หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ความขัดแย้งยังไม่สิ้น

โลกทรรศน์ : อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 28 ฉบับที่ 1457

หลายคนกำลังเบื่อการเมือง ผมคิดว่าถ้าไม่มีการรัฐประหาร นี่คือ กระบวนการประชาธิปไตยอย่างหนึ่งในบ้านเรา เพียงแต่ว่า การต่อสู้ครั้งนี้รุนแรงและต่อเนื่องรายวันเพราะความขัดแย้งยังไม่สิ้นสุด

ทำไมความขัดแย้งจึงยังไม่สิ้นสุด

การเผชิญหน้ากันระหว่างฝ่ายสนับสนุนทักษิณกับฝ่ายต่อต้านทักษิณปีกว่าๆ แล้ว จบลงด้วยการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งนี้จบลง ทั้งนี้ เป็นเพราะด้วยเหตุผลอย่างน้อย 2 ประการ

ประการแรก ความอ่อนด้อยและการขาดความพยายามจะแก้ปัญหาอย่างจริงๆ ของรัฐบาลขิงแก่ รัฐบาลนี้จึงเป็นรัฐบาลรักษาการณ์ที่มีแต่จะเพิ่มความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายนั้นได้ดำเนินไปอย่างมีพลัง การเคลื่อนไหวด้วยการประชาสัมพันธ์ตัวเองตลอดเวลาของอดีตทักษิณอันมาพร้อมด้วยคำสัญญาว่าจะกลับมาใหม่อย่างองอาจ นอกจากทำให้การรวมตัวกันใหม่ของฝ่ายนิยมทักษิณเกิดขึ้นแล้ว การรวมตัวใหม่นี้มีพลังอย่างยิ่ง ทั้งการก่อตั้งพรรคใหม่ การสร้างสายสัมพันธ์ทางธุรกิจ การสร้างความนิยมของเครือข่ายมวลชนในระดับรากหญ้า

ยิ่งรัฐบาลขิงแก่ไม่ได้ช่วยอะไรเลยให้กับการทำงานของคณะกรรมการตรวจสอบความเสียหายต่อรัฐ โอกาสที่จะชนะคดีด้วยผลของการสลับซับซ้อนของข้อมูลและแง่มุมทางกฎหมายมีมาก สิ่งเหล่านั้นยิ่งทำให้การฟื้นคืนกลับมาอีกครั้งของฝ่ายนิยมทักษิณเป็นไปได้ง่าย แล้วการฟื้นตัวใหม่ก็เป็นจริงด้วยผลของชัยชนะจากการเลือกตั้งมกราคม 2551

ประการที่สอง ระหว่างการบริหารประเทศด้วยอำนาจการรัฐประหารและรัฐบาลรักษาการณ์ การกำจัดฝ่ายสนับสนุนทักษิณถูกฝากความหวังไว้ที่กองทัพอย่างมาก เพราะกองทัพเป็นสถาบันพื้นฐานอันเดียวที่ใช้อำนาจรัฐประหารได้ ฝ่ายต่อต้านทักษิณจึงหวังต่อไปและหวังมากด้วยว่ากองทัพจะใช้อำนาจนั้น แต่ในความเป็นจริงก็ผิดคาด กองทัพไทยไม่เหมือนกองทัพเมื่อทศวรรษ 1960 คือไม่มีอุดมการณ์ต่อต้านคอมมิวนิสต์และกลุ่มผู้นำร่วมที่คุมกองทัพอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แล้วกองทัพปัจจุบันก็ไม่เหมือนกองทัพยุคทศวรรษ 1980 ที่มี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นผู้นำเชิงบารมี

ในทางกลับกันกองทัพไทยมีแต่นายทหารชั้นผู้น้อยที่ไม่มีประสบการณ์ทางการเมือง ช่วงทักษิณ กองทัพถูกฝ่ายการเมืองแทรกแซงจนเป็นฝักฝ่ายจำนวนมากก็จริง แต่ฝักฝ่ายนั้นอ่อนแอและถูกชักจูงโดยง่ายจากฝ่ายการเมือง

ดังนั้น รัฐประหาร 19 กันยายนจึงเป็นการรัฐประหารยังไม่สิ้นสุด เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะทั้งฝ่ายสนับสนุนทักษิณ และฝ่ายต่อต้านทักษิณเองไม่มีพลังอำนาจมากพอที่จะจัดการฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอย่างเด็ดขาด เพราะถ้ามีจริง กองทัพก็จะเลือกเข้ามาอยู่ข้างนั้น แล้วการเมืองไทยหลังการรัฐประหารครั้งล่าสุดก็จะไม่เป็นอย่างที่เราเห็นกัน

ความขัดแย้งครั้งใหม่เริ่มต้น

เมื่อความขัดแย้งไม่สิ้นสุดลงที่ฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายชนะโดยเด็ดขาด ความขัดแย้งใหม่ก็เริ่มต้นอีกครั้ง

หันมามองที่ฝ่ายสนับสนุนทักษิณก่อน การเลือกเอา คุณสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีได้ให้การเรียนรู้ต่อสังคมไทยมากมหาศาล นักการเมืองผู้ช่ำชองมากกว่า 40 ปีแต่บริหารประเทศด้วยความพิลึก คือบริหารด้วยปากและอารมณ์

ท่านประกาศขึ้นราคาน้ำตาลล่วงหน้าเป็นอาทิตย์ทางรายการโทรทัศน์ แล้วราคาสินค้าก็ขึ้นสมใจ

