หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ข้าวแพง แต่ทำไมรัฐมนตรีสอบตก

โดย สมพร อิศวิลานนท์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ fecospi@ku.ac.th  มติชนรายวัน  วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11087

ทําไมเหตุการณ์ข้าวแพงทั้งราคาข้าวเปลือกในประเทศและราคาข้าวสารในตลาดส่งออก ที่มีราคาสูงขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา กลับไม่ได้รับการชมเชยเลยว่าเป็นผลงานการบริหารจัดการนโยบายข้าวของรัฐ

ทั้งนี้ เพราะอธิบายได้ว่าเหตุการณ์ข้าวแพง ในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมา เกิดมาจากปัจจัยภายนอกประเทศเป็นสำคัญ โดยเฉพาะเป็นผลกระทบสะสมมาจากการที่สินค้าธัญพืชมีทางเลือกจากที่เคยใช้เป็นพืชอาหารมาเป็นพืชพลังงาน เพราะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงจากฟอสซิลได้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้เกิดการขยายตัวของการใช้ธัญพืช เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง เพื่อนำมาใช้ในการผลิตพลังงานชีวภาพ

การปรับตัวของราคาธัญพืชที่สูงขึ้นทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนการใช้พื้นที่การเกษตร จากพืชที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่า ไปสู่พืชที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า อันมีผลต่อการชะลอตัวลงของอุปทานผลผลิตข้าวของโลกและการเพิ่มขึ้นของราคาตามมา

การที่อุปทานของผลผลิตพืชอาหารชะลอตัวลง เมื่อผนวกกับภาวะวิกฤตการณ์โลกร้อนที่ได้ขยายความรุนแรงและมีความแปรปรวนของสภาพดินฟ้าอากาศสูงขึ้น ได้ก่อให้เกิดความเสียหายในผลผลิตข้าวในประเทศผู้ผลิตสำคัญๆ หลายประเทศ จนมีผลทำให้สต๊อคข้าวในประเทศเหล่านั้นลดต่ำลง จนเป็นผลให้ต้องชะลอหรืองดการส่งออก ดังเช่น กรณีของ อินเดีย และจีน

เมื่อสถานการณ์ดังกล่าวมาประจวบเข้ากับลักษณะของตลาดข้าวโลกซึ่งเป็นตลาดที่บางเพราะมีการซื้อขายกันเพียง 29 ล้านตันข้าวสารเมื่อเทียบกับปริมาณการผลิตและการบริโภคที่มีอยู่ถึงเกือบ 430 ล้านตันข้าวสาร

ความผิดปกติทางด้านอุปทานที่เกิดขึ้นจึงได้ส่งผลกระทบต่อการปรับตัวสูงขึ้นของราคาข้าวอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ การที่ตลาดซื้อขายล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์และรวมถึงตลาดสินค้าข้าว ตลาดทุนและตลาดน้ำมัน ต่างก็มีความเชื่อมต่อกันอย่างกว้างขวาง ได้ทำให้นักลงทุนมีโอกาสเข้ามาเก็งกำไรในตลาดซื้อขายล่วงหน้ามากขึ้น เพราะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีหากสามารถคาดเดาสถานการณ์ได้ถูกต้อง

ปัจจัยดังกล่าวเมื่อผนวกเข้ากับความก้าวหน้าของข้อมูลข่าวสารการตลาดที่สามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วถึงในส่วนต่างๆ ของโลก ทำให้ตลาดข้าวโลกมีความเป็นพลวัตที่สูง

อย่างไรก็ตาม กลับพบว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาการจัดการเชิงนโยบายของรัฐต่อระบบเศรษฐกิจข้าวไทย กลับก้าวไม่ทันกับความเป็นพลวัตของตลาด

และการแก้ปัญหาเรื่องข้าวในแต่ละเรื่องของรัฐบาลเป็นการแก้ปัญหาแบบแยกส่วน มิได้คำนึงถึงความเกี่ยวโยงกันอย่างเป็นระบบของตลาดข้าวเปลือก ตลาดข้าวสารเพื่อการบริโภคภายในประเทศ ตลาดส่งออก และรวมถึงตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า

