|
||||||||||||||
|
นโยบายรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
คอลัมน์ คนเดินตรอก โดย วีรพงษ์ รามางกูร ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4020 (3220) การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับระบบเศรษฐกิจแบบเสรี ที่ใช้กลไกตลาดเป็นเครื่องชี้นำระบบเศรษฐกิจ ต่างกับระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมที่ "รัฐ" เป็นเจ้าของกิจการ และใช้การวางนโยบายการผลิตหน่วยการผลิตต่างๆ จากการวางแผนจากส่วนกลาง ซึ่งฝรั่งเรียกระบบเศรษฐกิจแบบนี้ว่าเป็น "centrally planned economies" ระบบแบบนี้ไม่มีขึ้น ไม่มีลง ไม่มีเงินเฟ้อ ไม่มีการว่างงาน ทุกคนมีงานทำ แต่ทำคนละนิดละหน่อย ทำดีก็ได้เหรียญตรา ทำงานเรื่อยๆ เอื่อยๆ ก็ไม่ถูกปลด เพียงแต่ไม่ได้เหรียญเชิดชูยกย่องเท่านั้นเอง ไม่ต้อง แข่งขันเพื่อเงินเดือน โบนัส หรือตำแหน่ง ระบบเศรษฐกิจเสรีนั้นเป็นระบบที่ ส่งเสริมให้คนขยัน มีประสิทธิภาพ ทำดี ทำมาก ได้ดี ได้มาก ระบบเศรษฐกิจ ทั้งระบบตอบสนองต่อผลได้ ทำให้ระบบ ทั้งระบบมีประสิทธิภาพ แต่ข้อเสียของระบบเศรษฐกิจแบบเสรี ก็มีมาก ที่สำคัญอันหนึ่งก็คือเป็นระบบที่ไม่มีเสถียรภาพ เดี๋ยวขึ้น เดี๋ยวลง เดี๋ยว เกินดุลการค้า เดี๋ยวขาดดุลการค้า เดี๋ยวขาดแคลนแรงงาน เดี๋ยวมีคนว่างคนไม่มีงานทำ เดี๋ยวของถูก เดี๋ยวของแพง พอเศรษฐกิจดีทำมาค้าคล่องคนก็ดีใจ สบายใจ ลงทุนอะไรก็กำไร พอเศรษฐกิจ ไม่ดีซบเซา บริษัทห้างร้านต้องปิดตัว คนตกงาน รายได้ลด รายได้รัฐบาลลดลง บางทีก็ต้องขึ้นภาษี คนก็หงุดหงิด ลงทุนอะไรก็ไม่ได้ ที่มีอยู่แล้วก็ขาดทุน ค่าเงินเดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง เดี๋ยวมีเงินเฟ้อ เงินฝืด สลับกันไป จุดอ่อนของระบบเศรษฐกิจแบบเสรี ตามกลไกตลาด หนึ่งในสองเรื่องนอกจากทำให้มีคนรวย คนจนไม่เท่าเทียมกันแล้วก็เรื่องนี้แหละคือ เรื่องเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งก็เป็นเรื่องใหญ่ไม่แพ้เรื่อง การกระจายรายได้ การกระจายทรัพย์สิน ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็ลดความสำคัญลงมาเป็นเรื่องคุณภาพชีวิต ที่ไม่แตกต่างกันมากในสังคม เรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจให้เจริญ รุดหน้าทางวัตถุให้ดีขึ้น เรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องทั้งวัตถุและจิตใจ เป็นเรื่องระยะยาว เป็นเรื่องของสภาพัฒนาฯ เป็นเรื่องของสำนักงาน ส่งเสริมการลงทุน เป็นเรื่องของกระทรวง การคลัง พาณิชย์ อุตสาหกรรม เกษตรฯ และอื่นๆ รวมทั้งรัฐวิสาหกิจด้วย ส่วนเรื่องการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องนโยบายระยะสั้น แต่เรื่องระยะสั้นก็มีผลต่อระยะยาว เป็นเรื่องของธนาคารแห่งประเทศไทย กับกระทรวงการคลังต้องทำงานประสานกัน จะแยกเป็นอิสระเท่ากันเด็ดขาดไม่ได้ บุคลากรของธนาคารกลางรวมทั้ง