ท่านประกาศจะใช้กำลังทหารและตำรวจสลายกลุ่มพันธมิตรทางโทรทัศน์แล้วก็ไม่ได้ทำ ท่านไม่ได้บอกในรายการโทรทัศน์ตอนหลังว่า กองทัพและตำรวจเขาไม่เห็นด้วยจึงทำไม่ได้

ท่านบริหารประเทศด้วยประสบการณ์ของ ชิมไปบ่นไป

แต่ระหว่างนั้น ฝ่ายสนับสนุนไม่ได้หยุดนิ่ง มีการโยกย้ายบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคดีความต่างๆ โดยบอกว่าการโยกย้ายต่างๆ ต้องให้ความเป็นธรรม ตอนรัฐประหารไม่เห็นมีใครว่า

ในที่สุด ก็มาถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งมีการผลักดันอย่างมากจากฝ่ายสนับสนุนทักษิณ

ในระหว่างนั้น มีการเคลื่อนไหวอย่างมีพลังเพื่อแสดงว่า อำนาจการเมืองและเศรษฐกิจของฝ่ายสนับสนุนมีมากอย่างเหลือล้น ตอนนี้เขาไม่สนใจทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และทีมสาวงามแล้ว การนำเอามหาเศรษฐีซาอุดีอาระเบียมาติดต่อซื้อข้าวจากชาวนาไทย การนำเอาอภิมหาเศรษฐี ดูไบ มาให้ความช่วยเหลือความเป็นไปได้ของการสร้างแลนด์บริจด์ การเสนอข่าวการลงทุนพลังงานและกาสิโนในประเทศเพื่อนบ้าน เป็นอะไรไม่ได้ นอกจากต้องการจะบอกแก่ฝ่ายนิยมทักษิณว่า เขาจะกลับมาใหม่ กลับมาด้วยความร่ำรวยอย่างมหาศาล และพร้อมที่จะหยิบยื่นของร่ำรวยนั้นให้กับผู้ภักดีและติดตามเขามาโดยตลอด

ครั้นมาดูที่ฝ่ายต่อต้านทักษิณ การรวมตัวกันใหม่ของพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย มีเหตุผลเข้าใจได้ของการเมืองภาคประชาชนการรณรงค์ต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่การรณรงค์คราวนั้นมุ่งไปที่ชาตินิยมซึ่งต่างจากคราวก่อน คราวก่อนนั้น การรณรงค์ทางการเมืองมุ่งไปที่ สถาบันชาติ ศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์ คราวนี้สองสถาบันหลังหายไปและไม่ได้นำมาเป็นแกนกลางในการณรงค์

อาจจะเป็นไปได้ว่า มีประเด็นเรื่องปราสาทเขาพระวิหารพอดี การปลุกกระแสชาตินิยมจึงทำได้ง่ายกว่าและรวดเร็วกว่า

แนวโน้มจะไปทางไหน

กล่าวโดยรวมแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างสร้างกระแสสังคมขึ้นมารองรับความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวของตน ฝ่ายสนับสนุนใช้การแสดงออกถึงการลงทุนใหม่ การสร้างความร่ำรวยและการร่วมมือกับกลุ่มทุนข้ามชาติเพื่อจะสื่อกับสังคมว่าเขาจะกลับมาด้วยความร่ำรวยและพลังเงินอย่างมหาศาล ผมไม่ทราบว่าจะเอาเงินมากขนาดนั้นไปทำอะไร สมมุติว่า เขาชนะในศาลเขาเอาเงินที่ถูกอายัติไว้ไปใช้อย่างไรก็ไม่หมดแล้ว แต่นี่ อาจจะเป็นการประชาสัมพันธ์ความยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งก็ได้

ฝ่ายพันธมิตรยื่นข้อเสนอที่เป็นอันตรายและเสี่ยงสูงคือ การเมืองใหม่ การเมืองใหม่นี้ถูกตีความไปในหลายๆ ทาง แต่ทางหนึ่งคือ การเชิญชวนให้ทหารเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองไทย แกนนำของเขาอธิบายว่า ทหารแทรกแซงการเมืองได้ถ้ามีกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแล้วรัฐบาลไม่จัดการ เมื่อรัฐบาลขาดความสามารถ เมื่อการทุจริตคอร์รัปชั่นมีมากอย่างกว้างขวางและเมื่อรัฐบาลทรยศต่ออธิปไตยของชาติ

ทั้งสี่ประการนี้ไม่ใช่สิ่งดี แต่เป็นสิ่งที่แพร่ระบาดไปทั่วในสังคมอยู่และยังมีอยู่ต่อไป ครั้นย้อนกลับมาดูที่กองทัพ กองทัพในปัจจุบันเป็นองค์กรที่มีความขัดแย้งภายในและมีการเลือกข้างสนับสนุนและต่อต้านทักษิณอยู่แล้ว

เราจะเปิดทางให้องค์กรที่มีผลประโยชน์เข้ามารักษา "เป้าหมายสูงสุด" ของประชาชนได้อย่างไร เราจะยิ่งทำให้ทหารการเมืองรักษาผลประโยชน์ตัวเองและคอร์รัปชั่นมากขึ้นกว่าเดิมหรือ?

แล้วความขัดแย้งทางการเมืองนั้นสิ้นสุดหรือไม่?

หน้า 20