หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ทองคำ VS Gold Futures

Future world by TFEX : เกศรา มัญชุศรี  กรุงเทพธุรกิจ  วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

สวัสดีค่ะ Gold Futures เป็นเรื่องใหม่ที่ได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนชาวไทยมากทีเดียว ตลาดอนุพันธ์ได้รับคำถามเป็นจำนวนมาก ในประเด็นความแตกต่างระหว่าง Gold Futures กับการซื้อขายทองคำจากร้านค้าทองในปัจจุบัน ตลาดอนุพันธ์จึงได้จัดทำบทความ เพื่อเสนอข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้ลงทุน ในตลาดอนุพันธ์ และผู้สนใจทั่วไป ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง จึงขอนำข้อมูลบางส่วนมาเล่าสู่กันฟัง เริ่มจากเรื่องคุณลักษณะของสินค้า กลุ่มผู้ลงทุน และลักษณะการประกอบธุรกิจ

Gold Futures เป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหรืออนุพันธ์ที่อ้างอิงกับทองคำมิใช่การซื้อขายทองคำจริง การซื้อขายเป็นการทำสัญญากันเท่านั้นยังไม่มีการซื้อขายสินค้าจริงเกิดขึ้น อย่างไรก็ดี การชำระเงินที่เกิดขึ้นในวันที่ตกลงซื้อขาย เป็นการเรียกเก็บเงินประกันเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ผู้ลงทุนมีโอกาสได้รับกำไร หรือขาดทุนเป็นจำนวนมากเมื่อเทียบกับเงินประกันที่วางไว้ นับเป็นสินค้าที่มี Leverage ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่แตกต่างกับการซื้อขายทองคำจากร้านค้าทอง และเป็นกติกาสากลของการซื้อขายฟิวเจอร์สทุกประเภท ฟิวเจอร์สนี้มีทั้งรูปแบบที่มีการส่งมอบทองคำหรือจะชำระราคาเป็นเงินสดเมื่อครบกำหนดสัญญา อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติของการซื้อขายในตลาดอนุพันธ์ต่างประเทศนั้น ผู้ซื้อผู้ขายจะใช้การปิดสถานะสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Offset position) แทนการส่งมอบจริง ทั้งนี้ ลักษณะการเคลื่อนไหวของราคาอนุพันธ์มักมีความผันผวนสูงกว่าราคาของสินค้าที่อ้างอิง คุณสมบัติที่สำคัญอีกประการหนึ่งของ Gold Futures คือมีอายุสัญญาที่จำกัด เช่น 1, 2, 3, 6, 12 เดือน ไม่สามารถถือครองเป็นการลงทุนระยะยาว แต่สามารถใช้เพื่อบริหารความเสี่ยง กระจายความเสี่ยง หรือ Arbitrage และการเก็งกำไร

ในขณะที่คุณลักษณะของทองคำไม่ว่าทองรูปพรรณหรือทองคำแท่งเป็นสินทรัพย์ที่เรียกว่า Real asset ไม่ใช่สัญญาซื้อขายล่วงหน้า ผู้ซื้อต้องจ่ายเงินทันทีตามมูลค่าของทองคำทั้งจำนวน เช่น ซื้อทอง 1 เส้น หนัก 1 บาท หรือซื้อทองแท่งหนัก 10 บาท

ผู้ซื้อต้องเตรียมเงินเท่ากับมูลค่าของทองคำเพื่อชำระแก่ผู้ขาย ผู้ขายได้รับเงินพร้อมๆ กับส่งมอบทองคำตามมูลค่าข้างต้น ให้กับผู้ซื้อ ผู้ซื้อก็สามารถถือครองทองคำของตนไว้ตราบนานเท่านานตามที่ต้องการ เพื่อประโยชน์ในการเป็นเครื่องประดับ หรือเก็บสะสมเพื่อลูกหลาน หรือเพื่อลงทุน และอาจนำออกขายเมื่อเห็นว่ามีระดับราคาเหมาะสม

