|
||||||||||||||
|
ปะกูบูวอนอ
นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 28 ฉบับที่ 1457 ปะกูเป็นภาษาชวา แปลว่าตะปู ส่วนบูวอนอคือภูวนะในภาษาสันสกฤต หมายถึงโลกหรือแผ่นดิน ทั้งคำจึงแปลว่าตะปูของแผ่นดินหรือของโลก นี่เป็นพระนามาภิไธยที่กษัตริย์ชวาแห่งแคว้นมะตะรัมใช้มาตั้งแต่ต้นราชวงศ์ (ถ้าถือว่าต้นราชวงศ์คือสุลต่านอากุง) และใช้สืบมาจนเมื่ออาณาจักรมะตะรัมแตกสลายลงในภายหลัง กษัตริย์ในเชื้อวงศ์ที่ครองสุระการ์ตา ก็ยังเป็นตะปูแห่งแผ่นดินตลอดมา ผมชอบชื่อนี้ เพราะแสดงออกซึ่งแนวคิดเกี่ยวกับอำนาจและการปกครองของรัฐโบราณในอุษาคเนย์ได้ชัดเจนกว่า ชื่อซึ่งใช้ในราชอาณาจักรอื่นๆ ในสมัยปัจจุบัน เมื่อพูดถึงโลกหรือแผ่นดิน เรามักจะคิดไปถึงอะไรที่จับต้องได้ เช่น ลูกโลกหรือพื้นแผ่นดิน แต่ผมเข้าใจว่า ความหมายของคำนี้ทั้งในสันสกฤตและชวา น่าจะหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ เช่น สัตว์, คน, ภูเขา, แม่น้ำ, ความร้อน, ความเย็น, ความงาม, ความน่าเกลียด ไปจนถึงที่เรียกว่าระเบียบหรือธรรมะด้วย (The World ในภาษาอังกฤษ) ฉะนั้น ตะปูจึงไม่ได้ตรึงแผ่นดินเหมือนเป็นแกนโลก ที่ปล่อยให้โลกหมุนไปโดยรอบเฉยๆ แต่หมายถึงแก่นแกน ที่ทำให้โลกดำเนินต่อไปได้อย่างมีระเบียบ ปราศจากซึ่งตะปูตัวนี้ โลกก็จะยุ่งเหยิงปั่นป่วนและไร้ระเบียบ จนกระทั่งชีวิตก็ดำเนินต่อไปไม่ได้ หน้าที่หลักของพระเจ้าแผ่นดินชวา จึงเป็นตะปูของโลก และว่าที่จริงแล้ว พระเจ้าแผ่นดินของรัฐในอุษาคเนย์ส่วนใหญ่ก็คือเป็นตะปูของโลก ผมคิดว่าความหมายที่แท้จริงในคติไทย ของธรรมราชาก็ตาม มหาจักรพรรดิก็ตาม ก็คือเป็นตะปูของโลกเหมือนกัน ตะปูของโลกในอุดมคติจึงไม่ได้มีหน้าที่บริหารบ้านเมือง หน้าที่อันนั้นมีคนอื่นรับผิดชอบอยู่แล้ว ในระดับที่อยู่ใกล้ชิดกับกษัตริย์ ไปจนถึงห่างไกลลิบลับจากราชบัลลังก์ ผมพยายามหลีกเลี่ยงไม่ใช้คำว่าในระดับบนไปจนถึงระดับล่างสุด เพราะบน-ล่างในความคิดของคนปัจจุบัน มักทำให้นึกถึงสายการบังคับบัญชา ที่เชื่อมโยงตั้งแต่มุขอำมาตย์ไปจนถึงนายบ้านในหมู่บ้าน ให้กลายเป็นกลไกการปกครองที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่รัฐโบราณของอุษาคเนย์ไม่ได้ผนึกรวมกันภายใต้กลไกการปกครองที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างนั้น หากผนึกรวมกันอยู่ภายใต้ "ตะปูของโลก" อันเดียวกัน โดยมีพื้นที่ทางภูมิศาสตร์หรือเศรษฐกิจหรือวัฒนธรรม เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง เข้ามาสวามิภักดิ์ต่อตะปูของโลกอันเดียวกัน