|
||||||||||||||
|
เศรษฐกิจจีน
:
ช่วงการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญ
ส่องกล้องเศรษฐกิจ : ดร.อาภรณ์ ชีวะเกรียงไกร กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ตัวเลขเศรษฐกิจจีนในไตรมาสที่สองของปีนี้ คาดว่าจะเติบโตได้ในอัตรา 10.1% ชะลอตัวลงมาจากร้อยละ 10.7 ของไตรมาสหนึ่ง และเป็นการชะลอตัวที่มีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับอัตราการเติบโต 11.9% ของปี 2550 การชะลอตัวเกิดขึ้นพร้อมกับอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นมา อยู่ในระดับร้อยละ 7 ในปัจจุบัน (อัตราเงินเฟ้อในปีนี้คาดว่าจะอยู่ในระดับ 7-8%) เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากร้อยละ 4.6 ในปีก่อนหน้า ทำให้นักลงทุนมีความเป็นห่วง ว่า เศรษฐกิจจีนจะยังเติบโตได้สูงต่อเนื่องอีกหรือไม่ และจะเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจร้อนแรงมากเกินไป เช่นที่เกิดขึ้นในประเทศเวียดนามหรือไม่ ซึ่งสะท้อนออกมาด้วยการที่ตลาดหุ้นจีนในครึ่งแรกของปีนี้ ติดลบร้อยละ 48 จากที่เคยเติบโตสูงที่สุดของโลกต่อเนื่องกันมาหลายปี ความร้อนแรงของเศรษฐกิจจีนมีมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการที่จะมีการขาดแคลนพลังงาน ที่ต้องมีการปันส่วนการใช้กระแสไฟฟ้า ในบางส่วนของประเทศ การอุดหนุนราคาน้ำมันที่เป็นภาระต่องบประมาณ จนในที่สุด ต้องมีการประกาศขึ้นราคาน้ำมันไปแล้วประมาณร้อยละ 18 ในเดือนมิถุนายน และคาดว่าอาจจะมีการปรับขึ้น ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศอีก หลังจากการจบการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ปลายเดือนสิงหาคมนี้ ทำให้คาดกันว่าเงินเฟ้อในช่วงครึ่งหลังนี้จะเร่งตัวขึ้นอีก และจึงเป็นคำถามหมดยุคสินค้าราคาถูกจากประเทศจีนแล้วหรือยัง เครื่องชี้ที่เป็นสัญญาณของการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่ชัดเจน คือ การส่งออกที่อ่อนตัวลง และมีแนวโน้มจะมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี อันเป็นผลกระทบมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจหลัก คือ สหรัฐอเมริกา และการขยายตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์เอง ก็เริ่มช้าลงด้วย ทำให้คาดการณ์กันว่าในปีนี้เศรษฐกิจจีน จะยังคงเติบโตรักษาอัตราการเจริญเติบโตด้วยเลขสองหลักได้หรือไม่ ต้องยอมรับว่า ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา ประเทศจีนเป็นโรงงานอุตสาหกรรมของโลก ที่ผลิตสินค้าราคาถูกป้อนให้กับประชากรทั่วโลก ด้วยปัจจัยที่เอื้ออำนวยหลายประการ คือ การมีแรงงานราคาถูก ซึ่งแรงงานในภาคอุตสาหกรรมของประเทศจีนมีจำนวนสูงมากที่สุดในโลกถึงประมาณ 105 ล้านคน และได้อาศัยประโยชน์จากการมีค่าจ้างแรงงานถูกมาต่อเนื่องยาวนาน (ค่าจ้างโดยเฉลี่ยเพียงประมาณ 3% ของค่าแรงเฉลี่ยในประเทศสหรัฐอเมริกา) และแรงงานนั้นได้ถูกดึงมาจากภาคเกษตรและชนบทปีแล้วปีเล่า นอกจากนี้ แรงงานเหล่านั้นมีความสมัครใจที่จะทำงานหนัก 8-16 ชั่วโมงต่อวัน และสัปดาห์ละ 7 วัน แต่ในปัจจุบันเริ่มถึงจุดที่เกิดภาวะการขาดแคลนแรงงานในเมืองแถบชายฝั่งตะวันออก อาทิเช่นเซี่ยงไฮ้และเสิ่นเจิ้น สถานการณ์ดังกล่าวคล้ายๆ กับที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยในช่วงปี 2533-2538 ซึ่งประเทศไทยขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมืออย่างรุนแรง ที่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการขาดแคลนบริการสาธารณูปโภคพื้นฐาน ผู้เขียนเองก็ได้เคยเดินทางไปประเทศจีนมาหลายครั้ง พบว่าราคาสินค้าและค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากค่าที่พักโรงแรมและค่าอาหารที่เคยรู้สึกว่าถูกกว่าประเทศไทย แต่ในปัจจุบันค่าครองชีพในเมืองใหญ่เหล่านั้น โดยเฉลี่ยแล้วสูงกว่าค่าครองชีพในกรุงเทพมหานคร ดังนั้น การตั้งสำนักงานหรือการทำธุรกิจในประเทศจีน จึงไม่ได้มีต้นทุนที่ถูกอีกต่อไป และสิ่งเหล่านี้จะกดดันให้มีการเคลื่อนย้ายการลงทุนไปยังประเทศอื่นๆ ที่มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าในภูมิภาคเอเชีย อาทิเช่น เวียดนาม และอินเดีย เป็นต้น ปัจจัยอีกประการ คือ ปัญหามลภาวะที่มีความรุนแรงมากขึ้น จากการขยายตัวของโรงงานและการผลิตในเมืองใหญ่ ซึ่งมลภาวะทางอากาศในเมืองหลักๆ ขององค์การอนามัยโลก และเป็นปัญหาหนึ่งที่ทางการจีน ได้เริ่มตระหนักถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้น จากข้อจำกัดที่กล่าวมาข้างต้น ประเทศจีนจึงจำเป็นที่จะต้องปรับกลยุทธ์ของตนเอง ว่า จะยังส่งสินค้าออกราคาถูกต่อไป บนการเอารัดเอาเปรียบแรงงาน และการเสื่อมถอยลงของสภาวะแวดล้อม และกลยุทธ์นั้นคือ การที่จะต้องปรับฐานการผลิตจากสินค้าที่ใช้แรงงานมากขึ้นไปสู่สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ผู้เขียนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นนักเศรษฐศาสตร์ของจีน ซึ่งก็มีความเชื่อว่าประเทศจีนจะไม่เกิดปัญหาฟองสบู่แตก เพราะรัฐบาลยังมีความสามารถในการควบคุมในระบบเศรษฐกิจอยู่มากไม่ว่าระบบการเงินหรือระบบการผลิต และยังมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมากที่สุดของโลกมีมูลค่ากว่า 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ย่อมมีผลกระทบต่อการส่งออกของประเทศในภูมิภาคเอเชียโดยรวม เพราะจีนเป็นตัวขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ
|