|
||||||||||||||
|
"ไมโครไฟแนนซ์"
เพิ่มพลังให้ทุนเล็กทุนน้อยกลายเป็นทุนขนาดใหญ่
โดย ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ มติชนรายวัน วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11092 ทุนน้อยแต่ว่ามากด้วยคุณค่า จั่วหัวบทความนี้มาจากคำภาษาอังกฤษ ไมโครไฟแนนซ์ (microfinance) ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดการพัฒนาใหม่ ที่ตระหนักถึงคุณค่าของทุนน้อยอันเกิดจากการรวมตัวของทุนและศรัทธาของ "คนทุนน้อย" โดยให้เงินกู้กันเองเพื่อการลงทุนและพัฒนา ควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้และการบริหารเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด และประสบผลสำเร็จกลายเป็นองค์กรทางการเงินขนาดใหญ่ ซึ่งสหประชาชาติได้ประกาศยกย่องว่า "เป็นเครื่องมือที่ปลดปล่อยให้ผู้คนจำนวนมากพ้นจากความยากจน ควบคู่กับการส่งเสริมให้มีบทบาท และส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคม" และให้ปี ค.ศ.2005 เป็น The International Year of Microcredit ในโอกาสนี้ขอนำเรื่องราวการพัฒนาของทุนเล็กทุนน้อย ให้กลายเป็นทุนขนาดใหญ่ เป็นเครื่องมือช่วยเหลือคนจนให้ลงทุนเพิ่มศักยภาพได้ ซึ่งพิสูจน์เชิงประจักษ์มาแล้วทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย ยิ่งไปกว่านั้นคือการวิเคราะห์อนาคตข้างหน้าว่า มีหนทางที่จะเพิ่มพลังไมโครไฟแนนซ์ให้กลายเป็น "สถาบันการพัฒนาของคนจน" ซึ่งจะทำบทบาท "มากกว่าการให้สินเชื่อ" คือยังช่วยส่งเสริมการออมระยะยาวและจัดสวัสดิการภาคประชาชน วิวัฒนาการของทุนน้อย ความจริงไม่ว่าคนรวยหรือคนจน ต่างมีความต้องการจะพัฒนาศักยภาพของตนเองด้วยกันทั้งสิ้น โดยการลงทุนลงแรงประกอบกิจการตามความถนัด และหวังว่าจะได้ผลตอบแทนตามสมควร เพียงแต่ว่าโอกาสของคนจนน้อยยิ่งนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าหน้าต่างสินเชื่อ "ไม่เปิดให้กับคนจน" เพราะสถาบันการเงินประเมินว่าการให้สินเชื่อแก่คนจนนั้น "เสี่ยงสูง" "ต้นทุนสูง" การปล่อยสินเชื่อของระบบธนาคารเกือบทั้งหมด จึงจัดสรรให้โครงการลงทุนของคนรวย หรือระดับปานกลาง หรือโครงการที่อิงฐานอำนาจทางการเมือง แต่ว่าคนจำนวนหนึ่งไม่ยอมจำนน พร้อมกับมีความคิดแบบนอกกรอบว่า คนจนและคนทุนน้อยที่ขยันขันแข็งก็มีจำนวนมาก สมควรจะได้รับโอกาสกู้ยืมและพัฒนาตนเอง "ความเสี่ยงไม่สูง" (เหมือนกับความคิดแบบกระแสหลัก) ศาสตราจารย์ชาวบังกลาเทศ มูฮัมมัด ยูนุส ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ได้ทดลองความคิดโดยการกู้ยืมเงินจากธนาคาร (อาศัยเครดิตของครอบครัวซึ่งมีเงินฝากในธนาคารมากอยู่) นำมาให้กู้ยืมกับคนจนและคนทุนน้อยแต่ว่าเข้มแข็ง เริ่มในปี ค.