นักประวัติศาสตร์การปกครองสมัยก่อน เรียกว่าเป็นการรวม "ดินแดน" เล็กบ้างใหญ่บ้างไว้ภายใต้ราชอาณาจักร อธิบายอย่างนี้เข้าใจได้ง่ายดี แต่อาจแคบเกินไป ผมจึงอยากใช้คำว่า "พื้นที่" มากกว่า เพราะครอบคลุมอำนาจอื่นๆ ที่สลับ? ซับซ้อนกว่าอำนาจเหนือ "ดินแดน" ด้วย เช่น เจ้าพระยาพระคลังคนหนึ่งในปลายอยุธยา ซึ่งเป็นจีน มีทั้งความชำนาญและเครือข่ายการค้ากับจีนอย่างกว้างขวาง การค้ากับจีนเป็นแหล่งรายได้สำคัญของราชสำนัก จึงเป็น "พื้นที่" แห่งอำนาจของแกที่ยากจะขจัดแกออกไป ฉะนั้น แม้แต่เมื่อแกเลือกกบฏผิดข้าง พระเจ้าแผ่นดินก็ยอมให้แกจ่ายสินบนเพื่อเลือกข้างให้ถูกอีกทีหนึ่ง แล้วกลับมาดำรงตำแหน่งตามเดิม คล้ายกับ "ซาร์" พลังงานในปัจจุบันแหละครับ ไม่ว่าจะเป็นคณะรัฐประหารหรือพรรคการเมือง ล้วนอยากจะเอาแกมาเป็นรัฐมนตรีพลังงานกันทั้งนั้น ประเด็นสำคัญที่ผมอยากชี้ให้เห็นก็คือ อำนาจนั้นกระจายอยู่ตาม "พื้นที่" ต่างๆ เป็นอำนาจที่สามารถถ่วงดุลกับอำนาจที่ศูนย์กลางได้เสมอ ถ้าเจ้าเมืองอยากจะเก็บ "หางข้าว" (ภาษีข้าว) จากชาวนาในหมู่บ้านได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย อย่างไรเสียก็ต้องตั้งนายคงเคราเป็นนายบ้าน เพราะนายคงเครามีอำนาจ (ทางการเมือง, เศรษฐกิจ, หรือวัฒนธรรม) เหนือชาวบ้าน ส่วนสำคัญของอำนาจนายคงเคราจึงเป็นอิสระจากอำนาจของเจ้าเมือง "พื้นที่" ซึ่งนายคงเคราครอบครองอยู่เข้ามาอยู่กับเจ้าเมืองก็เพราะนายคงเคราเลือกที่จะสวา-มิ-ภักดิ์กับเจ้าเมือง (เพราะได้กำไรกว่าหรือเพราะเหตุอื่นก็ตามที) ฉันใดก็ฉันนั้น ผู้ครอบครอง "พื้นที่" ต่างๆ เข้ามาสวามิ-ภักดิ์ต่อตะปูของโลกในลักษณะเดียวกันอย่างนี้ พระราชอำนาจของตะปูของโลกจึงเป็นพระราชอำนาจทางพิธีกรรม กล่าวคือการยอมจำนนต่อตะปูของโลก ทำให้แต่ละคนสูงขึ้นในทางพิธีกรรม มีอำนาจมากขึ้นก็จริง แต่เป็นอำนาจในทางพิธีกรรม (เช่น ถูกเรียกว่าใต้เท้า แทนที่จะเป็นมึง) ฉะนั้น หน้าที่หลักของตะปูของโลก, ธรรมราชา, หรือมหาจักรพรรดิในรัฐอุษาคเนย์โบราณก็คือ ตรึงโลกให้อยู่ในระเบียบแบบแผน (หรือธรรม) โดยมี "พื้นที่" ต่างๆ อยู่ร่วมกันโดยสงบ และกษัตริย์ก็จะทรงทำหน้าที่นี้โดยหลักแล้วผ่านพิธีกรรม นักประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ชาวตะวันตกจึงมักกล่าวว่า รัฐอุษาคเนย์โบราณเป็น "รัฐโรงละคร" ผมหวังว่าผู้อ่านคงเข้าใจความคิดของผม (ซึ่งอาจผิดและไม่น่าเห็นพ้อง) ว่า เหตุใดผมจึงชอบชื่อปะกูบูวอนอมากเป็นพิเศษ เพราะพระราชอำนาจของ "ตะปู" นั้น โดยอุดมคติแล้วเป็นอำนาจในเชิงอกรรม ไม่ใช่สกรรม