หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
จากเรื่องหนี้ที่อเมริกา

บ้านเขาบ้านเรา : ดร.ไสว บุญมา  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ภาวะเศรษฐกิจปั่นป่วนในหลายส่วนของโลกในช่วงปีสองปีมานี้ ถูกมองว่ามีหนี้เป็นตัวขับเคลื่อน จริงอยู่การมองเช่นนั้นไม่ผิด แต่การตอกย้ำซ้ำแล้วซ้ำอีกทำให้ดูเสมือน ว่า หนี้ไม่มีอะไรดีเลย ทั้งที่หนี้เป็นปัจจัยที่เศรษฐกิจในยุคปัจจุบันขาดไม่ได้คล้ายน้ำมีความจำเป็นต่อชีวิตมนุษย์ ดังเป็นที่ทราบกันดีหนี้เป็นกลไกในการถ่ายโอนสิทธิในผลผลิตที่เกินการบริโภคในปัจจุบันของผู้ผลิตได้ไปให้ผู้ต้องการใช้ส่วนเกินนั้นเป็นการชั่วคราว ผู้ยืมอาจนำไปเพื่อใช้ในการลงทุน หรือเพื่อการบริโภคก็ได้ จากมุมมองของผู้ยืม หนี้ที่ถูกนำไปใช้ในการเก็งกำไร เป็นการใช้เพื่อการลงทุนด้วย

กลไกในการถ่ายโอนดังกล่าวพัฒนาไปจนมีความซับซ้อนสูงมาก จากการยืมโดยตรงจากมือของผู้มีผลผลิตส่วนเกินไปจนถึงการขายอนุพันธ์ต่างๆ รวมทั้งจำพวกที่สร้างขึ้นจากการรวมหนี้ที่มีหลักทรัพย์เป็นประกันจากหลายแหล่งเข้าด้วยกันแล้วแยกขายเป็นชุดๆ อาทิเช่น Collateralized Debt Obligations (CDO) ซึ่งถูกอ้างถึงบ่อยๆ ในช่วงนี้ ทั้งที่มีประโยชน์มหาศาลต่อการดำเนินชีวิตและการบริหารจัดการเศรษฐกิจในยุคนี้ หนี้มีผลร้ายเมื่อผู้ยืมไม่สามารถส่งคืนผู้ให้ยืมได้ตามกำหนดเวลา ไม่ว่าจะเป็นหนี้ที่ยืมไปเพื่อการลงทุนหรือเพื่อการบริโภคก็ตาม ความปั่นป่วนในช่วงนี้เกิดขึ้น เพราะลูกหนี้จำนวนมากยืมเงินจนเกินความสามารถในการนำมาส่งคืนได้คล้ายการมีน้ำมากเกินไป จนเป็นอันตรายต่อชีวิต

เนื่องจากการเป็นหนี้ในระดับที่เหนือความสามารถในการส่งคืนถูกมองว่า เป็นตัวก่อให้เกิดปัญหาหนักหนาสาหัสในสหรัฐในขณะนี้ จึงมีการถามกันอย่างกว้างขวาง ว่า อะไรเป็นปัจจัยขับเคลื่อนให้คนอเมริกันทำเช่นนั้น ทั้งที่พวกเขามีการศึกษาและรายได้อยู่ในระดับสูงกว่าของชาวโลกเป็นส่วนใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารเงินส่วนหนึ่งตอบว่า เพราะชาวอเมริกันต้องการทุกสิ่งทุกอย่างเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นตัวเงินหรือสิ่งของ อาทิเช่น บ้านที่ใหญ่โตขึ้น รถยนต์ราคาแพงหลายๆ คัน หรือเครื่องยนต์กลไกเพื่อใช้ในการสนองความบันเทิงต่างๆ การก่อหนี้เอื้อให้ได้มาซึ่งสิ่งเหล่านั้นแบบทันทีทันใด

หลังฟองสบู่ด้านเทคโนโลยีแตกเมื่อปี 2543 ธนาคารกลางของสหรัฐพยายามแก้ปัญหาด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยลงจนถึงระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ การก่อหนี้จึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วดังไม่เคยเกิดมาก่อนเช่นกัน ทั้งหนี้จำพวกที่ถูกกล่าวถึงบ่อยๆ ว่า มาจากกระบวนการก่อหนี้ที่ด้อยมาตรฐานเพื่อนำไปซื้อบ้าน (ซับไพร์ม) และหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิต และที่เกิดจากการจำนองบ้านเป็นครั้งที่สอง ซึ่งไม่ค่อยถูกกล่าวถึงในบริบทของภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ทั้งที่หนี้ทั้งสองชนิดนี้ก็เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง จนสร้างปัญหาล้มละลายในสหรัฐอย่างกว้างขวางด้วย เมื่อดอกเบี้ยเริ่มขึ้น ผู้ที่ไม่มีความสามารถในการส่งเงินกู้คืนก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว ทั้งที่ความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาเช่นนี้น่าจะเป็นที่ประจักษ์แก่ชาวอเมริกันอยู่แล้ว แต่พวกเขายังทำ ฉะนั้นจึงมีการถามต่อไปว่า เพราะอะไร ผู้เชี่ยวชาญบางคนตอบว่า เพราะระบบประสาทในสมองของมนุษย์ ในจำนวนนี้ มีคนหนึ่งตอบไว้ในหนังสือชื่อ Your Money and Your Brain : How the New Science of Neuroeconomics Can Help Make You Rich

เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ วางอยู่บนฐานของการทดลองจำนวนหนึ่ง ซึ่งใช้การเฝ้าดูความเปลี่ยนแปลงในมันสมองของคนเมื่อเขาตัดสินใจเรื่องเงิน การทดลองพบว่าการยืมเงินมาใช้ซื้อสิ่งต่างๆ ไปกระตุ้นระบบประสาทส่วนที่ก่อให้เกิดความตื่นเต้นยินดี ในขณะที่ส่วนที่จะต้องคิดเรื่องการหาเงินมาส่งคืนไม่ถูกกระตุ้น เรื่องภาระหนี้ที่จำเป็นต้องใช้คืนจึงเป็นเพียงนามธรรม หรือเหตุการณ์ที่อยู่แสนไกล จนไม่มีความสำคัญอะไรต่อการดำเนินชีวิตในปัจจุบันของผู้ยืม ปัญหาซึ่งเกิดจากหนี้ที่เรียกว่าซับไพร์มมีต้นตอคล้ายกับการใช้บัตรเครดิต นั่นคือ ผู้ให้ยืมเน้นการกระตุ้นให้ผู้ยืมเกิดความตื่นเต้นยินดีที่จะได้บ้านราคาเป็นล้านดอลลาร์ เช่นเดียวกับการได้สินค้ามาสนองความต้องการแบบทันทีทันใดโดยไม่ต้องมีเงิน เพียงเซ็นชื่อลงไปในตั๋วบัตรเครดิตเท่านั้นก็ได้ของมาใช้แล้ว ความตื่นเต้นดีใจทำให้ผู้ยืมลืมคิดไปว่า ในวันหนึ่งข้างหน้าเขาจะต้องหาเงินมาใช้หนี้ที่เขาก่อขึ้น ณ ตอนนั้น

กระบวนการแบบนี้มิได้เกิดกับผู้ที่ซื้อบ้าน ผู้ใช้บัตรเครดิตและผู้จำนองบ้านเป็นครั้งที่สองเท่านั้น หากยังเกิดกับนักลงทุนและนักเก็งกำไรในตลาดหลักทรัพย์อีกด้วย คนกลุ่มนี้ ยืมเงินมาซื้อหนี้ของผู้ซื้อบ้านแล้วนำมารวมกัน เพื่อขายต่อเป็นทอดๆ อาทิเช่น CDO ซึ่งเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง โดยผู้มีส่วนร่วมหวังว่ามันจะทำกำไรให้พวกเขาอย่างงดงาม โอกาสสร้างกำไรทำให้พวกเขาลืมนึกถึงความเสี่ยง เมื่อผู้กู้เงินซื้อบ้านส่งเงินตามกำหนดไม่ได้ นักเก็งกำไรในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งรวมทั้งสถาบันการเงินขนาดยักษ์ด้วย ก็ใช้หนี้ที่ยืมมาไม่ได้เช่นกัน

กระบวนการนี้มิได้สร้างความปั่นป่วนให้ภาวะเศรษฐกิจในช่วงนี้เท่านั้น มันยังกำลังสร้างปัญหาระยะยาวให้แก่ผู้ที่จะก้าวเข้าสู่วัยทองในวันข้างหน้าอีกด้วย นั่นคือ ผู้ที่อยู่ในช่วงท้ายๆ ของวัยทำงานพยายามบริหารสินทรัพย์ที่ออมไว้สำหรับใช้ในวันหลังเกษียณจากงานประจำ เมื่อนำสินทรัพย์ดังกล่าวไปหารายได้ พวกเขามักมองเห็นเฉพาะส่วนที่เป็นค่าตอบแทนอัตราสูงๆ ซึ่งทำให้น่าตื่นเต้นดีใจ แต่มองข้ามปัจจัยที่เป็นความเสี่ยง เมื่อเศรษฐกิจเกิดปัญหา ไม่ว่าจะเป็นจำพวกฟองสบู่หรือเพียงจำพวกความซบเซาเท่านั้น ผู้ที่มองไม่เห็นความเสี่ยงมักสูญสินทรัพย์สำหรับที่จะใช้ในวัยทองไปด้วย ภาวะเช่นนี้ ทำให้ผู้มีอาชีพให้คำแนะนำเรื่องการบริหารจัดการสินทรัพย์สำหรับใช้ในวัยทองมีงานทำเป็นกอบเป็นกำยิ่งขึ้น ทั้งที่งานของคนพวกนี้ไม่มีอะไรมาก นอกจากคอยเตือนสติผู้ขอคำปรึกษาว่า ให้พิจารณาทั้งฝ่ายที่จะได้และฝ่ายที่จะเสีย เพราะความเสี่ยง

คนไทยมักชอบทำอะไรๆ เลียนแบบชาวอเมริกัน ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่ปัญหาหนี้สินกำลังเกิดขึ้นในเมืองไทยในขณะนี้ นอกจากนั้น ยังอาจฟันธงลงไปได้เลย ว่า ในวันข้างหน้าเมืองไทยก็จะต้องเผชิญกับปัญหาเกี่ยวกับการเลี้ยงชีพของคนในวัยทอง ซึ่งนับวันจะมีอัตราสูงขึ้นด้วย ทั้งที่คนไทยไม่น่าจะมีปัญหาเหล่านี้ เพราะส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ซึ่งมุ่งสอนเรื่องการมีสติ อย่างไรก็ดี ตามที่เห็นๆ กัน คนไทยมักนับถือศาสนาพุทธแต่ปาก และส่วนมากไปหลงยึดติดอยู่ที่พิธีกรรม โดยไม่ศึกษาว่าแก่นของศาสนาอยู่ที่ไหน แน่ละ ในภาวะเช่นนี้ คำสอนดีๆ ของศาสนา ก็ช่วยแก้ปัญหาของพวกเขาไม่ได้