ศ.1976 เรียกว่า กรามีนแบงก์ (Grameen Bank) โดยไม่ยึดติดกับหลักทรัพย์ค้ำประกัน (collateral) ผลปรากฏว่าคนจนมีความรับผิดชอบ เงินกู้นั้นสามารถชำระคืนได้ ความเสี่ยงไม่สูงอย่างที่คิด การพัฒนาในชุมชนหลายรูปแบบด้วยกัน กองทุนเติบโตขึ้นและขยายต่อให้คนจนรายอื่นๆ พร้อมกับการเรียนรู้จากตัวอย่างของความสำเร็จรายก่อนหน้า ...ปัจจุบันกรามีนแบงก์มีสาขากว่าหนึ่งพันแห่งในบังกลาเทศ และยังขยายออกไปยังในเมืองใหญ่ๆ ในประเทศร่ำรวยเช่นสหรัฐอเมริกา แคนาดา และอื่นๆ (หมายเหตุ สาขาของกรามีนแบงก์ไม่หรูหราเหมือนกับสาขาธนาคารทั่วไป อาจจะเป็นเพิงหรืออาคารขนาดย่อม บริหารกิจการโดยชาวบ้านและคนธรรมดาๆ เพราะว่าเน้นเนื้อหามากกว่ายูนิฟอร์ม) ความสำเร็จของการรวมทุนน้อย เริ่มจากการตั้งวงแชร์ (ลงขันกันในกลุ่มคนรู้จัก) ให้กู้ยืมกันเอง โดยอิงความเชื่อถือและคุ้นเคย ใช้ "วินัยของชุมชน" เป็นตัวกำกับว่าเมื่อกู้ไปแล้วต้องนำเงินไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อาศัยไมตรีระหว่างคนรู้จัก อิง "ทุนความรู้" จากผู้ใหญ่ที่นับถือในชุมชน พร้อมกับเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (เช่น ลดใช้จ่ายเพิ่มรายได้ -- ลดละเลิกสุราและยาสูบ ขยันขันแข็ง หนักเอาเบาสู้) คนจำนวนมากก็สามารถจะพ้นสภาพความยากจนได้ นักเศรษฐศาสตร์ได้นำเรื่องราวของไมโครไฟแนนซ์ มาวิเคราะห์อย่างเอาจริงจัง เช่นเดียวนักชีววิทยาตัดชิ้นส่วนของพืช/สัตว์มาทดลองให้ห้องแล็บ นำผลวิเคราะห์มาเขียนเป็นตำรา หนังสือ 3 เล่มในมือของผู้เขียนในขณะนี้ มีชื่อว่า 1) The Economics of Microfinance, ตีพิมพ์โดยสำนัก MIT Press, ปี ค.ศ.2005, 2) Microfinance : Perils and Prospects, ตีพิมพ์โดยสำนัก Routledge ในปี 2006 และ 3) Microfinance Investment Funds ตีพิมพ์โดยสำนัก Springer ปี 2006 ผู้เขียนจำนวนหนึ่งเป็นนักวิชาการสังคมศาสตร์ (หลายสาขา) และส่วนหนึ่งบริหารเงินกองทุนไมโครไฟแนนซ์ ซึ่งกระจายในหลายประเทศ มีเนื้อหาน่าสนใจและเป็นบทเรียนได้เป็นอย่างดี เบื้องหลังความสำเร็จของไมโครไฟแนนซ์เกิดจากหลายปัจจัย ก) สตรี--ซึ่งเป็นสมาชิกส่วนใหญ่ของไมโครไฟแนนซ์ สามารถบริหารจัดการเงินได้เป็นอย่างดี มีความละเอียดด้านตัวเลขและบัญชี มีวินัยการใช้จ่ายและติดตามเงินกู้ได้เป็นอย่างดี ข) ต้นทุนค่าโสหุ้ยของไมโครไฟแนนซ์ต่ำกว่าของธนาคารหลายเท่าตัว ค) พฤติกรรมการเบี้ยว (ของผู้กู้) น้อยกว่า--เพราะว่าใกล้ชิดกับกองทุน ผู้กู้รู้แก่ใจว่า "มีสายตา" ในชุมชนเฝ้าดูอยู่ ง) ผู้บริหารกองทุน ซึ่งมักจะเป็นผู้นำชุมชนและเป็นผู้ใหญ่ที่นับถือเป็นตัวอย่างที่ดีที่ใครๆ ก็เกรงใจ จ) มีการสอดใส่ค่านิยม (ของการทำดี ความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น สัมมาอาชีวะ ฯลฯ) ซึ่งสถาบันการเงินทั่วไปไม่ได้ทำและทำไม่ได้ ฉ) การกู้เป็นกลุ่ม (group lending) ส่งเสริมให้เกิดทุนทางสังคมในหมู่บ้านและชุมชน ช) เกิดวิสาหกิจชุมชน คือการผลิตร่วมกัน โดยอาศัยหลักการประหยัดจากขนาด ต้นทุนต่อหน่วยลดลง "ตลาด" กว้างขวางกว่าเดิม สามารถจะ "รับใบสั่งสินค้า" จากลูกค้าในเมืองหรือจากต่างประเทศ ซ) ทำให้ความเป็นผู้ประกอบการ (entrepreneurship) ซึ่งอยู่ในตัวผู้นำ-ฉายแววออกมาอย่างเด่นชัด เพราะว่าในกลุ่มจะต้องมีอย่างน้อยสองสามคนที่ฉลาดปราชญ์เปรื่อง เก่ง ทันคน หรือรู้จักเครือข่ายกับโลกภายนอก ฌ) เกิดการเรียนรู้จากทักษะระหว่างการทำงาน (learning by doing) ระหว่างผู้นำ-ผู้นำระดับกลาง-และสมาชิก ฎ) การเสริมจากทุนภายนอก เช่น โครงการพัฒนาของภาครัฐ นำเงินทุน-เครื่องจักร-อุปกรณ์ ไปให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ค่านิยมของสังคมปัจจุบันยังเรียกร้องให้ "ภาคธุรกิจรับผิดชอบต่อสังคม" (corporate social responsibility) ให้ทำโครงการพี่เลี้ยงกับการพัฒนาในชุมชน .... แต่ทั้งหมดนี้มิได้หมายความว่า ตั้งกองทุนไมโครไฟแนนซ์แล้วจะต้องสำเร็จทุกราย ผู้เขียนเชื่อว่ากองทุนที่ไม่ประสบผลสำเร็จ ก็คงจะมีเช่นเดียวกัน แต่เป็นส่วนน้อย การรุกและต่อยอดจากไมโครไฟแนนซ์ กองทุนส่วนใหญ่เริ่มต้นคล้ายคลึงกันโดยระดมเงิน (ตั้งวงแชร์) และให้กู้ยืมกันเอง (ตำราเรียกว่า ROSCA = rotating savings and credit associations) คำว่าสมาคมนี้มิได้หมายถึงการจดทะเบียนเป็น "สมาคม" ตามกฎหมาย แต่ว่ามีตัวตนและคณะบุคคล คือ คณะกรรมการ ผู้จัดการ มีบัญชีที่ตรวจสอบได้ ที่สำคัญที่สุดคือสมาชิกเขาเชื่อถือ... ไม่เพียงแต่คนในเชื่อถือ.. หน่วยงานภายนอกก็เชื่อถือ ทั้งหน่วยราชการและไม่ใช่ราชการ (รวมเอ็นจีโอและธนาคารพาณิชย์) ต่างให้ความเชื่อถือ ดูตัวอย่างผู้บริหารกองทุน เช่น ครูชบ ยอดแก้ว จากสงขลา เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติในรัฐบาลที่แล้ว ผู้ใหญ่โชคชัยจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. คุณสามารถ พุทธา จากลำปาง มีบทบาทสำคัญใน พอช. และ สปสช. กองทุนสัจจะออมทรัพย์เมืองตราดและจันทบุรี กลายเป็นแหล่งศึกษาดูงาน และเป็นกรณีศึกษาให้นักศึกษาปริญญาโท/เอกเขียนวิทยานิพนธ์จบไปแล้วหลายเล่ม เท่าที่ผู้เขียนสังเกต ขณะนี้มีวิวัฒนาการและต่อยอดจากเดิมเป็นนโยบายสาธารณะ พร้อมกับขยายความโดยสังเขปดังนี้ หนึ่ง การยอมรับเป็นสถาบันและเป็นกฎหมาย คือทำให้เป็นองค์กรนิติบุคคล ในหนังสือ Microfinance Investment Fund ระบุว่าในปี ค.