หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เมืองที่ดีที่สุดในโลก... (จริงเหรอ?)

Business & Society : ศ.ดร.วรภัทร โตธนะเกษม warapatr@tris.co.th  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

เห็นข่าวจากนิตยสารท่องเที่ยวชั้นนำของโลก Travel and Leisure ประกาศว่า กรุงเทพฯ ได้รับคะแนนสูงสุดให้เป็น "เมืองที่ดีที่สุดในโลก" (Best City in the World) สำหรับปี 2008 ก็รู้สึก ดีใจ แต่ผมคิดว่า คนไทยจำนวนมาก ก่อนที่จะรู้สึกดีใจ คงเริ่มต้นด้วยความรู้สึก ประหลาดใจ เสียมากกว่า ว่า จริงเหรอ เป็นไปได้ยังไง

คนกรุงเทพฯ เกือบสิบล้านคน คงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าไม่น่าเชื่อกับคำว่า เมืองที่ดีที่สุดในโลก เพราะทุกๆ วัน เราต่างได้สัมผัสกับ ความไม่ดี ของกรุงเทพฯ หลากหลายด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการจราจรที่ติดขัด สภาวะแวดล้อมเป็นพิษ ทางเดินเท้า และสวนสาธารณะที่ไม่เพียงพอ รวมทั้งความไม่ปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน ฯลฯ แต่การที่นักท่องเที่ยวเขาลงคะแนนกันอย่างนี้ ก็คงทำให้เราต้องหยุดคิดเหมือนกัน และหันกลับมาถามตัวเองว่า เรามองข้ามอะไรไปหรือเปล่า ใกล้เกลือกินด่างหรือเปล่า

ก่อนอื่น ผมยืนยันได้เลยว่าเวลาที่ผมไปประชุมนานาชาติที่ประเทศใดก็ตาม เมื่อมีคำถามในวันสุดท้ายของการประชุมว่า การประชุมครั้งต่อไป จะจัดขึ้นที่ประเทศใด ถ้าหากพิธีกรประกาศว่า "ประชุมครั้งต่อไปที่กรุงเทพฯ" เท่านั้นแหละครับ เสียงเฮฮาก็จะดังออกมา และใบหน้าของผู้เข้าร่วมประชุม ก็จะยิ้มแย้มแจ่มใสขึ้นมาทันที

นี่แหละ เสน่ห์ของ กรุงเทพฯ ......เร้าใจ ขนาดนั้นเชียว

แม้รถราจะติด อากาศจะมีมลภาวะบ้าง แต่ เสน่ห์ ของกรุงเทพฯ (รวมทั้งเสน่ห์ของ เมืองไหนๆ ก็ตาม ในประเทศไทย) ก็คือ รอยยิ้มของคนไทย นิสัยที่น่ารัก น่าคบหาสมาคม สัญชาตญาณในการให้บริการที่มาจากหัวใจ ซึ่งไม่มีคนชาติใดในโลกสู้ได้ อาหารที่เอร็ดอร่อย ผลไม้รสชาติดีเยี่ยม และมีให้เลือกหลากหลายชนิด โบราณสถานและ ธรรมชาติอันงดงาม วัฒนธรรมที่มีมายาวนาน.......ยิ่งพรรณนาไปผมก็ขนลุกไปด้วยนะ เพราะเกิด ซึ้งใจ ขึ้นมาว่า เมืองไทยเรานี้ มีของดีมากมายขนาดนี้ จริงๆ เลยนะ แต่เราคนไทย รู้สึกภาคภูมิใจในสิ่งดีๆ ของเรา น้อยไปหน่อยหรือเปล่า

นี่ยังไม่รวมถึงหญิงไทย ที่สวยน่ารัก มีเสน่ห์ และอ่อนหวาน ซึ่งชาวต่างชาติ หาความสวยงามอ่อนช้อยเช่นนี้ไม่ได้ในประเทศของตนเอง อีกด้วยนะ

