หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ระเบิดเวลาเศรษฐกิจสหรัฐ

บรรยง วิทยวีรศักดิ์  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

หลังการเข้าควบคุมกิจการของธนาคารอินดีแมค (Indy Mac) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (11 ก.ค.) สถาบันประกันเงินฝากสหรัฐ (FDIC) ออกมายอมรับว่า นี่อาจเป็นการล้มของธนาคารที่สร้างความเสียหายมากที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะ FDIC ต้องชดใช้ผู้ฝากเงิน 6-8 พันล้านดอลลาร์ และยังกล่าวว่า "อาจมีการล้มเพิ่มขึ้น แต่ยังอยู่ในขอบเขตที่เราจัดการได้"

เวลานี้ สิ่งที่นักลงทุนกังวลที่สุด คือ สถานภาพที่ง่อนแง่นของบริษัทคู่แฝดที่ชื่อ แฟนนี เม (Fannie Mae) และเฟรดดี แมค (Freddie Mac) บริษัทสินเชื่อบ้านที่ใหญ่ที่สุด ที่มีวงเงินสินเชื่อและรับค้ำประกันเงินกู้กว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเกือบครึ่งหนึ่งของสินเชื่อบ้านทั้งหมดในสหรัฐ

หากบริษัททั้งสองล้มลง จะส่งผลถึงต้นทุนเงินกู้ ตลาดสินเชื่อ เศรษฐกิจสหรัฐ และแน่นอนตลาดสินเชื่อทั่วโลก

แฟนนี เม และเฟรดดี แมค คือใคร

บริษัทสองแห่งนี้ เป็นองค์กรที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้น โดยมติรัฐสภาในปี 1938 (แฟนนี) และปี 1970 (เฟรดดี) เพื่อช่วยให้คนอเมริกันมีบ้านได้ง่ายขึ้น

บริษัทได้รับนโยบายให้สร้างสภาพคล่องให้ตลาดสินเชื่อบ้าน โดยการรับซื้อสินเชื่อบ้านจากธนาคารและบริษัทสินเชื่ออื่น แล้วนำมาจัดเป็นกองๆ ขายออกในรูปของหุ้นกู้ให้นักลงทุนโดยมีการค้ำประกัน

ทั้งสองบริษัทได้รับอภิสิทธิ์ให้สามารถกู้เงินจากกระทรวงการคลังได้โดยตรง ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ทั้งจากรัฐบาลกลางและท้องถิ่น หุ้นของบริษัทที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้การยกเว้นค่าธรรมเนียม

การเป็นกึ่งหน่วยงานของรัฐและได้รับสิทธิพิเศษมากมาย ทำให้ทั้งแฟนนีและเฟรดดีได้รับอันดับเครดิตระดับสูงสุดที่ AAA ซึ่งหมายความว่า พวกเขาสามารถกู้ยืมเงินได้ในอัตราที่ต่ำที่สุด

จุดเด่นกลายเป็นจุดอ่อน

การที่บริษัทมีต้นทุนดำเนินการต่ำ ประกอบกับเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ที่ต้องเร่งสร้างกำไรให้ผู้ถือหุ้น ทำให้กิจการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ขณะที่รูปแบบการดำเนินกิจการซื้อขายสินเชื่อโดยให้การรับประกัน ทำให้ธนาคารคู่ค้าปล่อยสินเชื่อแบบหละหลวม

เพราะเมื่อแฟนนีและเฟรดดีซื้อสินเชื่อไปแล้ว ความเสี่ยงไม่ว่าการผิดนัดชำระหนี้ หรือปัญหาความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย จะถูกถ่ายโอนไปยังบริษัททั้งสองแทน

อีกทั้งช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ผู้ให้สินเชื่อรายอื่นชะลอการให้สินเชื่อ แฟนนีและเฟรดดีกลับต้องการเป็นผู้เล่นหลักที่รับซื้อสินเชื่อบ้านจากธนาคารไปขายให้นักลงทุน ทำให้มีภาระค้ำประกันมากขึ้น

นักวิเคราะห์เคยกล่าวว่า แฟนนีและเฟรดดีถูกสร้างขึ้นแบบผิดฝาผิดตัว พวกเขารับภารกิจมาให้สินเชื่อ แต่ไปดำเนินการคล้ายบริษัทประกัน

พวกเขาซื้อสินเชื่อแล้วนำไปขายต่อคล้ายกิจการโบรกเกอร์ ขณะเดียวกัน พวกเขาเก็งกำไรดอกเบี้ย (ซื้อสินเชื่อแล้วมารับรู้กำไรขาดทุนจากอัตราดอกเบี้ยใหม่แทน) ซึ่งคล้ายกับเฮดจ์ฟันด์

