หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ภาคเกษตรไทย...ในยุคที่ต้องเปลี่ยนแปลง

ไวยโรจน์ รักษ์ชาวนา   กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

สังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรม ไม่มีใครใช้ควายไถนากันแล้ว ชาวนาในปัจจุบันต่างใช้เครื่องทุ่นแรงตั้งแต่ควายเหล็ก ไปจนถึงเครื่องมือเก็บเกี่ยว

ปัจจัยสำคัญที่ชักนำให้เกษตรกรไทยต้องหันไปพึ่งเทคโนโลยี คือ ข้อจำกัดด้านแรงงาน เมื่อลูกหลานย้ายถิ่นไปขายแรงงานในเมือง เพราะมี "ค่าแรงขั้นต่ำ" ไว้รองรับ ขณะที่อาชีพเกษตร ไม่มี "รายได้ขั้นต่ำของเกษตรกร" มาการันตี

ตรงนี้หละ ที่ผู้เขียนเห็นด้วยกับ ทฤษฎี 2 สูง ของนายธนินท์ เจียรวนนท์ ผู้สร้างอาณาจักรเกษตร ซี.พี.

เพราะเมื่อสูงแรกหรือราคาพืชผลเกษตรสูงขึ้น จะเป็นมูลเหตุและแรงจูงใจให้ลูกหลานเกษตรกรกลับไปลงมือสืบสานมรดกทางวิชาชีพเกษตรต่อไป เมื่อเงินทองสะพัดในกลุ่มคนต้นน้ำของเศรษฐกิจไทย เกิดการหมุนเวียนของเงิน ชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรดีขึ้น มีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เกิดเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มให้รัฐบาลเก็บไปใช้พัฒนาประเทศได้อีกหลายครั้ง

และไม่ว่าราคาผลผลิตเกษตรจะสูงขึ้นหรือไม่ ถ้าหากเกษตรกรไม่ต้องแขวนความเสี่ยงไว้กับราคาผลผลิต ก็คงจะทำให้เกษตรกรมั่นใจได้ว่า รอบการผลิตนี้เขาจะมีรายได้เพียงพอ

สิ่งเหล่านี้จะต้องมีการเริ่มต้น และควรจะเริ่มด้วย "ระบบ" ที่จะก่อให้เกิดความมั่นใจในอาชีพของเกษตรกรได้ อย่างในสหรัฐอเมริกา จะใช้ ระบบการผลิตแบบมีสัญญาข้อตกลง หรือคอนแทร็คฟาร์มมิ่ง (CONTRACT FARMING SYSTEM) ไม่มีเกษตรกรเสรี เกษตรกรจะต้องขึ้นทะเบียนและเข้าร่วมโครงการกับบริษัทเอกชนใดก็ได้สักแห่ง ไม่ว่าจะเป็นคอนาก้า หรือไทซัน หรือบริษัทอื่นๆ ซึ่งบริษัทเหล่านั้น จะเป็นผู้รับผิดชอบการประกันรายได้ ประกันราคา และประกันการมีตลาดรองรับ

ระบบนี้มีจุดเด่นอยู่ที่เกษตรกรในโครงการไม่ต้องแขวนความเสี่ยงทั้งรายได้ ราคา และการตลาด ไว้กับความผันผวนของราคาผลผลิต เพราะมีบริษัทเอกชนมารองรับความเสี่ยงทั้งหมดเอาไว้

ดังนั้น คำว่า "รับความเสี่ยงแทนเกษตรกร" ของเจ้าสัวซี.พี.ที่กล่าวไว้นั้น ก็คือแนวคิดเดียวกับที่ทางสหรัฐเขาใช้กันอย่างกว้างขวางแล้ว เรียกว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เกษตรพันธสัญญาในประเทศไทย มีกันอยู่มากมายหลายบริษัทที่ทำกัน ไม่เพียงเฉพาะ ซี.พี. เบทาโกร หรือบริษัทเกษตรทั่วไปเท่านั้น

แม้แต่ซูเปอร์มาร์เก็ต โฮม เฟรช มาร์ท ของ เดอะมอลล์ ก็มีคอนแทร็คฟาร์ม ผลิตผักผลไม้ป้อนอยู่เหมือนกัน เพื่อให้ลูกค้าของห้างมั่นใจในคุณภาพผักผลไม้ที่สามารถควบคุมการผลิตได้ตั้งแต่ต้นทางจนถึงมือผู้บริโภคนั่นเอง

