|
||||||||||||||
|
ย้อนรอยวิกฤติซับไพร์ม
ปัญหายังคงรออยู่ข้างหน้า
เกาะติดเศรษฐกิจการเงิน : กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้รวบรวมลำดับเหตุการณ์ ของสถาบันการเงินที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่องมาจากวิกฤติซับไพร์ม ของสหรัฐ ที่นำมาสู่วิกฤติการเงินของสหรัฐ ดังนี้ :- ระลอก 1 : กองทุนเฮดจ์ฟันด์ กลุ่มนักลงทุนสถาบัน และบริษัทปล่อยกู้จำนอง ภาวะวิกฤติของตลาดสินเชื่อในปัจจุบันนั้น ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2550 หลังจากที่ธนาคารบีเอ็นพี พาริบาส์ ซึ่งเป็นธนาคารรายใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศสประกาศระงับการไถ่ถอนกองทุน 3 แห่งเป็นการชั่วคราวมูลค่า 1.6 พันล้านยูโร (2.2 พันล้านดอลลาร์) โดยในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายน 2550 กองทุนเฮดจ์ฟันด์และกลุ่มนักลงทุนสถาบันหลายแห่งทั่วโลก ที่ทำการลงทุนในตราสาร ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินเชื่อซับไพร์มต้องประสบกับปัญหาสภาพคล่อง การลดลงของมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ จนบางแห่งต้องประกาศระงับการไถ่ถอนกองทุน เพื่อหลีกเลี่ยงการเทขายสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง ในช่วงเวลาเดียวกันบริษัทขนาดใหญ่ที่อยู่ในธุรกิจปล่อยกู้จำนองของสหรัฐ หลายแห่ง (อาทิเช่น บริษัท นิว เซ็นจูรี) ต้องปิดตัวลง และ/หรือ เข้ารับความคุ้มครองตามหมวด 11 กฎหมายล้มละลาย เนื่องจากประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน เมื่อไม่สามารถหานักลงทุนที่มีความสนใจที่จะซื้อตราสารที่หนุนหลังด้วยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งการผิดนัดชำระหนี้ของลูกหนี้ซับไพร์มได้พุ่งสูงขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นอกจากนี้ บริษัทนอร์ทเธิร์น ร็อค ซึ่งเป็นสถาบันการเงินปล่อยกู้จำนองของอังกฤษ ต้องเผชิญปัญหาลูกค้า แห่ถอนเงินออกจากธนาคาร ซึ่งนับเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 140 ปีในธนาคารของอังกฤษ ระลอก 2 : งบดุลของสถาบันการเงินเริ่มอ่อนแอลง ในช่วงเดือนตุลาคม 2550 เป็นช่วงของการประกาศผลประกอบการของสถาบันการเงินสหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่จะรายงานผลประกอบการ ออกมาแย่กว่าที่ตลาดได้คาดการณ์ไว้ และเกือบทุกแห่ง จะต้องทำการปรับลดมูลค่าทางบัญชีลง อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการลงทุนที่ย่ำแย่ ที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อซับไพร์มซึ่งมีความเสี่ยงสูง อาทิเช่น ธนาคารซิตี้กรุ๊ป และวาโชเวีย คอร์ป ที่ประกาศผลกำไรไตรมาส 3/2550 ดิ่งลงถึง 57% และ 10% ตามลำดับ ต่อมาในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2550 สถาบันการเงินหลายแห่งยังคงทยอยประกาศข่าวร้าย จากการปรับลดมูลค่าในบัญชีอย่างต่อเนื่อง และในเดือนมกราคม 2551 ตลาดการเงินต้องผิดหวังอีกครั้ง กับผลประกอบการไตรมาส 4/2550 ของเมอร์ริล ลินช์ ซึ่งนับเป็นผลประกอบการที่เลวร้ายที่สุดในประวัติของทางบริษัท ระลอก 3 : วิกฤติของแบร์ สเติร์นส์ โค อิงค์ แบร์ สเติร์นส์ เป็นบริษัทหลักทรัพย์รายใหญ่ที่สุดอันดับ 5 ของสหรัฐ โดยทำธุรกิจเป็นเทรดเดอร์ และอันเดอร์ไรเตอร์ ของสินเชื่อจำนองและหนี้อื่นๆ ต้องประสบกับภาวะวิกฤติด้านสภาพคล่องอย่างหนักในช่วงเดือนมีนาคม 2551 จนในท้ายที่สุด ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก ต้องเข้ามาช่วยเหลือด้วยการจะจัดสรรวงเงินสินเชื่อ 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยบริษัทเจ.พี.