หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
กรุงเทพฯ กับการจัดอันดับเมือง (1)

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

กรุงเทพฯ เมืองที่ดีที่สุดในโลก?

เมื่อเร็วๆ นี้ กรุงเทพมหานครถูกจัดอันดับให้เป็น "เมืองที่ดีที่สุดในโลก" โดยนิตยสารด้านการท่องเที่ยวชื่อดัง "Travel + Leisure" ข่าวนี้ยังความปลาบปลื้ม และความภาคภูมิใจแก่คนกรุงเทพฯ

แต่หากจะสรุปจากข่าวนี้ ว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่และมีคุณภาพชีวิตดีที่สุดในโลกแล้ว คงเป็นการสรุป ที่คลาดเคลื่อนไปจากความจริงเป็นอย่างมาก ผมคิดว่าคำว่า "เมืองที่ดีที่สุดในโลก" ของนิตยสาร Travel + Leisure นั้น หมายถึง "เมืองที่น่าท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก" มากกว่าจะเป็น "เมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก" ซึ่งผมจะอธิบายเหตุผลต่อไป

เมืองที่น่าท่องเที่ยวกับเมืองที่น่าอยู่นั้นต่างกันมาก เมืองที่น่าท่องเที่ยวเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวไปเยือนในระยะเวลาสั้นๆ แล้วรู้สึกดีหรือสนุกสนาน จากตารางที่ 1 จะเห็นว่า ตัวชี้วัดของนิตยสาร Travel + Leisure ทั้ง 6 ด้าน อาทิเช่น สถานที่ท่องเที่ยวและภัตตาคาร/อาหารนั้น ล้วนเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเมือง แต่ไม่ได้ครอบคลุมปัจจัยที่สำคัญต่อคุณภาพชีวิตของประชากร

หากเราต้องการเดินทางไปเที่ยวในช่วงสุดสัปดาห์ เราอาจต้องการเมืองที่มีชายหาด มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าชม มีร้านอาหารนานาชาติ และที่พักที่คุณภาพดีและราคาถูก แต่สิ่งเหล่านั้น มิได้เป็นปัจจัยสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของเรา หากเราต้องการจะไปลงหลักปักฐานที่นั่นในฐานะชาวเมือง เราต้องการโรงเรียนและระบบการศึกษาที่ดีเพื่ออนาคตของลูก ต้องการบริการสาธารณสุขรวมถึงอากาศบริสุทธิ์เพื่อจะไม่ป่วยตายก่อนถึงวัยอันควร ต้องการระบบการเมืองที่มีเสถียรภาพ และกฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อความมั่นคงในการดำเนินชีวิตและดำเนินธุรกิจ และเรายังต้องการปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย

ดังนั้น อันดับของเมืองในนิตยสาร Travel + Leisure จึงเป็นข้อมูลที่ดีสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะมาเที่ยวในเมืองไทย รวมถึงเป็นข่าวดีสำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ แต่ในฐานะผู้อยู่อาศัยถาวรในกรุงเทพฯ แล้ว เราต้องการทราบการจัดอันดับที่มุ่งวัดคุณภาพชีวิตของประชากรในเมืองโดยตรง และมีตัวชี้วัดที่ครอบคลุมมากกว่า เพียงด้านการท่องเที่ยว อาทิเช่น ดัชนีชี้วัดจากฐานข้อมูลของบริษัทที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์ อย่าง Mercer ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นิวยอร์ก หรือของนิตยสาร The Economist ในลอนดอน

การจัดอันดับเมืองน่าอยู่ของ Mercer และ The Economist เป็นการจัดอันดับที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด ทั้งสองสำนักนี้ใช้ตัวชี้วัดเป็นจำนวนค่อนข้างมาก ซึ่งครอบคลุมปัจจัยด้านต่างๆ ที่สะท้อนถึงคุณภาพชีวิตของประชากร โดยเฉพาะดัชนีของ Mercer มีตัวชี้วัดถึง 10 ด้านด้วยกัน