การเกษตรในระบบนี้ แม้บริษัทเอกชนหรือนายทุน จะเป็นผู้สงวนสิทธิ์ในการจัดหาพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ อาหาร ปุ๋ย เวชภัณฑ์ การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและการตลาด ให้แก่เกษตรกรตามสัญญา ซึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ว่าผลลัพธ์ที่ปรากฏชัดเจนก็คือ ประสิทธิภาพการผลิต ความปลอดภัยของอาหาร และสวัสดิภาพสัตว์ที่ได้มาตรฐาน

ยังรวมไปถึงการมีรายได้ และความเป็นอยู่ ที่ดีขึ้นของเกษตรกรในโครงการ และเท่าที่ทราบทุกวันนี้ก็มีเกษตรกรที่ประสงค์จะเข้าเป็นคอนแทร็คฟาร์ม ของบริษัทเอกชนอีกมากมายหลายราย หากแต่เอกชนแต่ละรายนั้น คงไม่สามารถรองรับความเสี่ยงแทนเกษตรกรได้ครบทุกคน อันนี้คงต้องเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องยื่นมือเข้ามาบริหารจัดการ

ส่วนในฝั่งยุโรป ก็มีระบบบริหารจัดการกับภาคเกษตรเหมือนกัน แต่จะใช้ "ระบบสหกรณ์" โดยให้เกษตรกรรวมตัวทำการผลิตจนกระทั่งจำหน่าย เรียกว่า ทำแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง และถ้าเกิดความเสียหาย เช่น ภาวะราคาตกต่ำมากๆ รัฐบาลยุโรปจะเข้ามาอุดหนุน (SUBSIDY) แสดงให้เห็นว่าเกษตรกรของยุโรปก็ไม่ถูกทอดทิ้ง

ในประเทศไทย ก็มีระบบสหกรณ์เช่นกัน แต่หลายๆ สหกรณ์กลับทำกันเฉพาะการรวมตัวกันผลิต ไม่มีการรวมกลุ่มกันเพื่อขายสินค้าภายใต้แบรนด์ของสหกรณ์เอง ซึ่งหากประเทศไทยมีระบบสหกรณ์ที่แข็งแกร่ง จะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีมากอีกด้านหนึ่งของวงการเกษตรไทยเลยทีเดียว

การทำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารนั้น ไม่ต่างจากการทำธุรกิจประเภทอื่น ซึ่งล้วนมีจุดมุ่งหมายเพื่อแสวงหากำไร แต่ระบบการผลิตดังกล่าว สร้างโอกาสและอาชีพให้กับเกษตรกรรวมทั้งแรงงานในอุตสาหกรรมต่อเนื่องอีกจำนวนมหาศาล นับเป็นกลยุทธ์ที่ WIN-WIN สำหรับทุกฝ่าย ทั้งนายทุน เกษตรกร แรงงาน และผู้บริโภค ซึ่งหมายรวมถึงผู้บริโภคทั่วโลกด้วย

อย่าลืมว่า การทำเกษตรแบบดั้งเดิม ไม่สามารถตอบสนองความต้องการบริโภคของประชากรที่ขยายตัวอย่างมากได้เพียงพอ เมื่อประกอบกับวิถีของเกษตร หรือการผลิตอาหารในโลกปัจจุบัน ที่เรียกร้องหามาตรการรับรองความปลอดภัย ถามหาความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ยิ่งทำให้การเกษตรแบบดั้งเดิมต้องปรับตัว และเปิดรับการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น

ยกตัวอย่างการเลี้ยงหมูแบบดั้งเดิมที่เมื่อผ่านเข้าไปใกล้ฟาร์มเป็นอันต้องได้กลิ่น ซึ่งสร้างความเดือดร้อน ขณะที่เทคโนโลยีการเลี้ยงสัตว์ในปัจจุบัน ก้าวหน้าไปถึงขั้นแปรสภาพของเสียอย่างมูลสัตว์ ให้กลับมาเป็นก๊าซมีเทน ผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ภายในครัวเรือน เป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อโลกใบนี้ สร้างสันติในชุมชน

ระบบ หรือเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ ที่เข้ามามีบทบาทในสังคมเกษตรกรรมมากขึ้นนั้น จึงไม่ใช่สิ่งที่มาบีบ บี้ หรือทำลายอาชีพการทำการเกษตรของไทย แต่กลับเป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมและรักษาอาชีพเกษตรให้ดำรงคงอยู่ และสามารถดำเนินเคียงคู่ไปกับสังคมโลกอย่างสอดคล้องลงตัว โดยแทบจะไม่ต้องเรียกร้องหาสวัสดิการสูงๆ จากภาครัฐดังเช่นอดีตอีกต่อไป