การออกนโยบายข้าวถุงธงฟ้าเมื่อสองเดือนที่ผ่านมา เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ผู้มีหน้าที่กำกับนโยบาย ไม่เข้าใจถึงความเชื่อมโยงของกลไกการตลาดและความเป็นพลวัตของตลาด โดยขาดความเข้าใจว่าตลาดข้าวสารและตลาดข้าวเปลือกมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด

การเข้าไปแทรกแซงกลไกตลาด นั่นเท่ากับการส่งสัญญาณที่ผิดไปในตลาด นั่นเท่ากับการส่งสัญญาณที่ผิดไปในตลาดข้าวทั้งระบบ เพราะเท่ากับว่ารัฐจะเปิดตลาดข้าวสารขายแข่งกับเอกชน

แน่นอนต้นทุนของเอกชนสู้รัฐไม่ได้เอกชนก็ไปไล่เบี้ยกับเกษตรกรผู้ผลิตอย่างหนีไม่พ้น ซึ่งในกรณีนี้หากรัฐไม่ทำอะไรเลยจะส่งผลดีต่อระบบตลาดและกลไกตลาดข้าวโดยรวม

ในอีกด้านหนึ่ง ข้าวในสต๊อคของรัฐที่มีอยู่ถึง 2.1 ล้านตัน แทนที่รัฐควรแสดงบทบาทให้ประจักษ์และมีความเร่งด่วนในการบริหารจัดการในการเร่งระบายข้าวในสต๊อคออกไป เมื่อโอกาสทองของภาวะวิกฤตข้าวแพงมาเยือน เพื่อจะลดภาระงบประมาณในการจัดเก็บและสร้างประโยชน์กลับคืนให้กับประเทศชาติ แต่รัฐและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องดูจะเฉยเมย และข้าวจำนวนดังกล่าวก็ยังเก็บอยู่ในสต๊อคเหมือนเดิม

รวมถึงข้าวขาวดอกมะลิจำนวน 3 แสนตัน ซึ่งเป็นข้าวคุณภาพชั้นเยี่ยมและมีราคาในระดับพรีเมียมในตลาดต่างประเทศ

ข้าวจำนวนดังกล่าวเมื่อเก็บไว้นานวันจะเสื่อมสภาพเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน การประวิงชะลอไว้ขาย ดังที่ท่านนายกฯคุยไว้ว่าจะนำเอาข้าวเก่าไปผสมข้าวใหม่แล้วเชิญชวนให้ประเทศผู้นำเข้าอย่างประเทศฟิลิปปินส์ มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย ได้มาชิมและซื้อไปนั้น ขอร้องเถิดครับกรุณาอย่าคิดอย่างนั้นเลย

เพราะในระบบการค้าข้าวนั้น มาตรฐานสินค้านับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การดำเนินในลักษณะที่ท่านนายกฯได้กล่าวถึงหากเป็นส่งมอบเพื่อการกุศลก็น่าที่จะพอรับฟังได้ แต่หากเป็นการส่งมอบกันในทางธุรกิจแล้ว ถือว่าการจัดทำดังกล่าวเป็นการค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และหากจะขายให้ได้ ราคาของสินค้านั้นจะต้องถูกทอนให้ลดต่ำลง ในขณะเดียวกันอำนาจในการต่อรองของผู้ซื้อก็จะมีมากขึ้นตามมา

ประเด็นสุดท้าย น่าจะเป็นการที่รัฐเข้าไปแทรกแซงกลไกตลาดโดยประกาศราคารับจำนำข้าวเปลือกที่ต้นละ 14,000 บาท ทั้งๆ ที่ระดับราคาที่เกษตรกรได้รับได้ปรับตัวสูงขึ้นมาจากปีก่อนเกือบหนึ่งเท่าตัว

จริงอยู่ที่ต้นทุนการผลิตข้าวของเกษตรกรได้ปรับตัวสูงขึ้น และมีต้นทุนการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 8-8.50 บาท หรือ 8,000-8,500 บาทต่อตัน

แม้รัฐจะได้กล่าวอ้างว่าที่ต้องเข้าไปแทรกแซงกลไกตลาดเพราะเกษตรกรถูกกดราคารับซื้อจากพ่อค้าท้องถิ่นและโรงสี