มอร์แกน เชส แอนด์ โค ในการเข้าซื้อกิจการของแบร์ สเติร์นส์ นอกจากนี้ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน บริษัทคาร์ไลล์ แคปิตอล คอร์ป ซึ่งเป็นบริษัทด้านการจำนอง ในเครือบริษัทกองทุนเอกชนคาร์ไลล์ กรุ๊ป ต้องเผชิญปัญหาไม่สามารถบรรลุข้อตกลง กับบรรดาเจ้าหนี้ และต้องถูกยึดหลักทรัพย์จำนองที่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในที่สุด ระลอก 4 : ความน่าเชื่อถือต่อบริษัทประกันหุ้นกู้ถดถอย วิกฤติซับไพร์มได้สร้างความวิตกต่อเนื่องไปยังธุรกิจที่ให้บริการประกันตราสารหนี้ (Bond Insurer) ซึ่งมีมูลค่าตลาดสูงกว่า 2.4 ล้านล้านดอลลาร์ ตั้งแต่ในช่วงต้นปี 2551 เนื่องจากบริษัทประกันตราสารหนี้โดยทั่วไปใช้อันดับความน่าเชื่อถือของตน ในการรับประกันตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทหรือแม้แต่รัฐต่างๆ ต่อโอกาสการผิดนัดชำระดอกเบี้ยให้กับผู้ถือตราสารหนี้ และในช่วงที่ผ่านมา บริษัทประกันตราสารหนี้หลายแห่งได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับประกันตราสารหนี้ ที่หนุนหลังด้วยสินเชื่อซับไพร์ม จึงทำให้บริษัทประกันตราสารหนี้ดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะต้องแบกรับภาระจ่ายผลตอบแทน ให้กับผู้ถือตราสารหนี้ ระลอก 5 : บริษัทชั้นนำนอกภาคการเงินประสบกับการขาดสภาพคล่อง ในเดือนกรกฎาคม 2551 นักลงทุนได้เทขายหุ้นเจนเนอรัล มอเตอร์สอย่างหนัก ซึ่งส่งผลทำให้หุ้นเจนเนอรัล มอเตอร์ส ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 54 ปี ทั้งนี้ ความจำเป็นต้องเร่งเพิ่มทุนเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง และลดการจ่ายเงินปันผล ท่ามกลางการชะลอตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้บริษัทวาณิชธนกิจชั้นนำ อาทิเช่น โกลด์แมน แซคส์ และเมอร์ริล ลินช์ ปรับลดอันดับความน่าลงทุนของหุ้นเจนเนอรัล มอเตอร์ส ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของสหรัฐ โดยเมอร์ริล ลินช์ ระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่บริษัทเจนเนอรัล มอเตอร์ส อาจประสบภาวะล้มละลาย หากภาวะตลาดรถยนต์ยังคงทรุดตัวต่อไป ระลอก 6 : เสาหลักในการแปลงสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้เป็นหลักทรัพย์สั่นคลอน ความอ่อนไหวของภาวะตลาดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และฐานะของสถาบันการเงินในสหรัฐได้ถูกสั่นคลอนอีกครั้ง หลังข่าวสถาบันการเงินชั้นนำอย่าง แฟนนี เม และเฟรดดี แมค ซึ่งเป็นเสาหลักในการแปลงสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้เป็นหลักทรัพย์ (Mortgage-Backed Securities) อาจประสบกับปัญหาความเพียงพอของเงินกองทุน จนในที่สุดวันที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือ ด้วยการประกาศเพิ่มวงเงินสินเชื่อโดยตรงให้กับสถาบันการเงินทั้ง 2 แห่ง และอาจเข้าซื้อหุ้นของทางบริษัทถ้าจำเป็น ในขณะที่ เฟดก็ได้อนุมัติให้สถาบันการเงินทั้ง 2 แห่ง สามารถขอกู้ฉุกเฉินผ่านช่องทาง Discount Window ได้ ก่อนหน้านี้ไม่นาน (11 ก.ค.2551) หน่วยงานควบคุมกฎระเบียบด้านธนาคารของสหรัฐ ได้เข้าเทคโอเวอร์ธนาคารอินดี้แมค แบงก์ คอร์ป อิงค์ ซึ่งทำธุรกิจปล่อยกู้จำนอง เนื่องจากลูกค้าจำนวนมากได้แห่ถอนเงินออกจากสถาบันการเงินแห่งนี้ ซึ่งนับเป็นการล้มละลายของธนาคารที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่นับตั้งแต่เกิดวิกฤติ Savings and Loan ในทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา แม้สถาบันการเงินของสหรัฐจะได้เผชิญกับข่าวร้ายมาหลายระลอก นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2550 แล้วก็ตาม แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ข่าวร้ายในภาคการเงินยังอาจปรากฏขึ้นได้อีก และเป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายต้องเข้าช่วยแก้ไขที่รออยู่วันข้างหน้า
|