ไอเอ็มเอฟมักจะมองในมุมแคบ ในเรื่องเสถียรภาพทางการเงิน เช่น ปริมาณเงินและเงินเฟ้อเท่านั้น มักจะพูดเก่ง คอยตะโกนบอกให้รัฐบาลทำอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ตัวเองไม่ทำอะไรในทางบวก ถ้าจะทำ มักจะทำในทางลบตามทัศนคติผู้ตรวจสอบและควบคุมหรือ regulators ส่วนกระทรวงการคลังซึ่งต้องรับผิดชอบต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา จะมองอะไรในมุมที่กว้างกว่า ในแง่เศรษฐกิจส่วนรวมมากกว่า แต่โดยที่เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางเป็นนักเรียนเรียนเก่ง เพราะธนาคารชาติมีทุนให้ไปเรียนต่อโดยใช้งบประมาณตนเอง ส่วนข้าราชการกระทรวงการคลังไม่ใช่นักเรียนเรียนเก่ง จะได้ทุนก็ทุน ก.พ. จากงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งมีข้อจำกัดเรียนมหาวิทยาลัยดีๆ แพงๆ ไม่ได้ ก็เลยมีปมด้อยเมื่อประชุมร่วมกับพนักงานแบงก์ชาติ พนักงานธนาคารชาติมักจะขู่ว่าตนมีความรู้ดีกว่า ข้อมูลดีกว่า ถึงกับออกมาขู่บางครั้งบางคราวว่า "ถ้าเห็นข้อมูลแล้วจะหนาว" ทั้งๆ ที่ข้อมูลจริงไม่มีอะไรเลย เมื่อยกเลิกมาตรการที่ใครจะนำเงินตรา ต่างประเทศเข้ามาต้องกันสำรองไว้ 30 เปอร์เซ็นต์ก็ไม่เห็นมีอะไร แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นมากมาย ธปท.ก็ไม่ต้องรับผิดชอบกับใคร โดยอ้างความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ผู้ว่าการก็ยังอยู่สุขสบายดี นโยบายเพื่อให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพหลักใหญ่ๆ ก็มีอยู่ว่าถ้าเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไปก็มีมาตรการทางการเงินการคลังดึงเอาไว้ เพราะถ้าเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป เช่น ลงทุนกันมากเกินไป รัฐบาลก็ชะลอส่วนของรัฐบาลเอาไว้บ้าง ธนาคารกลางก็ดึงสินเชื่อเอาไว้บ้าง โดยการขึ้นอัตรา ดอกเบี้ยนโยบาย เพิ่มอัตราการสำรองของธนาคารพาณิชย์ ลดปริมาณเงินลงในวิธีต่างๆ ถ้าเศรษฐกิจทำท่าจะชะลอตัวลง รัฐบาลก็เพิ่มค่าใช้จ่าย ลดภาษีลง ดำเนินนโยบายขาดดุลงบประมาณ เพิ่มการลงทุนให้มากขึ้น ทางนโยบายการเงินก็ผ่อนปรนลง ลดความเข้มงวดลง คำจำกัดความของเอ็นพีแอลหรือเอ็นพีเอก็ควรผ่อนคลายลง ไม่ควรดูแต่เสถียรภาพทางด้านการเงินเท่านั้น ต้องดูเสถียรภาพของเศรษฐกิจ ทั้งระบบ เช่น อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน ความทุกข์ยากของประชาชนที่ยากจน อย่าดูแต่ความมั่นคงของธนาคารเท่านั้น ควรดูความมั่นคงของลูกค้าของธนาคารด้วย เพราะถ้าลูกค้า ล้มกันมากๆ ธนาคารก็ล้มด้วย เคยได้ยินผู้ว่าการและรองผู้ว่าการ ธปท.พูดว่าทาง ธปท.