ศ.2005 มีกองทุนไมโครไฟแนนซ์ 43 แห่ง ซึ่งมีทรัพย์สินรวมกันมากกว่า 700 ล้านยูโร สอง การจัดตั้งองค์กร และสถาบันวิชาการเพื่อสนับสนุนไมโครไฟแนนซ์ เช่น Association for Social Advancement ในบังกลาเทศ ธนาคารโลกสนับสนุนให้มีกลุ่ม CGAP (consultative group to assist the poorest พร้อมกับจัดประชุมสัมมนา World Micro Credit Summit, ในปี 1997 ที่กรุงวอชิงตัน สหรัฐ) สาม การขยายการออมแบบสัจจะออมทรัพย์เพื่อจัดสวัสดิการผู้สูงอายุ แยกออกต่างหากจากกองทุนสินเชื่อ สี่ การกันเอากำไรและเงินทุนส่วนหนึ่งไปจัดสวัสดิการรูปแบบอื่นๆ เช่น เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุนการศึกษา ฌาปนกิจ ห้า ธนาคารพาณิชย์เริ่มเห็นความสำคัญและปรับเอาไมโครไฟแนนซ์ไปใช้ในการทำกิจกรรม เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ในประเทศไทย ธนาคาร Bank Rakyat Indonesia (BRI) หก การตั้งบริษัท microfinance investment fund (MIF) หรืออีกนัยหนึ่ง "ธนาคารของกองทุน" .. ลองจินตนาการว่า ถ้าหากกองทุนสัจจะออมทรัพย์ ซึ่งมีนับพันกองทุน เอาเงินมาลงขันกันหน่วยละ 10 ล้านบาท ก็เป็นกองทุนขนาดใหญ่นับหมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการขยายโอกาส และตลาดของการปล่อยสินเชื่อ ให้เป็นระดับประเทศ/นานาประเทศได้ - นอกเหนือไปจากสินเชื่อขนาดเล็กที่ให้ตามปกติกับ "ลูกบ้าน" เจ็ด การขยายตัวของสมาชิก ..จากเดิมที่อิงคนรู้จักกันในหมู่บ้านชนบท เมื่อกองทุนมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จัก "คนในเมือง" เช่น คนขับแท็กซี่ คนขายของและประกอบอาชีพอิสระ ก็รวมตัวเป็นกองทุนเพื่อจัดสวัสดิการเหมือนกัน "กองทุนเมือง" ก็สามารถถือหุ้นใน MIF ได้ หมายเหตุ ก) บนความสำเร็จของกองทุนสัจจะออมทรัพย์ก็กลายเป็น "ปัญหาเงินล้น" กล่าวคือเงินที่รับเข้ามานั้น มากกว่าการปล่อยสินเชื่อ ดังนั้นกองทุนจึงฝากเงินส่วนหนึ่งในธนาคารพาณิชย์ - แต่ว่าอัตราดอกเบี้ยแทนที่ได้รับนั้นต่ำมาก จึงต้องแสวงหาแนวทางจัดการแบบใหม่ให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นและเป็นธรรม ข) ส่วนหนึ่งของกองทุนสัจจะออมทรัพย์- เพื่อเป็นบำนาญผู้สูงอายุนั้น ในขณะนี้ "เงินเข้า" มากกว่า "เงินออก" เพราะว่าสมาชิกกองทุนยังอยู่ในวัยทำงาน (ช่วงอายุ 45-50) แต่อีก 15-20 ปีข้างหน้า - กองทุนสัจจะออมทรัพย์จะต้อง "จ่ายออก" มากกว่า "รับเข้า" ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ก็จะเป็นปัญหาอีกแบบหนึ่ง ผู้เขียนเชื่อว่าผู้บริหารกองทุนต่างตระหนักกันดี-- เพียงแต่ว่ายังไม่ถึงเวลาและวางท่าแบบ "ใจดีสู้เสือ" ไปก่อน แลกเปลี่ยนความรู้ระบบจัดการไมโครไฟแนนซ์ ดังกล่าวตอนต้นว่า ธนาคารโลกและสหประชาชาติได้ตระหนักถึงบทบาทอันสำคัญของไมโครไฟแนนซ์ ได้จัดสัมมนาวิชาการระดับโลกไปแล้ว พร้อมกับประกาศสนับสนุนแนวคิดไมโครไฟแนนซ์อย่างเป็นทางการ ศาสตราจาย์ยูนุสก็ได้รับรางวัลโนเบลไปแล้ว .. ทำนองเดียวกันในเมืองไทยของเรา มีความพยายามผลักดันนโยบายสาธารณะ เพื่อเพิ่มพลังให้กับไมโครไฟแนนซ์- เพื่อให้ทำงานได้เต็มที่กว่าเดิม แต่ไม่ใช่รูปแบบธนาคาร กล่าวคือ เป็นที่พึ่งของคนทุนเล็กทุนน้อย มีความเป็นมืออาชีพ เป็นสถาบันที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่นข้อเสนอการให้มี "สมทบร่วม" (matching fund) จากภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จูงใจให้คนออมเงินระยะยาวและจัดสวัสดิการบำนาญเมื่อสูงอายุ มีข้อเสนอการออกพันธบัตรรุ่น "พัฒนาสังคม" เพื่อเพิ่มโอกาสการลงทุนสำหรับกองทุนสัจจะออมทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ยสูง ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งสนับสนุนนโยบายสาธารณะส่งเสริมไมโครไฟแนนซ์ เห็นว่าดีกว่านโยบายแบบประชานิยมหรือแจกเงินแบบหวือหวา ผิวเผิน และไม่ยั่งยืน เช่น การแจกคูปองคนจน ซึ่งอาจจะเป็นความคิดของคนคนเดียวโดยไม่ผ่านการวิจัยที่จริงจัง สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จะจัดให้มีการประชุมวิชาการว่าด้วยสินเชื่อคนจน และการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสนับสนุนไมโครไฟแนนซ์ กำหนดในวันที่ 26 กรกฎาคมนี้ ที่โรงแรมปรินซ์พาเลซ มหานาค คาดว่าจะมีนักวิชาการ ผู้นำชุมชน/กองทุนจากทุกภูมิภาค เอ็นจีโอ หน่วยราชการและธนาคาร 400-500 คนมาร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น ในโอกาสนี้ยังได้เรียนเชิญนักวิชาการจากต่างประเทศ 2 ท่าน (จากเยอรมนีและบังกลาเทศ) ซึ่งผ่านประสบการณ์พัฒนาไมโครไฟแนนซ์มานาน มีธนาคารประชาชน และระบบสวัสดิการที่เข้มแข็ง เชื่อว่าจะได้รับแนวความคิดที่เป็นประโยชน์ เป็นความอุตสาหะที่จะรวบรวมองค์ความรู้ว่าด้วยไมโครไฟแนนซ์ของไทย และต่างชาติ มาจัดทำเป็นข้อเสนอนโยบายสาธารณะ เรื่องสำคัญอย่างนี้ต้องบอกกล่าวให้เพื่อนๆ และคนที่นับถือไปร่วมฟัง จะได้ประโยชน์และประเทืองสติปัญญาอย่างแน่นอน ..ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งละที่ไม่ยอมพลาดโอกาสดีๆ อย่างนี้ หน้า 6
|