เล่าขานกันมานาน ถึงเรื่องราวของ นักบริหารญี่ปุ่น ที่มาอยู่กรุงเทพฯ พอบริษัทแม่สั่งให้ย้ายกลับโตเกียว ถึงกับน้ำตาคลอเบ้า เมื่อนึกเห็นภาพตนเอง ตอนอยู่ในกรุงเทพฯ ได้อยู่บ้านหลังใหญ่ มีคนรับใช้ และคนขับรถ ได้ออกรอบตีกอล์ฟทุกสัปดาห์ แต่จะต้องกลับไปนอนในบ้านหลังเล็กๆ เบียดเสียดขึ้นรถไฟใต้ดินในโตเกียว และค่าออกรอบตีกอล์ฟราคาแพงหูฉี่ ฯลฯ หลายคนกล้าตัดสินใจลาออกจากบริษัทไปเลย แล้วตั้งรกรากอยู่ในกรุงเทพฯ นี้เอง และไม่ใช่แต่ญี่ปุ่นเท่านั้น แม้นักธุรกิจ อเมริกัน อังกฤษ และยุโรป อีกหลายชาติ เมื่อได้มาอยู่กรุงเทพฯ ก็ตัดสินใจอย่างนี้มาแล้ว นักต่อนัก

จะว่าไปแล้ว ความเป็นนานาชาติ ของกรุงเทพฯ และประเทศไทย ได้เกิดขึ้นมานานหลายปี และชัดเจนมากขึ้นทุกวัน สอดคล้องกับกระแสโลกาภิวัตน์ นับวัน นักท่องเที่ยวและนักธุรกิจที่เข้ามาอยู่ในประเทศเรา ก็มากขึ้น ตลอดเวลา ทำให้เกิดโรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนสอนภาษา และธุรกิจต่างๆ ที่ให้บริการได้ในระดับสากล เช่น โรงพยาบาลที่มีคุณภาพสูงพอที่จะดูแลรักษาคนป่วยจากต่างชาติ แม้กระทั่งรายการข่าวโทรทัศน์ภาคภาษาอังกฤษ ซึ่งผู้ประกาศคนไทย มีสำเนียงดีเยี่ยม ถ้าไม่เห็นหน้าแล้ว จะไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่านี่เป็นเสียงของคนไทย

ทิศทางของไทยในกระแสโลกาภิวัตน์ คงจะดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องและเพิ่มมากขึ้น แต่ คำถาม ที่มีอยู่ในใจผมก็คือ ในขณะที่เราเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพื่อรองรับกระแสโลกาภิวัตน์ โดยเด็กไทยจำนวนมากเรียนโรงเรียนนานาชาติ คนหนุ่มคนสาวพูดภาษาอังกฤษคล่องปร๋อ วัยรุ่นรับวัฒนธรรมต่างชาติมาเต็มทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย การแสดงความรัก การแสวงหาแหล่งบันเทิงเริงรมย์ รูปแบบการอยู่อาศัย รวมกระทั่งวัฒนธรรมการรับประทานอาหาร นิสัยใจคอ ที่คิดแบบฝรั่ง แสดงออกแบบฝรั่ง มากขึ้นทุกที........อย่างนี้แล้ว ในระยะยาว เราจะรักษาเสน่ห์ของความเป็นไทยไว้ได้หรือไม่ และอย่างไร

เด็กไทยที่เรียนนานาชาติวันนี้ เมื่อพาไปงานแสดงหนังสือที่ศูนย์สิริกิติ์ หลายคนไม่รู้สึกสนุกตื่นเต้นนัก เพราะหนังสือที่เขาอ่านเป็นหลัก คือหนังสือภาษาอังกฤษ ไม่ใช่หนังสือไทย เขามีความสุขกว่า ที่จะได้ไปเลือกซื้อหนังสือที่ร้านดังๆ ที่ขายหนังสือต่างประเทศ เขารู้จักหรือซาบซึ้งกับประวัติศาสตร์ชาติไทยน้อยมาก เขาดูภาพยนตร์เรื่อง สมเด็จพระนเรศวรมหาราช แล้วไม่ค่อยรู้สึกสนุก หรือซาบซึ้งเท่าใดนัก แม้พ่อและแม่ จะพยายามอธิบายเรื่องราว ก็ไม่ค่อยได้ผล เขาไม่รู้จักหรือซาบซึ้งกับกลอนของ สุนทรภู่ แต่เขาอ่านเชคสเปียร์ ได้ เขาไม่เคยเห็นลิเกหรือลำตัด ซึ่งกำลังตายจากไป แต่เขารู้จักศิลปินนานาชาติจำนวนมาก