จะดูแลแต่เรื่องเงินเฟ้อและความมั่นคงของสถาบันการเงินเท่านั้น ทรรศนะอย่างนี้เป็นทรรศนะที่ ไม่ถูกต้อง เพราะระบบเศรษฐกิจนั้นทุกส่วนเชื่อมโยงถึงกันหมดเหมือนร่างกายมนุษย์ ถ้าอวัยวะส่วนใดเสียหายก็เสียหายถึงกันหมด การพูดเช่นนั้นเป็นการพูดโดยอวิชา บางทีเป้าหมายทางเศรษฐกิจอาจจะ ขัดแย้งกัน เช่น ต้องการกระตุ้นเพื่อชะลอการชะลอตัวหรือการหดตัวของเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันการนำเข้าก็สูง การส่งออกขยายตัวไม่ทัน ครั้นจะเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาล ลดดอกเบี้ย เพิ่มปริมาณเงิน เศรษฐกิจขยายตัวการนำเข้าก็จะสูง การขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดก็จะมาก เงินบาทก็จะตก ครั้นจะเอาเงินดอลลาร์มาพยุงทุนสำรองระหว่างประเทศ ก็มีน้อย หนี้ต่างประเทศก็มีมาก ก็ต้อง ชั่งเอาว่าความพอดีอยู่ตรงไหน ถ้าทุนสำรองมีมากจน ธปท.ไม่อยากมีเพิ่ม น้ำหนักก็ต้องเอียงไปทางกระตุ้นเศรษฐกิจ นโยบายการเงินผ่อนปรน ถ้าทุนสำรองมีน้อย กู้มามากแล้ว น้ำหนักก็ต้องเอียงไปทางการรักษาเสถียรภาพ การเข้าใจโรคให้หมดแล้วชั่งดูว่าจะเอาทางไหนเป็นเรื่องศิลปะ การวินิจฉัยต้องดูให้ครบ ทั้งทุนสำรอง ทั้งหนี้สินต่างประเทศ ระยะสั้นระยะยาว เครดิตของประเทศ ดูความอยู่รอดของธุรกิจ ความอยู่รอดของสถาบันการเงิน ไม่ใช่ฟังแต่พวกเดียวกัน เช่น ไอเอ็มเอฟ ซึ่งบัดนี้ไม่มีใครเชื่อถือแล้ว ดูความรู้สึกของเจ้าหนี้ นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพราะถึงจุดหนึ่งอาจจะต้องระดมทุนในตลาดเอกชนต่างประเทศ พยายามอย่ารอจนต้องเข้าโครงการ ไอเอ็มเอฟ เพราะมีประสบการณ์ ที่ขมขื่นมาแล้ว ปกติแล้วระบบเศรษฐกิจเสรีโดยใช้กลไกตลาด ตลาดจะเป็นตัวปรับให้เกิดความพอดีความเหมาะสมอยู่แล้ว เป็นตัวทำให้เกิดเสถียรภาพโดยอัตโนมัติ ตำราฝรั่งเขาเรียก "automatic stabilizer" เช่น หมูราคาถูกเพราะคนเลี้ยงมากเกินไป พอราคาถูกผู้เลี้ยงขาดทุน คนเลี้ยงหมูก็จะเลี้ยงหมูน้อยลง พอคนเลี้ยงหมูน้อยลง ราคาหมูก็จะขึ้น ถ้าระยะเวลาของการเลี้ยงใช้เวลา 4-5 เดือน ราคาหมูก็จะขึ้นลงทุก 4-5 เดือน ยางพาราใช้เวลาปลูก 6-7 ปี จึงกรีดได้ ราคาก็จะขึ้นลงทุก 6-7 ปี เป็นต้น แต่ถ้ารัฐบาลไปเต้นตามคำวิพากษ์วิจารณ์ของหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน เช่น ราคาหมูแพงก็ไปกำหนดราคาไว้ให้ต่ำ คนเลี้ยงหมูก็เลยไม่เพิ่มปริมาณการเลี้ยง ราคาก็เลยแพงไปเรื่อยๆ ถ้าขายหน้าร้าน ไม่ได้ก็ขายหลังร้าน หรือไม่ก็โกงน้ำหนักหรือลดคุณภาพลง หรือราคาหมูถูกเพราะรัฐบาลเข้าไปพยุงราคาหมูด้วยเหตุผลทางการเมือง คนเลี้ยงหมูก็เลยไม่ลดปริมาณการเลี้ยงหมูก็เลยไม่แพงสักที หรือกรณีน้ำมันราคาแพง ทำให้มูลค่าการนำเข้าสูงขึ้นมาก รัฐบาลกลับไปชดเชยราคาน้ำมัน ผู้ใช้น้ำมันก็เลยไม่ลดปริมาณการใช้ลง มูลค่าการนำเข้าก็เลยไม่ลดลง แต่ถ้าปล่อยให้แพงผู้ใช้ก็จะประหยัด ใช้น้อยลง มูลค่าการนำเข้าก็จะลดลงหรือไม่ก็ไม่เพิ่มอย่างที่ควรจะเพิ่ม แต่ตลาดบางตลาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดเงินและตลาดทุน ตัวทำให้เกิดเสถียรภาพอัตโนมัติ หรือ automatic