จุดประสงค์เริ่มแรกในการทำฐานข้อมูลด้านคุณภาพชีวิตของทั้ง 2 องค์กรนี้ เป็นไปเพื่อให้บริการกับฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ของบริษัทข้ามชาติ ในการคำนวณเบี้ยกันดารที่จะต้องจ่าย ให้แก่พนักงานที่ต้องไปประจำยังสาขาของบริษัทในเมืองอื่น ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเปรียบเทียบความแตกต่างของคุณภาพชีวิตในแต่ละเมืองออกมาเป็นตัวเลขได้อย่างแม่นยำ ซึ่งแรงจูงใจในการขายข้อมูลให้บริษัทข้ามชาติ จึงกลายเป็นที่มาของประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือในการวัด เพราะหากผลการศึกษาออกมาไม่น่าเชื่อถือแล้ว จะไม่มีบริษัทใดต้องการซื้อข้อมูลไปใช้

การจัดอันดับของ Mercer มีความแตกต่างจากนิตยสาร Travel + Leisure อย่างมาก จากการเปิดเผยข้อมูลปีล่าสุด ขณะที่กรุงเทพฯ ได้อันดับที่หนึ่งจากนิตยสาร Travel + Leisure นั้น Mercer กลับจัดให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองน่าอยู่อันดับที่ 109 จากทั้งหมด 215 เมือง ซึ่งหมายความว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองน่าอยู่อันดับกลางๆ ของโลกเท่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น ในแง่ของพัฒนาการ Mercer ได้ให้อันดับเมืองน่าอยู่ของกรุงเทพฯ ลดลงจากอันดับที่ 102 ใน ปี 2547 มาสู่อันดับที่ 109 ในปี 2551 อีกด้วย ซึ่งอาจสรุปได้ว่า นอกจากกรุงเทพฯ อาจจะมิได้น่าอยู่มากขึ้นในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาแล้ว ยังอาจถือว่าน่าอยู่ลดลงด้วยซ้ำไป

การที่กรุงเทพฯ ถูกจัดอันดับความน่าอยู่ในระดับกลางๆ ของโลกนั้น อาจถูกแปลงค่าเป็นตัวเลขของเบี้ยกันดารที่เพิ่มขึ้น สำหรับพนักงานของบริษัทข้ามชาติที่ประจำในกรุงเทพฯ ซึ่งอาจทำให้บริษัทต่างชาติมีต้นทุนมากขึ้น ในการเข้ามาลงทุนในกรุงเทพฯ แต่สำหรับชาวกรุงเทพฯ แล้ว การจัดอันดับดังกล่าวหมายความว่า กรุงเทพฯ ซึ่งเขาอาจต้องอาศัยอยู่ตลอดชีวิตนั้น ไม่สามารถมอบคุณภาพชีวิตที่ดีและความสุขให้แก่เขาได้

ด้วยเหตุนี้ การจัดอันดับเมืองจึงสำคัญต่อการวางแผนพัฒนากรุงเทพฯ ไม่เพียงแต่การทราบอันดับของเมืองเท่านั้น แต่ผู้วางแผนการพัฒนาเมืองยังต้องทราบถึงปัจจัยต่างๆ ที่เป็นตัวชี้วัดความน่าอยู่ของเมือง ว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้กรุงเทพฯ มีความน่าอยู่น้อยกว่าเมืองอื่นๆ ในโลกคือปัจจัยใด เพื่อจะได้ "เกาถูกที่คัน" และสามารถทุ่มเทกำลัง และงบประมาณ เพื่อแก้ปัญหาของกรุงเทพฯ ได้อย่างตรงจุด และมีประสิทธิภาพในการยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวกรุงเทพฯ

ปกติ Mercer จะเปิดเผยข้อมูลแก่สาธารณชนเพียงว่า กรุงเทพฯ มีอันดับความน่าอยู่ที่เท่าไรของโลก แต่หากต้องการข้อมูลรายละเอียดของตัวชี้วัดแต่ละตัว เราจำเป็นต้องซื้อข้อมูลจากหน่วยงานดังกล่าว ซึ่งผมเห็นว่า มีความจำเป็น และเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนและคิดนโยบายกรุงเทพฯ ผมจึงได้ซื้อข้อมูลจาก Mercer มาเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ โดยผมจะวิเคราะห์ข้อมูลให้ผู้อ่านได้ทราบในบทความตอนต่อไปครับ