฤดูเลือกตั้ง ผู้เขียนคิดว่าความขัดแย้งใด ทุกเรื่องที่เป็น "ประเด็นสาธารณะ" ล้วนเป็น "กระบวนการเรียนรู้" ที่เป็นประโยชน์ต่อทุกคนทุกฝ่ายโดยอัตโนมัติ เพราะอย่างน้อยก็ทำให้คนหันมามอง "เรื่องส่วนรวม" กันบ้าง แทนที่จะคิดแต่เรื่องส่วนตัวตามปกติ วิถีของยุคปัจเจกนิยม (ถึงแม้ว่าคนจำนวนมากดูจะยัง "สายตาสั้น" เกินกว่า ที่จะมองเห็น "ปัญหาเชิงโครงสร้าง" ของสังคมไทย ที่ทับถมหมักหมมมานานหลายทศวรรษ ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกว่า "เสียง" ของพวกเขาไม่เคยมีความหมาย และดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่หลายคนจะให้การสนับสนุนพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน เพราะอย่างน้อยก็มองเห็นความเดือดร้อนของพวกเขา ถึงแม้บางคนอาจมองว่าทั้งสองพรรคนี้ทำให้ประชาชน "เสีย" มากกว่า "ได้" ในระยะยาว เพราะทำให้ "เสพย์ติด" มาตรการประชานิยมต่างๆ จนไม่คิดที่จะพึ่งพาตนเอง และไม่สนใจว่าใครจะคอร์รัปชั่นหรือไม่เพียงใด) ดังนั้น คำถามที่ผู้เขียนคิดว่าสำคัญมาก จึงไม่ใช่คำถามที่ว่า ความขัดแย้งครั้งนี้จะทำให้ภาคประชาชนได้เรียนรู้หรือเปล่า หากเป็นคำถามว่า ความขัดแย้งครั้งนี้น่าจะทำให้ระบอบประชาธิปไตยของไทยได้ "หยั่งราก" หรือ "ยั่งยืน" กว่าค่อนศตวรรษที่แล้วมาหรือไม่ ผู้เขียนเองไม่มีความรู้ ประสบการณ์ หรือสติปัญญาพอที่จะตอบคำถามนี้ได้ แต่คิดว่าปัจจัยทั้งหลายที่กล่าวมาข้างต้นนั้น น่าจะบ่งชี้ทิศทางได้บ้างไม่มากก็น้อย ในสังคมที่แทบจะไม่เหลือ "พื้นที่ ตรงกลาง" อีกต่อไป (สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะสื่อส่วนใหญ่ดูจะชอบตัดต่อตัดตอน และโยนทุกเรื่องให้เข้าประเด็น "ความ ขัดแย้ง" เพื่อให้ "ขายข่าว" ง่าย ทำให้คน ไม่เลือกข้างที่พยายามยืนอยู่ตรงกลาง กลายเป็นคนไร้ตัวตนในพื้นที่สื่อ เลยยิ่งทำให้คนเสพสื่อมองไม่เห็นพื้นที่ตรงกลางเข้าไปใหญ่) อารมณ์ อวิชชา และอคติกำลังมีชัยเหนือเหตุผล ผู้เขียนได้แต่ทำตาปริบๆ ดูความขัดแย้งรอบนี้อย่างไม่สบายใจ เศร้าใจที่ปัญญาชนและนักวิชาการชื่อดังหลายท่านตัดสินใจ "เลือกข้าง" แบบไม่ประกาศให้ใครรู้ แต่ใช้ตรรกะแบบเนียนๆ บิดเบือนข้อมูล พูดความจริงครึ่งเดียว หรือใช้วาทศิลป์หว่านล้อมให้คนเชื่อว่า ควรจะ "เลือกข้าง" ด้วย และ "ข้าง" ของตัวเองเท่านั้นที่เป็นฝ่ายธรรมะ ดูไปดูมาผู้เขียนก็ชักจะสงสัยว่า ระหว่าง "อันธพาลนอกสภา" กับ "อันธพาลในสภา" นั้น ใครดีใครเลวกว่ากันแน่หนอ ในห้วงยามที่ "ตุลาการภิวัตน์" กำลังเป็นที่โจษจันในสังคมไทยมากกว่าโลกาภิวัตน์ ผู้เขียนขอทิ้งท้ายด้วยวาทะอมตะของ Eleanor Roosevelt ก่อนจะกลับ เข้าสู่ประเด็น "การพัฒนาอย่างยั่งยืน" ในคราวต่อไป "ความยุติธรรมจะต้องไม่บังเกิดแก่ คู่กรณีฝ่ายเดียว แต่จะต้องยุติธรรม สำหรับทั้งสองฝ่าย" (Justice cannot be one side alone, but must be for both.) หน้า 41
|