stabilizer อาจจะไม่ทำงานหรือกว่าจะทำงาน เศรษฐกิจการเงินของประเทศอาจจะพังทลายไปแล้วก็ได้ เช่น เมื่อมีการขาดดุลการค้าหรือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมากๆ ค่าเงินบาทตก การส่งออกก็ดีขึ้น การนำเข้าก็ลดลง ค่าเงินบาทก็จะแข็งขึ้น แต่ผลของการปรับตัวอย่างนี้มีผลกว้างขวาง กระทบเศรษฐกิจการส่งออกนำเข้าการผลิตทั่วไปหมด ไม่เหมือนตลาดหมูกระทบแค่ คนเลี้ยงหมูกับคนบริโภคหมูเท่านั้น ถ้าเงินบาทตกมากๆ คนตกใจขนเงินออกไปฝากนอกประเทศ เงินยิ่งตกก็ยิ่งไหลออก ในที่สุด เงินตราต่างประเทศหมด ประเทศก็ล้มละลายพอดี อย่างนี้รัฐบาลต้องเข้ามาดูแล จะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ต้นทุนต่อสังคมสูงเกินไป ถ้าเศรษฐกิจพังแล้วอาจจะไม่ฟื้นตัวอีกเลยก็ได้ ในกรณีอย่างนี้รัฐบาลโดยธนาคารกลาง และกระทรวงการคลังจะปล่อยจะรอให้ตัวทำให้เกิดเสถียรภาพอัตโนมัติทำงานเองไม่ได้ ถ้าเป็นตลาดสินค้าตลาดบริการควรปล่อยให้กลไกตลาดทำงานไปเอง แต่ตลาดการเงินและตลาดแรงงาน จะปล่อยให้กลไกตลาดทำงานไปเองไม่ได้ เพราะมันอาจจะไม่ทำงานหรือทำแต่ต้นทุนสังคมสูงเกินกว่าที่จะรับได้ บทบาทของธนาคารกลางจึงเป็นบทบาทที่สำคัญในการกำหนดนโยบายการเงิน แทรกแซงตลาดเงินตลาดทุน ตลาดเงินตราต่างประเทศ ให้มีเสถียรภาพ ไม่ให้ขึ้นลงหวือหวา เพราะถ้าขึ้นลงหวือหวา ผู้ผลิต ผู้ใช้สินค้าก็ไม่สามารถทำงานทำการได้ เกิดความเดือดร้อนไปทั่ว นอกจากนั้น การปั่นราคาทั้งอัตรา แลกเปลี่ยนโดยนักเก็งกำไรก็ทำได้ง่ายและควบคุมได้ยากกว่าตลาดสินค้า ซึ่งเป็นอันตรายมาก จะช่วยให้เป็นไปตามกลไกตลาดโดยลำพังไม่ได้ จะเสียหายมาก การดำเนินนโยบายเพื่อเสถียรภาพ ทางเศรษฐกิจ บางทีต้องเลือกให้น้ำหนักระหว่างการขยายตัวทางเศรษฐกิจกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ บางทีก็ต้องผ่อนหนักผ่อนเบาตามสถานการณ์ความรู้สึกของประชาชน เพราะจุดหมายปลายทางของนโยบายเศรษฐกิจก็คือความสุข ความรู้สึกของคนในสังคม นโยบายมาตรการอย่างเดียวกัน ถ้าเลือกใช้ผิดเวลาก็อาจจะได้รับการต่อต้าน ทำไม่สำเร็จ ถ้าเลือกเวลาถูกก็อาจจะสำเร็จได้โดยง่าย นโยบายรักษาเสถียรภาพ นโยบายแบ่งปันความทุกข์นั้นไม่ได้ทำในสุญญากาศ แต่ทำในสิ่งแวดล้อมทางสังคมและการเมือง มีคนได้มีคนเสีย ประโยชน์ในระยะยาวของประเทศชาติเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ผู้ทำนโยบายที่เก่งไม่ใช่ผู้ที่รู้อยู่คนเดียว ต้องสามารถโน้มน้าวให้คนในสังคมเห็นด้วยและยอมรับในการชี้นำของตนด้วย งานจึงจะสำเร็จ จุดมุ่งหมายของการรักษาเสถียรภาพ จึงเป็นเรื่องที่จะต้องชั่งน้ำหนัก ระหว่างการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือการจ้างงานหรือคนมีงานทำ กับดุลบัญชีเดินสะพัด และอัตราเงินเฟ้อ ไม่ใช่ดูเพียงอย่างใด อย่างหนึ่งเท่านั้น ต้องดูทั้งสามตัว ให้มีความพอดี เป็นทั้งศาสตร์และเป็นทั้งศิลป์ หน้า 41
|