โรงสีก็อ้างว่าพ่อค้าส่งออกกดราคา ซึ่งแม้จะมีบ้างในบางพื้นที่ที่กลไกตลาดท้องถิ่นจะทำให้พ่อค้าและโรงสีเอาเปรียบเกษตรกรได้ แต่คงจะลำบากสำหรับพ่อค้าส่งออกที่จะเป็นผู้กำหนดราคาข้าวในตลาดในประเทศ การที่ราคาข้าวปรับตัวลงบ้างเป็นเรื่องธรรมดาของตลาดเมื่อราคาขึ้นไปสูงก็จะแกว่งตัวลงเพื่อสร้างความสมดุลของราคา

นอกจากนี้ การที่ชาวนาได้รับราคาลดลงนั้นมีข้อเท็จจริงว่า การเก็บเกี่ยวข้องในฤดูนาปรังซึ่งมีฝนตกชุกข้าวจะมีความชื้นสูง การขายข้าวที่มีความชื้นสูงจะถูกทอนมูลค่าออกตามเปอร์เซ็นต์ความชื้นที่เพิ่มขึ้น ซึ่งก็เป็นมาตรฐานของตลาด และกลไกตลาดข้าวก็ทำหน้าที่ในการคัดเกรดและมาตรฐานได้ดีอยู่แล้ว

หากอ้างว่าการที่ต้องตั้งราคาสูงไว้ เพื่อเป็นการชี้นำราคาในระดับฟาร์มให้สูงขึ้น เมื่อราคาฟาร์มปรับตัวสูงขึ้น ราคาส่งออกก็จะต้องปรับตัวสูงขึ้น เพราะประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกรายเดียวในขณะนั้น

แต่การที่ข้าวเป็นสินค้าที่สามารถผลิตเพิ่มได้ในระยะเวลาไม่เกิน 4 เดือน ย่อมจะทำให้ประเทศไทยไม่สามารถจะสร้างอำนาจการผูกขาดดังกล่าวได้ เพราะจะมีประเทศผู้ส่งออกอื่นๆ เข้ามาแข่งขันในตลาดสูงขึ้น

การแทรกแซงกลไกตลาดข้าวเปลือกของรัฐดังกล่าว จึงเป็นการสร้างความอ่อนแอและบั่นทอนประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจข้าวไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และในขณะเดียวกันจะสร้างความสูญเสียงบประมาณอย่างมากตามมา โดยเฉพาะหากสถานการณ์ราคาข้าวในตลาดโลกปรับเปลี่ยนเป็นราคาขาลง เพราะในอีก 4-5 เดือนข้างหน้านี้ ผลผลิตข้าวนาปีทั่วโลกกำลังจะเก็บเกี่ยวได้ ผลผลิตในฤดูนาปีของประเทศไทยก็จะมีเข้ามาในตลาดข้าวเปลือกในประเทศอีกถึง 24 ล้านตัน

สถานการณ์ดังกล่าวหากจะรับจำนำในระดับราคาที่สูงดังกล่าวแล้ว รัฐจะกลายเป็นผู้ซื้อข้าวรายใหญ่ในประเทศ และได้แต่เป็นเพียงผู้ซื้อผูกขาดแต่ผู้เดียว แต่จะไม่สามารถขายข้าวในราคาผูกขาดในตลาดต่างประเทศได้

การบริหารจัดการนโยบายข้าวของไทยโดยการกระทำของรัฐที่ผ่านมา จึงเป็นกรณีศึกษาที่บ่งชี้ว่า รัฐมนตรีที่ดูแลในเรื่องดังกล่าวไม่เข้าใจถึงระบบเศรษฐกิจข้าวไทยอย่างแท้จริง และกำลังจะทำให้เศรษฐกิจข้าวไทยขาดภูมิคุ้มกันอย่างรุนแรง อันจะนำมาซึ่งความสูญเสียในระบบอย่างที่ไม่น่าให้อภัย

ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ท่านกูรูทางเศรษฐศาสตร์ อย่างเช่น ท่านอัมมาร สยามวาลา และท่านปรีดิยาธร เทวกุล ประเมินให้รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบในนโยบายข้าวไทยต้องสอบตก

หน้า 7