แน่นอนว่า มีความเสี่ยงสูง แต่เมื่อเป็นหน่วยงานของรัฐ ธนาคารกลาง (เฟด) คงไม่ปล่อยให้ล้ม

สถานะบริษัทสับสน

จากภาวการณ์ที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์สหรัฐย่ำแย่มากหลายปี ราคาบ้านที่ลดลง อัตราการยึดบ้านสูงขึ้น และทิศทางดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มขยับขึ้น ทำให้นักลงทุนเริ่มถอยหนีจากบริษัททั้งสอง

ยิ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โบรกเกอร์ชื่อดัง เลแมน บราเดอร์ส ได้ออกบทวิเคราะห์ชี้ว่า ทั้งแฟนนีและเฟรดดี ต้องเพิ่มทุนอีก 75 พันล้านดอลลาร์ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานบัญชีใหม่ ทำให้นักลงทุนยิ่งตื่นตระหนก

ถึงแม้ผู้บริหารของทั้งสองบริษัทออกมาประกาศยืนยันว่า เงินทุนของตนเพียงพอที่จะรับภาวการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ แต่ดูเหมือนนักลงทุนจะไม่เชื่อ

พวกเขากลัวว่า หากเฟดเข้ามาควบคุมกิจการ หุ้นที่ตนถืออาจจะไม่มีมูลค่าเหลืออยู่

ดังนั้น ทันทีที่ตลาดหุ้นเปิดทำการในวันศุกร์ที่ผ่านมา (11 ก.ค.) ทั้งหุ้นของแฟนนีและเฟรดดีต่างร่วงลงกว่า 47% จากวันก่อนหน้า แต่ค่อยๆ ขยับติดลบน้อยลงเมื่อมีข่าวว่า เฟดจะเปิดวงเงินสำรองให้ และมีข่าวว่าวุฒิสมาชิก ประธานกรรมาธิการการธนาคารออกมายืนยันว่า ตนได้คุยกับนายเบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟด และนาย เฮนรี พอลสัน รมต.คลัง

ทั้งสองบอกว่า บริษัทเหล่านั้นมีเงินทุนเพียงพอ ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องเข้าไปจัดการ

แต่หลังตลาดปิด โฆษกเฟดได้ออกมาบอกนักข่าว ว่า ยังไม่มีการคุยกันเรื่องวงเงินสำรอง ขณะที่นสพ.นิวยอร์กไทม์ ได้รายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลกำลังมองหาแผนการที่เหมาะสมในการเข้าควบคุมกิจการบริษัททั้งสอง หากสถานการณ์เลวร้ายลง

ระเบิดเวลาลูกใหญ่

ข่าวที่สับสนในสถานการณ์ที่ตลาดย่ำแย่ ทำให้ราคาหุ้นของแฟนนีและเฟรดดีร่วงจากต้นปีลง 65% และ 75% ตามลำดับ สะท้อนถึงความไม่มั่นใจของนักลงทุน ที่มีต่อสถานะของบริษัทได้เป็นอย่างดี

ปัญหาคือ หากบริษัทล้มละลาย ถูกเฟดเข้าควบคุม ถึงแม้แฟนนีและเฟรดดีจะสามารถดำเนินการต่อภายใต้การดูแลของเฟด แต่กฎเกณฑ์การดำเนินธุรกิจย่อมต้องเข้มงวดขึ้น ส่งผลให้ตลาดสินเชื่อบ้านตึงตัวยิ่งขึ้น

ที่สำคัญ บริษัททั้งสองจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มันจะส่งแรงกระเพื่อมให้เกิดการขายหุ้นในวอลล์สตรีท โดยเฉพาะหุ้นธนาคารใหญ่ๆ หุ้นบริษัทสินเชื่อ และหุ้นบริษัทรับสร้างบ้าน

ถ้านักลงทุนทั้งตลาดสูญเสียความมั่นใจ และเชื่อว่าจะมีบริษัทใหญ่ๆ ต้องล้มตามมาอีกมาก มันจะกลายเป็นภาวะตื่นตระหนก ทุกคนขายหุ้นเอาตัวรอด ถึงวันนั้น เฟดอาจจะคุมสถานการณ์ไม่อยู่

อเมริกาก็อเมริกาเถอะ หากคุมสถานการณ์ไม่อยู่ สามารถเกิดภาวะโดมิโนได้เหมือนกัน และจะส่งผลกระทบไปทั่วโลกครับ