จากคุณสมบัติข้างต้น ส่งผลต่อกลุ่มผู้ลงทุนที่จะเข้ามาซื้อขาย Gold Futures โดยจะเป็นกลุ่มผู้ลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้ รวมทั้งต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทองคำและขบวนการทำงานของการซื้อขายอนุพันธ์ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายนี้ คือ ผู้ที่ลงทุนในตลาดอนุพันธ์และตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว แต่ผู้ลงทุนในทองคำจริงนั้นเป็นประชาชนทั่วไป ทั้งที่มีรายได้มากหรือน้อยที่นิยมซื้อทองคำเก็บสะสมไว้เพื่อการลงทุน ซึ่งผู้ลงทุนไม่จำเป็นต้องมีความรู้เฉพาะเกี่ยวกับทองคำ หรืออนุพันธ์ การซื้อขายสามารถต่อรองโดยตรงกับร้านค้าทองที่มีอยู่ทั่วประเทศ

Gold Futures เป็นการซื้อขายในตลาดอนุพันธ์ที่ต้องทำผ่านบริษัทสมาชิกของตลาดที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการซื้อขาย เป็นไปตามกฎหมายที่ควบคุมการประกอบธุรกิจนี้ โดยมี ก.ล.ต. เป็นหน่วยงานกำกับดูแล ในปัจจุบันสมาชิกของตลาดอนุพันธ์ประกอบด้วยบริษัทหลักทรัพย์และสถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. โดยตลาดอนุพันธ์เปิดกว้างในการรับสมาชิกโดยมิได้มีการจำกัดจำนวน หากว่าผู้สมัครนั้นมีคุณสมบัติตามที่กำหนด สมาชิกจะส่งคำสั่งซื้อขายของลูกค้าเข้าสู่ระบบการซื้อขายของตลาดอนุพันธ์ เพื่อรอการจับคู่ตามหลัก ราคาและเวลาที่ดีที่สุด (Price and Time Priority) ซึ่งได้กล่าวโดยละเอียดแล้วในบทความฉบับที่แล้ว

รายการซื้อขายที่เกิดขึ้นนี้ต้องมีทั้งผู้เสนอซื้อและผู้เสนอขาย ราคาซื้อขายที่เกิดขึ้นในตลาดอนุพันธ์ ก็เฉกเช่นเดียวกับตลาดหุ้น มีการเคลื่อนไหวระหว่างวันตามความต้องการซื้อต้องการขายในตลาด ตลาดอนุพันธ์ได้เผยแพร่ข้อมูลการซื้อขาย ผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อประโยชน์ต่อผู้ลงทุน ได้แก่ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ เวบไซต์ และผู้ให้บริการด้านข่าวสารต่างๆ เช่น Reuters, Bloomberg, Bisnews, Nextview เป็นต้น

การซื้อขายทองคำจริงนั้น เป็นไปในลักษณะที่ผู้ลงทุนต่อรองโดยตรงกับร้านค้าทอง ที่ทำหน้าที่คล้าย Dealer คือ เป็นผู้ขายให้แก่ผู้ลงทุน และเป็นผู้ซื้อด้วยเมื่อผู้ลงทุนนำทองคำกลับไปขายให้ ผู้ลงทุนสามารถเลือกร้านทองได้ตามความสัมพันธ์หรือความชอบส่วนตัว ราคาก็เป็นไปตามที่ต่อรองตกลงกันเอง ผู้ประกอบการเป็นร้านทองนั้นเป็นนิติบุคคลทั่วไปที่ยื่นขอจดทะเบียนต่อกระทรวงพาณิชย์เพื่อประกอบธุรกิจ

สำหรับผู้ซื้อขาย Gold Futures ต้องชำระค่าใช้จ่ายในการซื้อขายที่เรียกว่าค่าคอมมิชชั่น ให้กับบริษัทสมาชิกหรือโบรกเกอร์ที่เป็นตัวแทนการซื้อขายของตน ซึ่งคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายต่อสัญญาที่ซื้อขาย ซึ่งผู้ลงทุนสามารถต่อรองค่าใช้จ่ายส่วนนี้กับโบรกเกอร์เองได้ สำหรับการซื้อขายทองคำจากร้านค้าทองในประเทศไทยนั้น เป็นไปในลักษณะ Spread คือมีส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขาย ราคารับซื้อจะถูกกว่าราคาขาย ซึ่งเป็นไปตามราคาที่ประกาศหน้าร้าน ส่วนต่างนี้คือต้นทุนการซื้อขายของผู้ลงทุน