พูดในเชิงไวยา? กรณ์ก็คือ เป็นอำนาจที่ไม่มีกรรมมารับข้างท้ายครับ ได้แต่ตรึงให้โลกดำเนินไปอย่างมีระเบียบแบบแผน (หรือตามธรรม) เท่านั้น (ในความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์ แน่นอนว่ากษัตริย์ย่อมใช้พระราชอำนาจในเชิงสกรรมด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย อย่างน้อยก็เพื่อรักษาสถานะทางการเมืองของพระองค์) เมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว ด้วยเหตุผลของระบอบอาณานิคม ทำให้รัฐโบราณเหล่านี้ต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง (ทำเองหรือฝรั่งทำให้ก็ตาม) ให้มีลักษณะของรัฐสมัยใหม่ เช่นมีเส้นเขตแดน, มีรัฐบาลกลางอันมีระบบราชการเป็นแขนขา, มีประชาชนที่หมายหัวได้ว่าเป็นพลเมืองของตัว, ฯลฯ แต่ผมออกจะสงสัยว่า โดยรูปแบบก็เป็นรัฐสมัยใหม่ หากโดยเนื้อหาแล้ว รัฐในอุษาคเนย์ส่วนใหญ่ก็ยังไม่แตกต่างจากรัฐโบราณมากนัก แม้ว่ารัฐส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ภายใต้ระบอบกษัตริย์ก็ตาม ระบบปะกูบูวอนอก็ยังอธิบายการเมืองของรัฐเหล่านั้นได้ ลองดูนามสกุลของประธานาธิบดีฟิลิปปินส์สิครับ ล้วนมาจากกลุ่มตระกูลที่ครอบครอง "พื้นที่" ขนาดใหญ่ในเกาะลูซอนทั้งนั้น ผมไม่ได้หมายความแต่ไร่อ้อยขนาดใหญ่หรือ plantation เท่านั้นนะครับ อาจเป็น "พื้นที่" ทางเศรษฐกิจหรือวัฒนธรรมก็ได้ ที่ยกเว้นเห็นจะมีแต่ประธานาธิบดีเอส? ตราดา ซึ่งในที่สุดก็ดำรงตำแหน่งไปได้ไม่ตลอด แต่ประธานาธิบดีเอสตราดาก็มี "พื้นที่" ของตนเองเหมือนกัน เพราะมีคนจนเมืองจำนวนมากที่ชื่นชมท่าน แม้จนเมื่อศาลตัดสินว่ามีความผิดทุจริตต่อหน้าที่แล้ว แฟนๆ ของท่านก็ยังเหนียวแน่นอยู่ไม่เสื่อมคลาย ในเมืองไทย ค.ร.ม. ทุกชุดเกิดจากการแบ่งสันปันส่วนกันระหว่างเจ้าของ "พื้นที่" ต่างๆ (ระบบโควตาทั้งนั้นแหละครับ ถึงจะแบ่งตามโควตาของพรรคร่วมรัฐบาล พรรคก็เอาไปแบ่งให้ผู้บริหารพรรคที่คุม "พื้นที่" อีกทีหนึ่ง) บางคนก็เป็นเจ้าของ "พื้นที่" โดยตรง บางคนก็เป็นเพียงนอมินี (ไม่ใช่ของสมาชิกบ้านเลขที่ 111 เท่านั้นนะครับ เรามีนอมินีของนายทุนพรรคใน ค.ร.ม. มาตั้งนานแล้ว) กองทัพแห่งชาติของอินโดนีเซียและพม่าเกิดจากกองทัพประชาชนในการปฏิวัติกู้ชาติ ฐานของอำนาจจึงกระจายไปตาม "พื้นที่" มาตั้งแต่ต้น (เหมือนกองทัพจีนก๊กมินตั๋งเมื่อยังครองแผ่นดินใหญ่) แม้ความเปลี่ยนแปลงนานาชนิดจะเกิดขึ้น หลังจากได้เอกราชแล้ว แต่โดยพื้นฐานรัฐบาลกลางก็ต้องประนีประนอมกับเจ้าของ "พื้นที่" ต่างๆ ตลอดมา ไม่ว่ารัฐบาลนั้นจะมาจากการเลือกตั้งหรือกองทัพก็ตาม อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจมากในการเมืองของรัฐอุษาคเนย์ที่สืบมาจากรัฐโบราณเหล่านี้ก็คือ สัก 20-30 ปีที่ผ่านมา เริ่มเกิด "พื้นที่" ใหม่ๆ บางอย่างซึ่งสมัยก่อนไม่ถูกนับว่าเป็นพื้นที่แห่งอำนาจ (อย่างน้อยก็ไม่ใช่อำนาจทางการเมือง) แข็งตัวขึ้นจนแทรกเข้าไปในการจัดสรรแบ่งปันอำนาจทางการเมืองได้ เช่น "พื้นที่" ซึ่งประธานาธิบดีเอสตราดาเป็นเจ้าของ หรือ "พื้นที่" ซึ่งท่านนายกฯ ทักษิณเป็นเจ้าของเป็นต้น นั่นก็คือ "พื้นที่" ของความนิยมชมชอบของประชาชน (popularity) ความนิยมชมชอบนี้จะมาจากเหตุใดก็ตามทีเถิดครับ แต่ปฏิเสธความนิยมชมชอบนี้ว่ามีอยู่จริงไม่ได้ ในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ถึงจะขจัด "พื้นที่" นี้ออกไปได้ในที่สุด ด้วยการรัฐประหารในท้องถนน หรือการรัฐประหารด้วยรถถัง แต่ "พื้นที่" นี้ก็ยังคงอยู่ การเมืองจะก้าวต่อไปได้ก็ต้องยอมรับให้ "พื้นที่" นี้เข้ามามีส่วนในอำนาจ จะมากจะน้อยก็ต้องมีส่วนแหละครับ แต่อย่านึกเพียง "พื้นที่" ของเอสตราดาและทักษิณเท่านั้น ยังมี "พื้นที่" ใหม่อื่นๆ ที่แทรกเข้ามาอีกมากมาย ในอินโดนีเซีย ความเคลื่อนไหวของกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงก็เป็น "พื้นที่" ใหม่อีกอย่างหนึ่งในการเมือง เช่นเดียวกับธรรมกายหรือหลวงตาในบ้านเรา หรือสังฆราชซินในฟิลิปปินส์ ในประเทศไทย "วิชาการ" เป็น "พื้นที่" ใหม่ที่แทรกเข้ามาตั้งแต่ทศวรรษแรกของพุทธศตวรรษที่ 26 ตามมาด้วย "นิ-สิตนักศึกษา", "แรงงานรัฐวิสาหกิจ", "เอนจีโอ", "การเมืองภาคประชาชน", และ "คุณธรรม", ฯลฯ เป็นต้น ผมคิดว่าปัญหาหลักของการเมืองอุษาคเนย์ก็คือ มีการก่อรูปของ "พื้นที่" ใหม่ๆ เหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (แม้? แต่ในสิงคโปร์และมาเลเซีย) แต่ยังไม่พบหนทางที่จะผนวกเอา "พื้นที่" เหล่านี้เข้ามาสู่อำนาจไว้ภายใต้ระบบปะกูบูวอนอได้ ผมหมายความว่า โลกที่อยู่รอบตะปูมีระเบียบแบบแผนของการแบ่งปันอำนาจระหว่างเจ้าของ "พื้นที่" ต่างๆ อย่างสมดุล จะผนวกเอา "พื้นที่" ใหม่ๆ เข้ามาอย่างไร จึงจะทำให้ความสมดุลของระบบยังคงอยู่ต่อไป ถ้าตอบปัญหานี้ไม่ได้ จะเกิดความตึงเครียดในระบบสูงมาก และทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ขึ้น ในหลายประเทศ ของอุษาคเนย์ เมื่อระบบปะกูบูวอนอพังสลายลง ในประเทศที่ยังรักษาระบอบกษัตริย์อยู่ ระบบปะกูบูวอนอก็สามารถอธิบายความสัมพันธ์ของกษัตริย์กับการเมืองได้ดี แต่โชคดีที่เนื้อที่ของผมหมดแล้ว จึงไม่ต้องอธิบาย หน้า 25
|