|
||||||||||||||
|
ธปท.ห่วงขึ้นค่าจ้างสูงดันเงินเฟ้อพุ่ง
กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 แบงก์ชาติชี้ภาวะแรงงานตึงตัวต่อเนื่อง กดดันเงินเฟ้อจากการขอเพิ่มค่าแรงเพิ่มสูงขึ้น ชี้หากค่าแรงเพิ่มสูงขึ้นกว่าผลผลิตจริง จะกระทบทำให้เกิดวัฏจักรการขึ้นค่าจ้างและราคาไม่สิ้นสุด กระทบเงินเฟ้อจากด้านอุปสงค์ในที่สุด นายสรา ชื่นโชคสันต์ และนางสาวตลับลักขณ์ ธนดิษฐ์สุวรรณ เศรษฐกร สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นำเสนอบทความเรื่อง ตลาดแรงงานกับแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ โดยระบุว่าการที่ตลาดแรงงานของไทยอยู่ในภาวะตึงตัว มาตั้งแต่ปี 2541 เป็นแรงกดดันให้อัตราเงินเฟ้อจากตลาดแรงงานเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากภาวะตึงตัวของแรงงาน ทำให้ค่าตอบแทนที่แรงงานได้รับ มีมากกว่าผลิตภาพการผลิตของแรงงาน ค่าตอบแทนของแรงงานที่สูงกว่าผลิตภาพการผลิตของแรงงาน สะท้อนให้เห็นได้จากต้นทุนการผลิตต่อหน่วยของแรงงาน ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในไตรมาสแรกของปีนี้ โดยหากตัวชี้วัดอัตราค่าตอบแทน ซึ่งพิจารณาจากต้นทุนของแรงงาน ต่อหนึ่งหน่วยการผลิต (ULC) จะพบว่า ในไตรมาสแรกของปีนี้ตัวชี้วัดอัตราค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น 5% เทียบกับ 0.7% ของไตรมาส 3 และ 4 ของปี 2550 ขณะเดียวกันหากพิจารณาอัตราการขยายตัวของจีดีพีในไตรมาสแรก ที่ขยายตัว 6% เทียบกับการเรียกร้องให้ค่าตอบแทนขยายตัวได้ถึง 11.4% จากค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น บทความดังกล่าวระบุว่าการที่แรงงานมีรายได้มากกว่าผลผลิตที่แท้จริงที่แรงงานผลิตได้ จะกระตุ้นให้เกิดเงินเฟ้อจากด้านอุปสงค์ได้ ในระยะต่อไป ซึ่งหากการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงาน และระดับราคายังคงปรับขึ้นไปต่อเนื่อง จะนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาการวิ่งไล่กันของค่าจ้างและราคา (Wage-Price Spiral) ซึ่งเป็นวัฏจักรการขึ้นค่าจ้างและราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด วัฏจักรการขึ้นค่าจ้างและราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด เกิดจากการที่ต้นทุนถูกส่งผ่านไปสู่ราคาสินค้า ทำให้มีการเรียกร้องค่าจ้างเพิ่มสูงขึ้นตามราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น และเมื่อค่าจ้างเพิ่มขึ้นก็จะทำให้ต้นทุนปรับสูงขึ้นอีกรอบหนึ่ง อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาประเทศไทยไม่เคยประสบปัญหานี้ในระดับรุนแรงเนื่องจากการส่งผ่านของต้นทุนไปยังราคาสินค้า และจากราคาไปสู่ค่าจ้างมีค่อนข้างจำกัด บทความดังกล่าวระบุว่าการป้องกันปัญหาวัฏจักรการขึ้นค่าจ้างและราคาอย่างต่อเนื่องนั้น ต้องแก้ปัญหาให้สอดคล้องกันทั้งระบบ ดังนั้น มาตรการที่ใช้ป้องกันปัญหาจึงต้องเป็นนโยบายระยะยาว ที่เน้นนโยบายด้านอุปทาน ซึ่งภาคการคลังจะมีบทบาทมากในการบรรเทาปัญหา โดยการใช้จ่ายภาครัฐ จะต้องมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตของประเทศ เช่น การพัฒนาระบบขนส่ง และการเพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรองรับการใช้พลังงานทดแทน ส่วนในระยะสั้นนั้น การแก้ปัญหาควรมุ่งเน้นไปที่การให้ความช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพ ที่เพิ่มสูงขึ้นมาก รวมถึงการให้ความรู้ ความเข้าใจและส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะการเร่งดำเนินการสนับสนุนให้มีการให้บริการพลังงานทดแทนอย่างทั่วถึง ขณะเดียวกันธนาคารกลาง ควรใช้นโยบายการเงินดูแลเงินเฟ้อผ่านช่องทางเงินเฟ้อคาดการณ์ ให้อยู่ในระดับเหมาะสม รวมทั้งส่งเสริมภาคเอกชนปรับเพิ่มระดับราคาสินค้าและค่าจ้างให้อยู่ในระดับที่สมเหตุผล ทั้งนี้อัตราการว่างงานของไทยนับตั้งแต่ปี 2541 อยู่ในระดับต่ำมาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดในไตรมาสแรกของปีนี้ อัตราการว่างงานของไทยอยู่ที่ระดับ 1.3% โดยผู้ว่างงานประมาณ 67% มีระยะเวลาการว่างงานไม่เกิน 3 เดือน ขณะที่ผู้ว่างงานระยะยาวมีเพียง 10% ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาวะตึงตัวมากขึ้นของตลาดแรงงานไทย สาเหตุที่ทำให้อัตราการว่างงานของไทยอยู่ในระดับต่ำคือการที่ตลาดแรงงานไทย มีการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างภาคการผลิตในระดับสูง โดยแรงงานในภาคเศรษฐกิจที่ประสบปัญหาชะลอการผลิต สามารถเคลื่อนย้ายไปหางานทำในภาคเศรษฐกิจอื่นได้ การมีอำนาจต่อรองที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง จากการที่สหภาพแรงงานไทยไม่เข้มแข็งเท่ากับประเทศพัฒนาแล้ว
|