การชำระราคาของ Gold Futures เป็นไปตามหลักการเดียวกับตลาดอนุพันธ์ทั่วโลก โดยมีการคำนวณกำไรขาดทุน จากการถือสถานะของผู้ลงทุน (Mark-to-Market) ทุกวัน ซึ่งหากมีกำไรจากการถือสถานะผู้ลงทุน ก็จะได้รับเงินเข้าบัญชีในวันทำการถัดไป แต่หากขาดทุนก็จะถูกหักเงินจากบัญชี และหากขาดทุนเป็นจำนวนมาก ก็มีความเสี่ยงที่จะต้องนำเงินประกันมาวางเพิ่มเติม ซึ่งเป็นหลักการที่แตกต่างจากการซื้อขายทองคำจากร้านค้าทอง หรือในตลาด Spot ที่การซื้อขายเป็นการซื้อขายขาด จ่ายชำระเงินเต็มตามจำนวนแล้วได้รับทองคำไปตามที่ชำระเงิน ผู้ซื้อสามารถเก็บทองคำไว้ตามความต้องการและนานเท่าที่ต้องการ ไม่มีกำไรขาดทุนจนกว่าจะมีการขายออกไปจริง

โดยสรุปแล้ว Gold Futures และทองคำที่ซื้อขายที่ร้านค้าทองเป็นสินค้าคนละประเภท Gold Futures ที่ซื้อขายผ่านสมาชิกของตลาดอนุพันธ์มิได้เสนอขายทองคำจริงเพื่อแข่งขันกับร้านทองปลีก ซึ่งเป็นไปกับหลักการเดียวกับการซื้อขาย ในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า เช่น การซื้อขายสัญญายางพาราล่วงหน้า สัญญาข้าวล่วงหน้านั้น มิใช่เป็นการซื้อขายยางพารา มิใช่เป็นการซื้อขายข้าว เพื่อแข่งขันกับผู้ค้ายางพารา โรงสีข้าว กลุ่มผู้ลงทุนมีความแตกต่างกัน โดยลักษณะธรรมชาติแล้ว Gold Futures มีความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุนในทองคำจริง รวมถึงมีกระบวนการซื้อขายที่แตกต่างกัน ผู้ลงทุนใน Gold Futures ย่อมมีความต้องการที่แตกต่างกับผู้ลงทุนในทองคำ แม้ว่ากลุ่มผู้ลงทุนทั้งสองนั้นอาจมีความทับซ้อนบ้าง ดังเช่นในกรณีของผู้ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ก็เป็นผู้ลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ตลาดพันธบัตร ตลาดทองคำ หรือตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ลงทุนจะเลิกลงทุนในตลาดสินค้าทันที (Spot) หรือทองคำ แล้วหันมาลงทุนในตลาดอนุพันธ์แต่เพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ ข้อมูลของตลาดต่างประเทศยังพบว่าการจัดให้มีการซื้อขายอนุพันธ์ไม่ว่าจะเป็นที่อ้างอิงกับตราสารหุ้น พันธบัตร หรือสินค้าโภคภัณฑ์ ก็มิได้ส่งผลกระทบทางลบต่อตลาดซื้อขายสินค้าอ้างอิงแต่อย่างใด โดยความสัมพันธ์ของตลาดทั้งสอง จะเป็นไปในลักษณะเกื้อกูลกันมากกว่า เนื่องจากอนุพันธ์เป็นเครื่องมือที่ช่วยเสริมให้การลงทุนในสินค้าอ้างอิง มีประสิทธิภาพมากขึ้น (Complimentary product) มิใช่เพื่อนำมาทดแทน (Substitute product) ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าปริมาณการซื้อขายของทั้งสองตลาดจะเติบโตไปด้วยกัน ดังจะเห็นได้จากปริมาณการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ นับจากที่เริ่มให้มีการซื้อขาย SET50 Index Futures ก็มิได้ลดลงแต่อย่างใด