โอ้หนอ อีกสิบปี ยี่สิบปี เมืองไทยจะเหลืออะไรที่เป็นเสน่ห์ไทยบ้างไหมนะ บางส่วนอาจจะยังคงอยู่กับเรา และไม่มีใครเอาไปจากเราได้ เช่น ภูมิประเทศที่สวยงาม ภูเขา ท้องทะเล หรือผลไม้ และอาหารไทยที่เอร็ดอร่อย แต่อีกหลายส่วนเช่น อัธยาศัย และน้ำใจแบบไทย ศิลปวัฒนธรรมบางเรื่อง วิถีชีวิตแบบไทย ฯลฯ ซึ่งถ้าคนหนุ่มคนสาวรุ่นปัจจุบัน เขามีวิถีชีวิตแบบฝรั่งต่างชาติเพิ่มมากขึ้นทุกวัน เขาก็คงไม่รู้สึกหวงแหนสิ่งเหล่านี้เท่ากับผู้ใหญ่ปัจจุบัน

ความจริง คนไทยวันนี้ ได้ออกไปโดดเด่นในระดับนานาชาติจำนวนมาก เรามีเลขาธิการอังค์ถัด เลขาธิการอาเซียน นักเทนนิส นักร้อง และวาทยกรระดับนานาชาติ ซึ่งเราควรภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ขณะเดียวกัน เราก็ต้องพยายามสร้างคนรุ่นใหม่ของเราให้ได้คุณภาพ และมาตรฐานระดับโลกเช่นนี้ต่อไป แต่เราก็ควรจะต้องคิดด้วยว่าในระยะยาว เราจะทะนุถนอม รักษาความเป็นไทยไว้ได้อย่างไร เพราะถ้าสิ่งเหล่านี้หายไป เราก็จะไม่มีอะไรที่เป็น เสน่ห์ อีกต่อไป

สมัยเรียนหนังสือที่อเมริกา ผมพยายามอย่างมากที่จะพูดภาษาอังกฤษ ให้มีสำเนียงชัดเจนแบบอเมริกัน แต่ก็เป็นไปได้ยาก เพราะไปเรียนตอนโตแล้ว อาจารย์ฝรั่งเห็นความพยายามของผม ก็ให้กำลังใจ และช่วยสอนวิธีออกเสียง คำบางคำ ที่เราคนไทยมักออกเสียงผิด แต่วันหนึ่ง อาจารย์ก็บอกกับผมว่า ไม่เห็นจำเป็นเลย ที่ผมจะต้องพูดได้เหมือนอเมริกัน ผมถามว่า ทำไม? เขาตอบว่า "ก็ถ้าคุณพูดได้เหมือนฉัน เราก็ไม่มีอะไรที่แตกต่างกัน รู้ไหมว่า ที่คุณพูดด้วยสำเนียงฝรั่งปนไทย ฉันฟังแล้ว มีเสน่ห์จะตายไป" ....คงจริงอย่างที่เขาพูดนะ

ต้องช่วยกันคิด ช่วยกันทำ แล้วละครับ ว่า ทำอย่างไร เมืองที่ดีที่สุดในโลก จะดำรงเสน่ห์แบบไทยให้ยั่งยืนต่อไป ต้องช่วยกันคิด ช่วยกันทำ และช่วยกันหวังแล้วละครับ ว่าทำอย่างไร คนไทยยุคใหม่ จะเก่งกาจระดับนานาชาติ แต่มีสำนึกเสมอว่าเขาคือ "คนไทย" และเขามีบทบาทที่จะต้องทะนุถนอม "เสน่ห์ไทย" ให้ดำรงคงอยู่ตลอดไป